Select Page

นิรมล เมธีสุวกุล (ตอนที่1)

“..วันนี้เราแฮปปี้ไหมกับชีวิต กับการทำงานแต่ละวัน พอใจกับงานที่เราทำหรือเปล่า และที่สำคัญ เพื่อนที่ร่วมงาน และสร้างงานให้กับเรามีความสุขหรือเปล่า บางทีคนเราเก่งมากๆ คิดถึงมาตรฐานสูงมาก  เรียกร้องคนอื่นมาก คนรอบข้างไม่มีความสุขเลย ต้องทำคนเดียว เพื่ออะไร?..” ข้อคิดดีๆ จากบทสนทนา ระหว่าง นก นิรมล เมธีสุวกุล กับ หนิง สายสวรรค์ ขยันยิ่ง

สายสวรรค์ :      วันนี้อยู่กับพี่นก นิรมล เมธีสุวกุล นะคะ สวัสดีค่ะพี่นก

นิรมล :            สวัสดีค่ะ

สายสวรรค์ :      ถ้านับตั้งแต่วันแรกที่ก้าวเข้ามาอยู่ในแวดวงสื่อสารมวลชน จนถึงวันนี้กี่ปีแล้วคะพี่นก

นิรมล :            โห..ยาวนะก็ตั้งแต่เรียนจบค่ะ เรียนจบตั้งแต่  2525 อะจะอึ้ย!!เริ่มฝึกงานตั้งแต่ปี 3 ก็ประมาณสักปี 2523 พอมาถึงตอนนี้ก็ประมาณ 30 ปีแล้วล่ะค่ะ เราควรจัดงานเลี้ยงได้แล้วค่ะ(หัวเราะ)

สายสวรรค์ :        30 ปี พี่นกทำอย่างไรถึงอยู่ในวงการได้อย่างมีคุณภาพแล้วก็พี่นกเนี่ยเป็นสื่อมวลชนรุ่นพี่ รุ่นครู ในไม่กี่รายชื่อ ที่เวลาพูดคุยกันในหมู่น้องๆ แล้วพี่นกยังคงเป็นแบบอย่าง เคล็ดลับมันคืออะไรคะ

นิรมล :             คงจะเป็นเรื่องงาน คือถ้าจะตอบมันก็วัดกันที่ผลงาน คุณสายสวรรค์อาจจะทราบเนอะ… คือแวดวงสื่อสารมวลชนเรา เหมือนเยอะแต่มันแคบ อาจจะไม่รู้จักกันจริงๆแต่เราพอรู้ว่า ใคร ประมาณไหน ทำอะไร และผลงานที่ออกมามันจะชัดเจนว่าเขาคิดอะไรล่ะ พี่นกเองได้มีโอกาสได้สร้างงานที่เป็นแรงบันดาลใจของตัวเอง แต่ว่ามันก็มีปัญหาอุปสรรค มันก็สมควรเลือก บางทีพี่นกจะผลิตรายการสัก 1 รายการ พี่นกจะคิดก่อนเลยว่าเราพร้อมที่จะสละทั้งชีวิตและพลังทุกๆอย่าง เพราะงานนี้มันเหนื่อยมาก!!

สายสวรรค์ :      ทั้งชีวิตเลยเหรอคะ

นิรมล :            ทั้งชีวิต เราต้องคิดไง ก็เราไม่ใช่ประเภทที่ว่าทำงานได้ทีละหลายๆอย่าง ด้วยความที่ว่าเวลาทำงานต้องคุมงาน ต้องช่วยคิด ต้องมีส่วนร่วม บางทีคุมงานทีละ 3 รายการถือว่าหนักพอสมควร เพราะฉะนั้นผลงานจะไม่เยอะแต่ผลงานจะชัดเจน พี่นกคิดว่าเป็นวิธีของเรา แต่ไม่ได้หมายความว่าทุกคนต้องทำแบบนี้นะ บางคนเขาอาจจะทำงานเยอะมากและเป็นผู้บริหาร คุมแล้วสร้างงานที่ดีได้ก็มี อย่างพี่นกก็แบบนี้แหละค่ะ ก็วัดกันที่ผลงาน แต่ว่าการทุ่มเททั้งชีวิต เมื่อกี้อีกที(ยิ้ม) พี่ลืมพูดชีวิตพี่นกมีความสุขมาก่อนแต่ว่าความสุขจากการทำงานจะมากที่สุด เพราะฉะนั้นการทุ่มเท การทำงานทั้งชีวิตไม่ได้แปลว่าทำงานจนไม่คิดอะไรเลยว่า เออ!!วันนี้เราแฮปปี้ไหมกับชีวิต กับการทำงานแต่ละวัน พอใจกับงานที่เราทำหรือเปล่า และที่สำคัญ เพื่อนที่ร่วมงาน และสร้างงานให้กับเรามีความสุขหรือเปล่า บางทีคนเราเก่งมากๆ คิดถึงมาตรฐานสูงมาก  เรียกร้องคนอื่นมากๆ คนรอบข้างไม่มีความสุขเลย ต้องทำคนเดียว เพื่ออะไร? พี่นกคิดว่านอกจากผลงาน พี่นกยังได้เพื่อนร่วมงานที่ทำแต่ละชิ้นเป็นงานที่ตัวเองเห็นคุณค่า เพราะฉะนั้นโอกาสที่เข้ามาจะสนับสนุนเขาหรือว่ามีส่วนร่วมในการช่วยให้มันพัฒนา หรือดีขึ้นมาก็เยอะ ไม่ว่าทำรายการทุ่งแสงตะวัน รายการพันแสงรุ้ง รายการอะไรเนี่ย การได้รับความร่วมมือสำคัญมากๆแล้วงานสื่อมวลชนนะ ข้อใหญ่ใจความ มันไม่ใช่ผลงานของเรา มันขึ้นอยู่กับว่าคนอื่นร่วมเห็นความสำคัญและร่วมมือกับเราหรือเปล่า เราเป็นสื่อมวลชนด้วยกันเองเรารู้ว่าเราไม่ได้รู้ทุกเรื่อง แต่เราเรียนรู้จากการทำงาน  เรียนรู้จากแหล่งข่าว จากความผิดพลาด ความอยากลำบากจากเนื้อหา แล้วเราก็ค่อยๆเข้าใจโลกมากขึ้น สายสวรรค์ในปีนี้กับสายสวรรค์เมื่อสามปีที่แล้ว พี่นกในปีนี้กับเมื่อสามปีที่แล้วก็ไม่เหมือนกัน อย่างน้อยเราก็มั่นใจว่าเราฉลาดขึ้น เราทันโลกแล้วมองไปข้างหน้าว่า อืม..เราเลือก เลือกที่จะใช้ชีวิต และก็เลือกที่จะทำงานค่ะ

สายสวรรค์ :         พี่นกผ่านมาตั้งแต่การเป็นนักข่าว จนมาเป็นผู้ผลิตรายการ เส้นทางมันก็ยาวนานพอสมควร มันเคยมีช่วงไหนไหมคะ ที่รู้สึกมันไม่ใช่ตัวเรา หรือว่าอย่างตอนเป็นนักข่าวแล้วไปทำรายการนั่นเป็นช่วงพบใหม่หรือเปล่าคะ ว่าตัวเองไม่เหมาะกับงานบางอย่างแล้วเหมาะกับงานบางอย่าง

นิรมล :            ใช่ค่ะ คือที่สามารถเคลมได้นะ พี่นกเรียนจบทางด้านหนังสือพิมพ์ จุดหมายปลายทางสูงสุดสมัยเป็นนิสิต จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย คือจะเป็นนักข่าว ก็ไปทำหนังสือพิมพ์ THE NATION อยู่พักหนึ่ง แล้วหลังจากนั้นก็มีโอกาสไปทำรายวิทยุ ทำรายการโทรทัศน์ ก็ได้เรียนรู้สิ่งต่างๆมากมาย ตอนเป็นนักข่าวเนี่ยรู้สึกเป็นตัวเอง ตอนทำหนังสือพิมพ์มีกล้อง หนึ่งตัว มีเทปอัดเสียง มีสมุดเล่มหนึ่งไปไหนไปกัน จะเขียนบทความอย่างไร เรื่องของเรา เมื่อต้องมาทำรายการโทรทัศน์ ระทมขมขื่นใจ และต้องปรับตัวเยอะมากเพราะรายการโทรทัศน์นี่ไม่ใช่รายการที่มีฮีโร่คนเดียวถือดาบแล้วไปฝ่าฟันต่อสู้คนอื่นแล้วก็ประกาศชัยชนะ แต่รายการโทรทัศน์เป็นรายการที่จำเป็นต้องมีทีม จำเป็นต้องคำนึงว่าจะทำอะไรออกไป เพื่อใคร รับคำวิจารณ์ต่างๆกลับมาแล้วก็ต้องทำงานร่วมกับคนอื่น สิ่งที่พี่นกได้เรียนรู้และสัมผัสตอนที่ทำรายการโทรทัศน์ ก็คือต่อมอัตตาพี่นกเล็กลง

สายสวรรค์ :      อืม !! พี่นกเคยพูดเรื่องนี้ตอนนี้พี่นกให้สัมภาษณ์

นิรมล :            คือพี่นกรู้สึกได้เรียนรู้การทำงานร่วมกับคนอื่น อยากฟังข้อคิดที่ดีแล้วก็นำมาปรับใช้แล้วก็ทำงานร่วมกัน พี่นกว่านี่เป็นสิ่งที่ไม่ธรรมดา

สายสวรรค์ :       เวลามันมีช่วงที่โอ้โห…โลกนี้สดใสสปอตไลท์ฉายแสงอยู่ที่ฉันเนี่ย รู้สึกว่าตัวเราใหญ่กว่าคนอื่น ฉันพูดอะไรฉันต้องเสียงดังกว่าคนอื่น แต่พี่นกบอกว่าการทำงานสื่อเนี่ย เมื่อโตขึ้นอัตตามันจะเล็กลงเอง (หัวเราะ)

นิรมล :            พี่นกโชคดีที่ช่วงที่อัตตาเยอะคือช่วงที่เป็นคอลัมนิสต์เขียนบทความ พี่มีความรู้สึกว่าเรื่องราวทั้งหมดมันจะมาจบที่เราคนเดียว แล้วเราก็เขียนมันออกไป แต่ตอนทำรายการ เอ่อ..ทำโทรทัศน์เนี่ย ตอนนั้นเป็นนักข่าว โอ้ย!!เสียงดังมากเลย ประกาศอะไรไปคนก็เฮ…      

สายสวรรค์ :       (หัวเราะ)

คุณนิรมล :        ช่วงนั้นอัตตาก็เริ่มลดลงแล้ว เพราะเราต้องเริ่มdealกับคนขับรถ เริ่มdealกับช่างภาพ เริ่มปรึกษาเพราะว่ามันไม่ใช่งานที่เราถนัด พี่นกก็เหมือนกับว่า เออ..เราต้องเรียนรู้ ก็เลยเป็นนักข่าวที่เสียงดังก็จริงแต่ก็จะรู้ว่าเราไม่ได้เก่งทุกเรื่อง เพราะฉะนั้นช่วงที่พี่นกเป็นนักข่าวอาจดูเป็นสาวมั่นก็ได้นะ แต่การทำงานร่วมกับคนอื่นก็ต้องอ้อนน้อมถ่อมตน เพื่อเรียนรู้ เพราะเราไม่ได้เรียนทางด้านนี้ วิชาของเราคือหนังสือพิมพ์ ก็เป็นอย่างนั้นค่ะ แล้วต่อมอัตตาก็ยิ่งเล็กลงอีกเมื่อต้องมาทำรายการสารคดีโดยเฉพาะรายการทุ่งแสงตะวัน เราก็ต้องเรียนรู้จากโปรดิวเซอร์  ที่มีอายุน้อยกว่าเราก็คือคุณสุริยนต์ จองลีพันธ์ ต้องเรียนรู้จากช่างภาพเก่งๆที่มีอายุน้อยกว่าเรา ประสบการณ์อย่างอื่นน้อย แต่ประสบการณ์ทางวิชานี้เยอะ พี่นกออกไปในพื้นที่โดยเรียนรู้จากเด็กที่จบชั้น ป.4 ไม่ได้เรียนหนังสือ อยู่หลังเขา แต่เขารักและหวงแหนภูมิปัญญา มันก็เลยยิ่งทำให้เรารู้

สายสวรรค์ :       เข้าไปเรียนรู้

นิรมล :            ใช่..เข้าไปเรียนรู้สิ่งต่างๆ  พี่นกยังเรียนรู้วิธีการเล่าเรื่อง  เพราะโลกเปลี่ยนไปจาก 20 ปีที่แล้ว มีองค์ความรู้ต่างๆโปรแกรมสำหรับตัดต่อใหม่ๆ สำหรับถ่ายภาพ อุปกรณ์ใหม่ๆ หรือวิธีเล่าเรื่องแบบใหม่ๆ เมื่อก่อนตอนที่เราทำรายการสารคดียุคแรกๆ เราก็เล่าเรื่องแบบคลาสสิคตั้งกล้องนิ่งภาพเคลื่อนไหวสวยงามนะ แต่พอมีรายการใหม่ พี่นกก็ใช้วิธีเล่าเรื่องแบบบางทีก็เอาตัวเราเข้าไปเล่า บางทีก็ให้เห็นภาพเบื้องหลังอะไรอย่างนี้ ให้มันดูตื่นเต้นดี ก็ปรับตัวพี่นกคิดว่าเทคนิคพวกนี้ ถ้าเราเข้าใจผู้ชม คิดว่าถ้าเราเป็นผู้ชมเราก็อยากจะรู้ในสิ่งที่เป็นคุณค่า สิ่งที่มีประโยชน์ แล้วก็มีหูหนึ่งไว้ฟังข้อมูลข่าวสาร มีอีกหูหนึ่งไว้ฟังคำวิจารณ์ แล้วก็เอาทั้งสองข้างมาผสมผสานกัน มันก็เลยทำให้อยู่มาได้เรื่อยๆ แล้วก็สามารถสร้างงานได้อย่างพอใจ

 (คลิกชมคลิปวีดีโอ)


About The Author

aof

2 Comments

  1. touchkay

    เสียงวิดีโอไม่ชัดค่ะ แต่ยังดีที่มีตัวหนังสือช่วยไว้

  2. Chai

    แนวคิดพี่เค๊าสุดยอดเลยครับ

Leave a reply