Select Page

เที่ยวดูไบ : เหมือนยังไปไม่ถึง

เที่ยวดูไบ : เหมือนยังไปไม่ถึง

ตึกระฟ้าที่เรียงรายตลอดสองข้างทางที่รถแล่นผ่าน เล่นเอาแหงนมองกันเมื่อยคอ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง “เบิร์จ คาลิฟา” สิ่งก่อสร้างที่สูงที่สุดในโลกแห่งทศวรรษนี้ แต่น่าเสียดายที่การเดินทางเยือนดูไบ เมืองใหญ่อันดับสองของสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ครั้งนี้ เป็นการไปทำข่าวที่กำหนดการค่อนข้างแน่น เป็นที่มาของการเที่ยวดูไบแบบโฉบๆเฉี่ยวๆ  เป็นการเที่ยวที่เหมือนยังไปไม่ถึงนั่นเอง

 

เรื่อง/ภาพ  สายสวรรค์ ขยันยิ่ง

ธันวาคม 2553

        

           ทันที่ที่รู้ตัวว่าจะได้ไปดูไบ ดิฉันก็ทำการบ้านด้วยการหาซื้อหนังสือคู่มือท่องเที่ยวมาอ่านทีเดียว2-3 เล่ม  ให้เกิดจินตนาการก่อนที่จะได้ไปสัมผัสของจริงที่นั่นด้วยตัวเอง  แต่พอเห็นกำหนดการที่ต้องติดตามไปทำข่าวท่าน พล.ร.อ.เถกิงศักดิ์ วังแก้ว เสนาธิการทหารเรือ ไปตรวจเยี่ยมการปฏิบัติงานของหมู่เรือปราบปรามโจรสลัด ของกองทัพเรือ ที่มาจอดเทียบท่าอยู่ที่ท่าเรือเจเบลอาลี เมืองดูไบ  ก็ต้องตั้งสติเลยว่า ทริปนี้ ต้องทำงานแข่งกับเวลามากๆ และเรื่องเที่ยวเป็นของแถม

          เวลาที่ดูไบช้ากว่าเรา 3 ชั่วโมงค่ะ  เราเดินทางไปถึงดึกแล้วหากมองเวลาประเทศไทยจากนาฬิกาข้อมือ จากสนามบินก็นั่งรถไปรับประทานอาหารค่ำที่ภัตตาคาร Saffron  ของโรงแรม Atlantis ที่เป็นส่วนหนึ่งของเกาะรูปต้นปาล์มที่ดูไบเนรมิตขึ้นบนท้องทะเลอาระเบียนเป็นโครงการแรก  หรือ Palm Jumeirah (ปาล์ม จูไมราห์)

         เนื่องจากโรงแรมตั้งอยู่ปลายเกาะในส่วนของวงแหวนที่ล้อมปาล์มไว้  เราจึงต้องนั่งรถผ่านโครงการอสังหาริมทรัพย์ คฤหาสน์ คอนโดมิเนียมหรูๆ ทีสร้างขึ้นบนลำต้นและกิ่งก้านใบของต้นปาล์มอย่างน่าตื่นตาตื่นใจ “พี่แดง” มัคคุเทศก์สาวไทยที่ไปใช้ชีวิตอยู่ดูไบ 10 กว่าปีแล้ว บอกเหมือนรู้ทันความสงสัยของดิฉันว่า ไม่ต้องกลัวว่าโครงการเขาจะเจ๊งเลย พวกเศรษฐีตะวันออกกลางนิยมมาซื้อเหมาเป็นโครงการ หรือเหมาทั้งตึก เขาจึงขายหมดเป็นล็อตๆ ไม่ต้องรอคนมาซื้อทีละห้องสองห้อง  สาเหตุนอกจากกลุ่มเป้าหมายเป็นพวกรวยจัดแล้ว ยังเป็นเพราะวัฒนธรรมและการปฏิบัติทางศาสนาของเขาด้วย ที่ชาวมุสลิม(รวยๆ) เขาก็อยากอยู่แบบมิดชิดเป็นสัดเป็นส่วน  หากต้องปะปนอยู่กับฝรั่งมังค่า ก็คงลำบากใจ จึงซื้ออาณาจักรเป็นของตัวเองไปเสียเลย โครงการหนึ่งราคาร้อยล้านพันล้านก็ซื้อไหว   นอกจากเศรษฐีอาหรับแล้ว ก็ยังมีดาราฮอลลีวู้ด และนักฟุตบอลระดับโลกอย่างเดวิด เบ็คแฮม มาลงทุนซื้อคฤหาสน์บนเกาะต้นปาล์มแห่งนี้ด้วย

         โรงแรม Atlantis, The Palm สุดโอ่อ่าอลังการนี้เปิดมาตั้งแต่ปลายปี พ.ศ.2551 ซึ่งว่ากันว่าห้องพักไม่เคยว่างค่ะ  อาณาเขตของโรงแรมจะแบ่งเป็นโซนที่เข้าได้เฉพาะแขกที่มาพักเท่านั้น กับโซนที่คนทั่วไปสามารถเข้าชมได้ ส่วนภัตตาคารอาหารบุฟเฟต์นานาชาติที่เรามารับประทานก็ต้องจองล่วงหน้าเท่านั้นค่ะ ไม่มีโต๊ะว่างสำหรับขาจร  แต่หากจะพูดถึงรสชาติอาหารละก็ ส่วนตัวดิฉันว่างั้นๆ บ้านเรามีร้านอาหารหรือภัตตาคารในโรงแรมที่รสชาติขั้นเทพกว่านี้เยอะเลยค่ะ

          อิ่มหนำสำราญแล้วก็หามุมสวยๆ ถ่ายรูปกันตามอัตภาพค่ะ ด้วยความที่เวลาน้อยและดึกแล้ว ก็เลยไม่ได้สำรวจโรงแรมหรูนี้เท่าที่ควร ก่อนจะเช็คอินเข้าพักที่โรงแรมดุสิต ปริ้นเซส ดูไบ โรงแรมในเครือดุสิต แบรนด์ไทยเจ้าแรกที่มาเปิดตลาดที่เมืองนี้

              คณะของเราไปเยือนท่าเรือเจเบลอาลีในวันรุ่งขึ้นค่ะ  ระหว่างทางก็ได้ตื่นตาไปกับตึกรูปทรงทันสมัยสูงเสียดฟ้าเรียงรายตลอดสองฝั่ง ทุกครั้งที่ผ่านตึก “เบิร์จ คาลิฟา” ตึกสูงที่สุดในโลก ด้วยความสูง 828  เมตร เราก็พยายามจะถ่ายรูปกันให้ได้จากในรถ บางคนก็ได้มุมสวยบางคนก็กดชัตเตอร์ไม่ทัน เป็นที่สนุกสนานกันไปอีกแบบ  ถนนหนทางและภูมิทัศน์เมืองดูไบเป็นระเบียบเรียบร้อยสะอาดตามากค่ะ  ด้วยกฎหมายที่เข้มงวด ไม่มีมอเตอร์ไซค์ จักรยาน หาบเร่ แผงลอย ให้เห็นวุ่นวายเหมือนบ้านเราเลย และขอโทษเถอะ สุนัขจรจัดสักตัวก็ไม่เห็น ไม่ใช่ว่าเมืองแขกเขาห้ามเลี้ยงสุนัขอย่างที่หลายคนเข้าใจนะคะ แต่เพราะใครจะครอบครองสัตว์เลี้ยงสักตัวก็จะต้องอยู่ภายใต้กฎกติกาอย่างเข้มงวด

         ท่าเรือเจเบลอาลีที่ได้มาเห็นนี้กว้างใหญ่มากค่ะ  มีเรือสัญชาติต่างๆ จอดเทียบท่าอยู่เต็มไปหมด แต่ที่มองแล้วเท่สุดๆ(ตามประสาคนไทยชาตินิยม) ก็คือเรือหลวงสิมิลัน ของกองทัพเรือไทย ที่จอดเด่นตระหง่าน โดยมีนายทหารและกำลังพลออกมายืนรอต้อนรับเสนาธิการทหารเรืออยู่อย่างสมเกียรติ น่าเสียดายที่เรือหลวงปัตตานี เรือรบของกองทัพเรือไทยอีกลำต้องออกจากท่าไปปฏิบัติภารกิจกลางทะเลก่อนทีเราจะมาถึง หากอยู่พร้อมกันทั้งสองลำคงจะเป็นภาพที่ยิ่งใหญ่กว่านี้อีก

         หลังเสร็จพิธีต้อนรับตามแบบทหารกันแล้ว พวกเราก็ได้รับเชิญให้ฟังบรรยายสรุปสถานการณ์โจรสลัดในอ่าวเอเดน และชายฝั่งประเทศโซมาเลีย ตลอดจนผลการปฏิบัติการของหมู่เรือปราบปรามโจรสลัด (มปจ.) ซึ่งน่าตกใจว่าการปฏิบัติการออกล่าเหยื่อเพื่อปล้นและยึดเรือสินค้าขนาดใหญ่ พร้อมจับลูกเรือเป็นตัวประกันของพวกโจรสลัด ขยายพื้นที่ออกไปไกลฝั่งมากขึ้นเรื่อยๆ เป็นพันไมล์ทะเล และการปฏิบัติการก็อุกอาจมากขึ้น มีอาวุธร้ายแรงมากขึ้นด้วย ขณะที่กองกำลังผสมทางเรือ หรือ CMF ที่สหรัฐเป็นพี่ใหญ่ และมีกองเรือจากชาติต่างๆ 29 ชาติ รวมทั้งไทยที่ส่งหมู่เรือเข้าร่วมเป็นชาติที่ 25 ก็ทำอะไรแบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาดไม่ได้สักที  ได้แต่ส่งเรือรบออกลาดตระเวน คุ้มกันเรือสินค้า เรือประมง หรือกระบวนเรือ(คอนวอย)ชาติต่างๆ ที่ต้องแล่นผ่านอ่าวเอเดนเท่านั้น แม้หลายครั้งจะเจอโจรสลัด ก็ได้แค่ตรวจค้น พบหลักฐานก็ยึดและบันทึกไว้ แล้วก็ปล่อยตัวไป จะจับขึ้นเรือก็เป็นเรื่องยุ่งยากแก่ประเทศต้นสังกัดของเรือรบนั้นๆ อีก  จะใช้อาวุธจัดการก็ไม่ได้ เพราะต้องคำนึงถึงเรื่องกฎหมายระหว่างประเทศที่อ่อนไหว ที่สำคัญคือ โจรสลัดพวกนี้เส้นใหญ่ ใครอยู่เบื้องหลังบ้างก็ไม่รู้ แต่ที่แน่ๆ คือเป็นขบวนการที่มีอิทธิพลทางการเมืองหนุนหลัง  ( ข้อมูลจาก มปจ. วันที่ 13 ธ.ค.53  คือมีเรือสินค้าและเรือประมงของชาติต่างๆ ที่ถูกโจรสลัดจับยึดไว้จำนวน 23 ลำ ในจำนวนนี้มีเรือประมงไทยรวมอยู่ด้วย 3 ลำ คือ เรือพรานทะเล 11,12 และ 14) 

          อย่างไรก็ดี ทหารเรือไทยที่ดิฉันได้สัมภาษณ์ต่างก็รู้สึกภูมิใจ ที่ได้เป็นกำลังพลแห่งราชนาวีไทยชุดแรกที่มาปฏิบัติภารกิจปราบปรามโจรสลัดร่วมกับกองเรือนานาชาติ เพื่อแสดงให้ชาติอื่นรู้ว่ากองทัพเรือของไทยมีขีดความสามารถไม่ได้ด้อยไปกว่ากองทัพเรือชาติอื่นๆ เลย แม้หลายคนจะยอมรับว่าเหนื่อยและคิดถึงบ้านมาก แต่ก็ยังมีกิจกรรมบนเรือให้ผ่อนคลาย และสามารถโทรศัพท์กลับบ้านได้ตามเวลาที่กำหนด

          เสร็จจากทำข่าวที่ท่าเรือเจเบลอาลี ดิฉันกับช่างภาพแยกตัวออกไปกับช่างภาพของช่อง3 อีกคนหนึ่งที่เดินทางมากับเรือหลวงสิมิลันตั้งแต่เดือนกันยายน (มากกว่า3เดือนแล้ว)  ได้เที่ยวดูไบจนคล่อง อาสาจะพาเราไปนั่งรถชมวิว และช้อปปิ้ง ก็พากันไปช้อปที่มอลล์ ออฟ เอมิเรตส์  ห้างสรรพสินค้าที่ใหญ่มากแห่งหนึ่งในดูไบ  ลองไปเตร็ดเตร่ดูหลุยส์ วิตตอง ตามที่เขาร่ำลือกันว่าซื้อที่ดูไบจะได้ราคาถูกกว่าบ้านเรามาก เพราะเมืองนี้ปลอดภาษี 100%  ก็ลองย่างกรายเข้าไปในร้านเขาซะหน่อย  กว่าจะมีพนักงานขายว่างและขอให้หยิบกระเป๋ารุ่นนั้นรุ่นนี้มาให้ดูได้ก็ต้องรอสักพักล่ะค่ะ   เพราะลูกค้า สาวกหลุยส์ วิตตอง เขาเยอะจริงๆ  แต่พอถึงคิวเราก็ปรากฎว่ากระเป๋ารุ่นและขนาดที่ต้องการไม่มี  ลองดูรุ่นอื่นๆ และเทียบราคาเป็นเงินบาทก็ไม่ได้ถูกกว่าชนิดที่ต้องตะครุบ ก็เลยออกมาจากร้านแบบกระเป๋าไม่ฉีก  พนักงานขายเขาใจดีมากนะคะ บอกว่าไม่ซื้อ หรือไม่ถูกใจเขาก็ไม่ทำหน้าหงิกหน้างอ (เพราะยังไงเขาก็ขายดีอยู่แล้ว)

           ก่อนกลับ คงจะนอนไม่หลับแน่ถ้าไม่ได้จ่ายตังค์  ก็เลยเข้าร้าน ZARA แบรนด์เสื้อผ้าสัญชาติสเปนยอดฮิตของสาวไทยรวมทั้งดิฉันด้วย ลองจิ้มเครื่องคิดเลขดู ก็พบว่าถูกกว่าบ้านเราเล็กน้อย เลยเลือกหยิบเอาเดรส และเทรนช์โค้ท แบบที่ไม่เคยเห็นในร้านที่เมืองไทยมาพอแก้กลุ้ม 3-4 ชิ้น  อ้อ! เวลาซื้อของที่ดูไบ ซึ่งใช้สกุลเงินดิรฮัม (Dirham) ก็คูณด้วย 8 ถึง 9 ก็จะได้เป็นอัตราเงินบาทไทยค่ะ ช่วงที่ดิฉันไปนี้อัตราแลกเปลี่ยนอยู่ที่ 8.5 จะซื้ออะไรก็ต้องจิ้มเรทนี้ไปตลอด

          หลังจากแตกแถวออกไปช้อปปิ้งกันเองแล้ว ก็ต้องตามไปสมทบกับคณะที่บ้านพักของท่านกงสุลใหญ่เมืองดูไบ คุณปสันน์ เทพรักษ์ ค่ะ ได้รับประทานอาหารไทยกันเอร็ดอร่อยจากฝีมือแม่ครัวคนไทย  ท่านอยู่ที่ดูไบมาตั้งแต่ปี 2549  เห็นความเปลี่ยนแปลงมากมาย แต่เมื่อถามถึงสถานะการเงินของดูไบ อย่างที่เคยมีข่าวแทบล้มละลายจากการพัฒนาโครงการอสังหาริมทรัพย์ขนาดใหญ่จนแทบฟองสบู่แตกมาแล้ว ท่านกลับยืนยันว่าดูไบวันนี้ฟื้นตัวกลับมาเกือบครึ่งหนึ่งแล้ว และด้วยวิสัยทัศน์ของเจ้าผู้ครองนครดูไบ อย่างชีค โมฮัมเหม็ด บิน ราชิด อัล มัคทูม ซึ่งดำรงตำแหน่งเป็นรองประธานาธิบดีและนายกรัฐมนตรี แห่ง UAE ทำให้ดูไบจะยังคงพัฒนาให้เจริญเติบโตต่อไปอย่างไม่หยุดยั้ง

          ท่านกงสุลยังเล่าให้ฟังว่าปี 2553 นี้ คนไทยในดูไบมีอยู่ไม่ต่ำกว่า 5,000 คน ลดลงจากเดิมที่มีถึงหมื่นกว่าคนในปีก่อน เนื่องจากหมดสัญญาจ้างงาน แต่ดูไบก็ยังคงมีลู่ทางในการเข้าไปประกอบธุรกิจต่างๆ ของคนไทยอยู่เสมอ  โดยงานเด่นๆสำหรับคนไทยก็คงไม่พ้นงานบริการ โรงแรม ร้านอาหาร สปา แรงงานกึ่งฝีมือและแรงงานฝีมือต่างๆ ที่เป็นที่ยอมรับ  แต่สิ่งที่คนไทยต้องพัฒนาให้มากยิ่งขึ้นก็คือทักษะด้านภาษาต่างประเทศนั่นเองค่ะ

          อยู่ในงานเลี้ยงรับรองที่บ้านท่านกงสุลเสียเพลิน  ตอนแรกกะว่าจะแว่บออกไปดูน้ำพุเต้นระบำ สัญลักษณ์หนึ่งของดูไบ ที่ใครไม่ได้ไปดูถือว่ามาไม่ถึง ซึ่งเขาแสดงเป็นรอบๆ ละ 20 นาที ตั้งแต่ 6 โมงเย็น ไปจนถึง5 ทุ่ม ก็หมดเวลาเสียก่อน  คราวนี้ฝากไว้ก่อนก็แล้วกัน เพราะต้องตามคณะกลับเข้าที่พักเสียแล้ว

           รุ่งขึ้น วันสุดท้ายที่ดูไบ  เราได้ไปซื้อของฝากกันที่ร้าน Choc&Nuts ซึ่งเป็นร้านของฝากยอดนิยมราคาย่อมเยาค่ะ  หอบหิ้วถั่วพิคาชิโอกับช็อคโกแลตเคลือบอัลมอนด์กันมาคนละหลายๆ ถุง บางคนก็ซื้ออีกหลายอย่าง แต่มัคคุเทศก์ของเราบอกว่า 2 อย่างนี่ล่ะค่ะที่เป็นของฝากยอดนิยม

          แค่นั้นยังไม่พอ ต้องไปปิดท้ายที่ดูไบมอลล์ ห้างสรรพสินค้าที่ใหญ่ที่สุดในโลกกันสักหน่อยค่ะ  ด้วยขนาดพื้นที่เท่ากับสนามฟุตบอลขนาดใหญ่ 50 สนาม ร้านรวงนับพันร้าน ลานแฟชั่น สเก็ตน้ำแข็ง และ Dubai Aquarium & Underwater Zoo ด้วย  เนื่องจากคณะของเรามีกำหนดการรัดตัวมาก  จึงมีเวลากำหนดให้เดินโฉบๆ เฉี่ยวๆ ในห้างยักษ์นี้แค่ชั่วโมงเดียวเองค่ะ   ดิฉันใช้เวลาที่มีจำกัด รีบพุ่งไปหาซื้อของที่เพื่อนฝากซื้อ นั่นก็คือ อินทผาลัมเกรดพรีเมี่ยม  สอดไส้นานาชนิด ของร้าน Bateel ค่ะ กว่าจะหาร้านเจอเล่นเอาหมดแรง พอซื้อแล้วได้คูปองไปรับกาแฟฟรี จากคาเฟ่ของร้านเขาซึ่งต้องเดินไปอีกฟากหนึ่งของห้างอีก ด้วยความงก ดิฉันก็เดินไปจนถึง หมดทั้งแรง หมดทั้งเวลา เลยต้องรีบกลับมายังจุดนัดพบ เพราะเกรงว่าจะหลงอยู่ในห้างยักษ์นี้คนเดียว สรุปว่าเดินชมห้างไม่ถึงเศษเสี้ยว ถ้าจะเดินให้ทั่วคงต้องใช้ชีวิตอยู่ในนั้นสัก1-2 วันเลยค่ะ ไม่ได้เว่อร์นะเนี่ย!!!

           หลังจากรับประทานอาหารกลางวันที่ร้านอาหารจีน Spring Bamboo แล้ว เวลาที่ดูไบของเราก็หมดลง  ด้วยการเดินทางไปที่ราชอาณาจักรบาห์เรนกันต่อ เพราะต้องตามเสนาธิการทหารเรือไปเยี่ยมชมศูนย์บัญชาการกองกำลังผสมทางเรือ หรือ CMF

ถือว่าไปดูไบคราวนี้  งานทำข่าวเป็นหลัก เที่ยวเป็นรองค่ะ ได้สัมผัสดูไบพอหอมปากหอมคอ แต่ถ้ามีโอกาสไปคราวหน้า จะต้องจัดเวลาไปสัมผัสวิถีชีวิต และความงดงามทางด้านศิลปวัฒนธรรมที่นั่นบ้าง  ต้องไปทัวร์ทะเลทราย ขี่อูฐ ชมระบำหน้าท้อง เดินทอดน่องตามตลาด (Souk) ชมพิพิธภัณฑ์  หรือไปดูตลาดทองให้ละลานตาเล่น  จะขึ้นไปชมวิวบนตึกเบิร์จ คาลิฟา ให้โก้เก๋ และที่สำคัญคือน้ำพุเต้นระบำ ที่คราวนี้ไม่ได้ดู จึงเหมือนไปไม่ถึงดูไบด้วย!!!

 

 

About The Author

aof

Leave a reply