Select Page

นิรมล เมธีสุวกุล (ตอนที่ 2)

“…คนที่จะทำงานกับสาธารณะที่ดีที่สุดนะคะ ภาพที่อยู่ฉากหน้ากับตัวเรามันต้องสอดคล้องกัน…แต่เมื่อไรเริ่มมีอาการสร้างภาพ ในที่สุดเราจะอึดอัดเอง เพราะฉะนั้นถ้าเกิดจะมีคนรักบ้าง เกลียดบ้าง ชังเราบ้าง ชอบบ้างไม่ชอบบ้าง มีคำวิจารณ์บ้าง..ก็ฟัง จะได้รู้ว่าคนอื่นเขาคิดกับเราอย่างไร บางอย่างเราอาจจะปรับปรุงได้ บางอย่างเราทำไม่ได้มันไม่ใช่ตัวเราก็จงยอมรับ…” คำแนะนำดีๆ ระหว่างบทสนทนา ของพี่นก นิรมล เมธีสุวกุล กับ หนิง สายสวรรค์ ขยันยิ่ง

 

สายสวรรค์ :     น้องๆสื่อสารมวลชน บางทีเจอกับแรงเสียดทาน เจอกับเสียงวิจารณ์แรงๆ สมมุติว่าไม่พอใจใครก็เข้าไปโพสต์ด่ากันในอินเตอร์เน็ต สาดเสียเทเสีย เข้าไปอ่านทีเป็นไข้ไป 3 วัน 7 วันจนกระทั่งไม่อยากทำงาน หนิงเคยไปพูดให้รุ่นน้องๆฟัง เขาก็มีคำถามแบบนี้ โดยส่วนตัวหนิงเองก็ยังไม่แข็งแกร่งเท่าพี่นก แต่ก็บอกไปว่า อันไหนที่เรารับได้ก็ต้องเดินเข้าไปหามัน ก็ต้องยอมรับว่าเขาวิจารณ์แบบนี้ ต้องยอมรับว่าเขาด่าแบบนี้ แต่ถ้าหยาบคายอย่าไปยุ่ง แต่สมมุติว่าเป็นคำวิจารณ์ที่มันอาจจะเกี่ยวกับเนื้องาน เราตั้งสติแล้วก็ขออ่านดูหน่อยสิ(หัวเราะเบาๆ) คืออันไหนรับได้ก็ลองพยายามเข้าไปดูสิเผื่อว่ามันจะมีอะไรที่ฉุกคิดขึ้นมาได้ว่า…เอ่อ!!มันก็จริงอย่างที่เขาว่าหรือถ้ารับไม่ได้เลย ไม่มีเหตุผลเอาซะเลย ก็เดินจากมันไปปล่อยให้มันกลายเป็นอากาศธาตุ ในฐานะพี่นกเป็นพี่ใหญ่และแข็งแกร่ง ผ่านร้อนผ่านหนาวมา สมมุติว่ารุ่นน้องถามพี่จะตอบว่าอย่างไร

  

นิรมล : คือบางครั้งสิ่งที่เราคิดว่าเราเป็น กับสิ่งที่คนอื่นเห็น มันอาจจะไม่ตรงกันไง อย่างเช่นว่าเราอาจจะมีการแสดงออกบางอย่าง หรือบางส่วนที่คนเห็นแล้วมันอาจจะดูไม่ดี โดยที่เราไม่ตั้งใจ เพราะฉะนั้นการที่เราทำงานด้านสื่อสาธารณะ เรามีสปอตไลท์ส่องหน้า พี่นกว่าเวลาจะทำอะไร จะแสดงอะไรแบบไหน ก็ต้องคิดหลายๆด้านเพราะว่าบางทีคนอาจจะไปตีความแตกต่างกันออกไปเพราะคนไม่เหมือนกัน หรือถ้าเราเป็นตัวเราจริงๆแล้วเรามั่นมากฉันจะเป็นของฉันอย่างนี้ก็ต้องยอมรับและกล้าหาญที่จะยอมรับฟังคำวิจารณ์ซึ่งมีความคิดไม่ตรงกับเรา พี่นกคิดว่ามันอยู่ที่ไหวพริบถ้าเราคิดว่าเราจะขายของแปลก อยากจะมั่นใจแบบเนี้ย เราก็ต้องรู้ว่ามันจะมีคนชอบและไม่ชอบ คนที่ชอบก็ชอบมาก คนไม่ชอบก็ไม่ชอบเลย ถ้าเราเลือก..ก็ทำแล้วจงมั่นใจ แต่ถ้าคิดว่าโอเค เราก็ต้องการให้ เออ!! ไม่เกิดการปะทะเราก็ต้องพิจารณาว่าไอ้สิ่งที่เราจะแสดงออกเนี่ยจะหมิ่นเหม่ต่อการเข้าใจผิดหรือไม่  เพราะฉะนั้นคนที่จะอยู่ท่ามกลางสาธารณะก็ต้องคิดให้รอบคอบนะคะ แต่ว่าสิ่งที่ดีที่สุด ถ้าเราคิดจะทำงานในสาธารณะไปนานๆและมีความสุข ก็คือพรีเซนต์อย่างไรให้เป็นตัวเราจริงๆ ไม่ว่าเราจะได้รับคำชมหรือคำด่า

 

สายสวรรค์ :    เราคือตัวเรา

  

นิรมลใช่!! เราคือตัวเรา พี่คิดว่านี้เป็นสิ่งสำคัญเพราะฉะนั้นพี่นกก็เลยคิดว่าโชคดีจังเลยเนอะ ที่วันนี้เราไปไหน เราก็คือตัวเรา พี่นกก็แต่งตัวแบบนี้ไม่ว่าจะไปตลาด ไปต่างจังหวัด จะไปไหนไม่ต้องมาคิดว่าวันนี้   อยู่กลางแสงสปอตไลท์ต้องแต่งตัวแบบไหน จะทำอะไรคือพี่ก็เป็นของพี่แบบนี้ไง เออ..ก็รู้สึกว่าคนที่จะทำงานกับสาธารณที่ดีที่สุดนะคะ ภาพที่อยู่ฉากหน้ากับตัวเรามันต้องสอดคล้องกันแล้วก็จะสบายใจว่าจะเดินไปไหน อย่างไรก็ได้ แต่เมื่อไรเริ่มมีอาการสร้างภาพ ในที่สุดเราจะอึดอัดเอง เพราะฉะนั้นถ้าเกิดจะมีคนรักบ้าง เกลียดบ้าง ชังเราบ้าง ชอบบ้างไม่ชอบบ้างมีคำวิจารณ์บ้าง..ก็ฟัง จะได้รู้ว่าคนอื่นเขาคิดกับเราอย่างไร บางอย่างเราอาจจะปรับปรุงได้ บางอย่างเราทำไม่ได้มันไม่ใช่ตัวเราก็จงยอมรับ แต่เพื่อไม่ให้เสียความรู้สึกคนนะ เราก็ปรึกษาคนที่มีบุคลิกดีกว่าเพื่อนร่วมงาน  แล้วก็รับฟังหลายๆด้านความเป็นตัวเองมากๆ เลยเนี่ยบางครั้งก็ทำงานอยู่ที่บ้านเลยจะสบายใจกว่ากับบางคาแรคเตอร์ใช่มะ(ยิ้ม) แต่บางคาแรคเตอร์ก็เป็นสิ่งที่ทำให้คนเกิดเนอะ พี่ว่าทุกย่างก้าวของมนุษย์เรานะ ถ้าเราเดินไปไหนได้เต็มเท้ามองหน้าคนได้อย่างเบิกบาน สบตา พูดคุยแล้วก็สามารถเป็นตัวของตัวเองได้ เราก็ควรจะขอบคุณทุกสิ่งทุกอย่างที่ทำให้เราเป็นอย่างวันนี้ เวลาเป็นสิ่งสำคัญ แล้วก็อย่าลืมความตั้งใจและความฝันเดิมๆ ที่เราเคยสดใสเต็มไปด้วยพลัง

 

สายสวรรค์ : เดี๋ยวนี้สื่อมีหลากหลาย ค่อนข้างจะมีอิทธิพลไปทุกหย่อมหญ้า แต่ละคนสามารถเลือกรับสื่อได้มากมายมีอินเตอร์เน็ตเป็นตัวทะลุทะลวงไปถึงโต๊ะทำงานหรือห้องนอนได้ทุกคน แล้วก็มันก็มีทั้งเรื่องบวกเรื่องลบอยู่ในนั้น รวมไปถึงสิ่งที่มันเติบโตมากๆในช่วงปีสองปีหลังก็คือ Social Network , Social Media ต่างๆ พี่นกมองปรากฏการณ์พวกนี้อย่างไรคะ

  

นิรมล :            พี่นกเห็นว่าดีค่ะ คือพี่นกมีความเชื่ออยู่อีกมุมหนึ่งว่า สื่อสารมวลชนมันควรเป็นของมวลชนจริงๆแต่อย่างไรก็ดี ปัจจุบันฟรีทีวีก็ยังคงเป็นสื่อกระแสหลัก ในขณะที่หนังสือพิมพ์ทั้งหลายประมาณ 4-5 ฉบับในประเทศไทยก็ยังคงเป็นสื่อกระแสหลัก สถานีวิทยุแห่งประเทศไทยก็ยังคงเป็นสื่อกระแสหลักที่ทำให้มนุษย์ในประเทศไทยคุยเรื่องเดียวกัน แต่ถ้าเป็นในลักษณะสื่อเฉพาะอย่างเช่น อาจจะเป็นเกี่ยวกับทีวี อินเตอร์เน็ต เป็นสื่อสารสังคม อะไรอย่างนี้ มันก็จะเป็นกลุ่มเฉพาะ ซึ่งถ้าเราอยู่นอกวงการนั้นเราจะไม่รู้เลยว่าวันนี้เขาคุยอะไรกันอยู่ใช่ไหมคะ  พี่นกเองวางตัวเป็นพวกนักสังเกตการณ์ พี่นกจะเข้าหมดแหละในวงการเว็บไซต์อะไรต่างๆแต่ว่าไม่ถึงขั้นขึ้นไปเต้นแร้งเต้นกาอยู่บนเวทีนั้น บางทีก็เข้าไปอ่านๆ อ๋อๆ!! เขามีอะไรอย่างนี้กันนะ แต่ไม่ไปเป็นลีดเดอร์ ทวิตตอนนี้เรากำลังทำอะไรอยู่ที่ไหนกับใคร หรือว่าพี่นกมีเฟสบุ๊คเป็นของตัวเองก็จะไม่ add ทุกคนในโลกนี้ จะเลือกว่าอืม!! คนนี้เราพอคุยกันได้นะเพราะฉะนั้นเฟสบุ๊คพี่นกก็จะมีคนอยู่ไม่กี่คนหรอก พี่นกเลือกแล้วว่าจะคุยกับกลุ่มนี้แหละ ไม่ใช่ดูจากปริมาณ แล้วคุยกับใครก็ไมรู้ พูดคุยไปแบบนั้น ยกเว้นถ้าเกิดเป็นสื่อเฟสบุ๊คของรายการทุ่งแสงตะวันก็รับทั่วไป พี่นกคิดว่า(สื่อ)ยิ่งหลากหลายยิ่งดีค่ะ ก็เหมือนดอกไม้บานเยอะๆแล้วแต่ใครจะเลือกชื่นชมอันไหน ใครเลือกคุณค่าของอะไร ทุกวันนี้มีใครสักคนรู้ว่าเดินผ่านไลเคนเล็กๆแล้วมันรู้สึกอย่างไร ก็เหมือนกันบางคนอาจจะรู้จักเว็บไซต์เล็กๆเพียงบางอัน บางคนอาจจะรู้จักทั่วไปหมดก็แล้วแต่ที่มีโอกาส บางคนรู้จักเลือกใครรู้จักเลือกคนนั้นก็จะฉลาดที่สุด ก็ได้รับรู้สิ่งดีๆมากที่สุดปัญหาก็คือถ้าเราทำงานทางด้านสื่อสารมวลชน ไม่ว่าจะเป็นสื่อทางเลือกสื่อหลักเนี่ย สิ่งเดียวที่พี่นกว่าเป็นหน้าที่หลักเลยนะก็คือให้ผู้ชมรู้ว่ามีสิ่งนี้อยู่ ส่วนเขามาเจอแล้วจะติดมันเลยหรือจะไม่ชอบ เขาจะสนใจไหมเรื่องของเขา หน้าที่ของเราคือทำสิ่งที่เราทำอยู่ให้ดีที่สุด แล้วก็ชวนให้มาชม เข้าแล้วผ่านเลยก็ไม่เป็นไร อยู่ด้วยกันเป็นเพื่อนกันก็ดี

 

สายสวรรค์ :    อยู่ด้วยกันสักแป๊บก็ดี

  

 

นิรมล : แต่ว่าพี่นกคิดว่าโลกเปลี่ยนไปเยอะแล้ว การทำงานสื่อที่มีหลายๆแขนงเนี่ยเป็นโอกาสที่ดีของคนที่รักงานสื่อมวลชน บางทีเราก็เบื่องานเนอะ บางทีเราทำข่าว 5 นาที 10 นาที ทำรายการสารคดีโทรทัศน์ครึ่งชั่วโมงต่ออาทิตย์   ถ้าเรามีความรู้เหลือเอาไปทำอย่างอื่น  รูปแบบอื่นๆสมัยก่อนพี่นกก็เขียนหนังสือไง สมัยนี้ก็อืม!!มีเว็บไซต์ป่าใหญ่ ก็ลงไปนิดๆหน่อยๆ แต่ว่าเวลาพี่นกมีไม่มากในแต่ละวันพี่นกก็เลยไม่ค่อยได้ทำอะไรเยอะนัก แต่ว่าถ้าเกิดได้ทำอะไรก็จะดิ่งลึกลงไป ทำเต็มที่และตั้งใจ เพราะฉะนั้นบรรดาคนที่คบก็จะรู้ว่า คุณนก นิรมล ตกลงใจแล้วว่าจะทำงานชิ้นนี้ จะทำให้ดีที่สุด

สายสวรรค์ : ร่วมหัวจมท้าย

  

นิรมลอารมณ์แบบนั้นเลย                       

สายสวรรค์ : ทุ่มสุดชีวิต

นิรมลใช่            

สายสวรรค์ : ค่ะ ที่พี่นกสอนเนี่ย ก็เหมือนกับที่หนิงพยายามอยู่ ก็คือทำเว็บไซต์สายสวรรค์ ขยันยิ่งดอทคอม

นิรมลเอ่อดีค่ะ    

สายสวรรค์ :เหมือนกับเป็นที่ปล่อยพลังส่วนตัวค่ะ เจอคนเจ๋งๆ ไปงานดีๆ ไปเก็บข่าวอะไร แต่มันไม่ได้ออกอากาศ หรือว่าพื้นที่มันน้อยเกินไป ก็เอามาใส่(ในเว็บ)

  

นิรมลใช่ คนจะค่อยๆรู้จักขึ้นเรื่อยๆแล้วถ้ามันดีจริงนะ คนจะรู้จักแล้วก็จะเก็บมานึกถึงค่ะ ตัวพี่นกเองคิดว่าความเป็นเอกลักษณ์ทำให้เราโดดเด่น ส่วนจะโดดเด่น ป๊อบปูล่าร์มากน้อยแค่ไหนไม่ต้องสนใจ เพราะเราทำงานของเราให้ดี ส่วนตัวพี่นกเองก็พยายามบริหารเวลาให้สมบูรณ์ระหว่างความสุขในชีวิตส่วนตัว กับการทำงาน จัดการชีวิตครอบครัว แม่ กับน้องๆ รวมกันกับเพื่อนร่วมงาน แต่ก็โชคดีที่ทุกอย่างผสมกลมกลืนกันทำให้ชีวิตไม่บีบคั้นมาก ยังรักษาเวลาอันรื่นรมย์ในการจิบชา ชื่นชมดอกไม้ ที่บ้านปลูกดอกไม้ เกิดมันบานโดยที่เราไม่มีเวลาอยู่ดูมันเลยก็น่าเสียดาย

   

สายสวรรค์ :    อาชีพอย่างเราก็ต้องมีความสมดุลชีวิตในระดับหนึ่งนะคะ อยากบอกน้องๆที่จะก้าวเข้ามาสู่โลกสื่อสารมวลชน พี่นกว่าเขาต้องวางตัวอย่างไร ต้องมีคุณสมบัติอะไร  มองด้วยสายตารุ่นพี่ที่เข้ามาตั้งแต่ 30 ปีที่แล้ว ถึงยุคนี้บอกน้องอย่างไรดีคะ

 

นิรมล : คือความตั้งใจพี่เริ่มต้นอยากจะเป็นนักสื่อสารมวลชนหรือนักข่าว เพราะพี่นกเห็นว่าเป็นอาชีพที่สามารถเป็นปากเสียงให้คนที่ด้อยโอกาสหรือคนที่เสียเปรียบในสังคม คิดอย่างนี้เลยนะ..นี่ไม่ได้พูดหาเสียงนะเพราะไม่ได้กะเป็นนักการเมืองให้โหวตอะไรเลย คิดอย่างนี้จริงๆตั้งแต่อยู่มัธยมปลาย ตอนที่จะเอนทรานซ์ พี่นกเลือกว่ามีอาชีพอะไรบ้างนะที่จะเป็นสัมมาชีพให้เรายังชีพได้ แล้วก็ให้ประโยชน์ในการช่วยเหลือคนอื่นได้ พี่นกก็เลือกๆมา 2-3 อาชีพ ก็มาได้อาชีพสื่อสารมวลชน เลือกเพราะมีความรู้สึกว่าคนที่ทำหน้าที่สื่อมวลชนจะสามารถสร้างความเข้าใจและสร้างความรู้ เผยแพร่ความรู้ให้คนเพื่อให้สังคมดีขึ้น เพื่อให้เกิดความเข้าใจกัน เพื่อให้โลกพัฒนาไปในแนวทางที่ดี พี่นกคิดอย่างนี้จริงๆ ตอนช่วงเลือกวิชาชีพนี้ แล้วพอเริ่มทำงานนะ พี่นกก็เริ่มต้นสกู๊ปชีวิตแรกของตัวเอง ว่าเฮ้ย!!โฟกัสเกี่ยวกับแรงงานเด็กทำเรื่องเกี่ยวกับเด็กที่ถูกค้ามนุย์อะไรอย่างนี้ คือจะชัดเจนว่าเราจะทำงานเพื่ออะไร รุ่นน้องรุ่นใหม่ๆอาจมีบางคนที่เข้าใจผิดอยากจะเข้ามาเพื่อเป็นนักข่าวบันเทิงเพื่อที่จะได้เจอดาราบ่อยๆ อยากจะเข้ามาในแวดวงสื่อสารมวลชนเพื่อที่จะได้เป็นพระเอกหนังหรืออะไรอย่างนี้ ไม่ผิดนะคะไม่ผิด เพราะว่าหลายคนก็เติบโตมาแบบนั้นเนอะ แต่ว่าสำหรับตัวพี่นกเอง พี่นกมองว่าอาชีพอะไรก็ได้ค่ะ แต่ว่าถ้าเราทำแล้ว (1.)เรามีความสุข รู้คุณค่าของตัวเอง และ(2.)สามารถจะเชื่อมโยงคุณค่าของส่วนอื่นๆให้คนอื่นได้รับรู้ แล้วก็คิดเพื่อคนอื่นบ้าง พี่นกคิดว่าอย่างนั้นนะ มันจะทำให้งานเรามีคุณค่า แล้วไม่ว่าเราจะเหนื่อย จะมีปัญหา จะต้องแก้อะไร จะต้องพัฒนาตัวเอง เราจะมีกำลังใจ ในการเรียนรู้แล้วก็เดินหน้าเข้าหามัน

(คลิกชมคลิปวีดีโอ)

About The Author

aof

Leave a reply