Select Page

ปราชญ์บ้านหนองตอ อุดรธานี ตอนที่ 2

“บ้านผมก็หลังไม่ใหญ่และก็ไม่รวย แต่ผมเป็นคนที่ขยันเฉยๆ เพราะว่าผมทำ จริงๆไม่ใช่สอนคนโดยเอามือขัดหลังเหมือนนักวิชาการ ผมเป็นนักปฏิบัติการ จอบมีดเสียมนั้นเป็นปากกา แปลงไร่แปลงนาเป็นกระดาษ ใบประกาศคือความภูมิใจที่ได้รับ”นี่คือคำ ตอบอย่างชัดถ้อยชัดคำ ของประยงค์ ใจเป็น ปราชญ์ชาวบ้านแห่งบ้านไร่ไผ่งาม ต.หนองตอ อ.เมือง จ.อุดรธานี เมื่อถูกถามถึงความสำ เร็จ และ “ปุ๋ยหมก” ก็คือมรดกภูมิปัญญาของท่านที่สร้างความร่ำ รวยอย่างยั่งยืน

เรื่อง:สายสวรรค์ ขยันยิ่ง
ภาพ:อรรถนนท์ จันทร์ทวีศักดิ์
คลิปวิดีโอ:รายการ”สิงห์ทัศนา”มหาดไทยชาแนล
ถอดเทปสัมภาษณ์ : พงษ์พันธ์ พวงพิลา

          “ผมจะขอคืนป่าให้กับธรรมชาติ ผมขอคืนหกอย่างให้กับธรรมชาติ คือ 1.ผมจะตอบแทนพระคุณน้ำ ทุกหยดให้แด่พระแม่คงคา 2.ผมจะขอคืนป่ากลับธรรมชาติ 3.ผมจะคืนอำนาจให้แก่ผืนดิน 4.ผมจะขอที่อยู่อาศัยของ กินให้แก่สัตว์ทั้งโลก 5.ผมจะขอคืนสิ่งอุปโภคบริโภคให้แด่พระแม่ธรณี 6.จะขอคืนคุณงามความดีถวายแด่พระองค์ท่าน(พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว) ด้วยเกล้าด้วยกระหม่อมขอเดชะ คือความหมายว่า ผมจะขอครับ เพราะว่าผมเป็นคนชั่ว ฆ่าป่าไม้ป่าไร่ ฆ่านกฆ่าหนูมาเยอะแล้วครับ”

           นี่คือเจตนารมณ์อันมุ่งมั่นของ ประยงค์ ใจเป็น ปราชญ์ชาวบ้านแห่งบ้านไร่ไผ่งาม จ.อุดรธานี ที่อยากจะล้างมลทินของตัวเองในวัยหนุ่ม โดยปัจจุบัน องค์ความรู้ที่พ่อประยงค์เป็นแกนหลักในการเผยแพร่อยู่ก็คือการทำ”ปุ๋ยหมก”

          ประยงค์ ใจเป็น ถ่ายทอดความรู้เรื่อง”ปุ๋ยหมก”จากประสบการณ์ของท่านว่า “ทีเด็ดของผมคือ ปุ๋ยหมก ไม่ใช่ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยหมก นี้ผมเรียนจากนิเวศวิทยา แบบธรรมชาติ ระบบนิเวศคือ ใบไม้ ใบหญ้า กิ่งไม้ มูลนก มูลหนู มีฝน มีแดด อีกห้าเดือนหกเดือนเผาเป็นปุ๋ยเอง ซึ่งโบราณเรียกว่า ดงใหญ่ ทีนี้ดงใหญ่ไม่มี ผมเลยทำ ขึ้นเองหกเดือนเป็นปุ๋ยได้ ผมก็เลยขอคืนแปลงนาแปลงนั้น 23 ไร่จากต้นไม้สิบสามต้นปัจจุบันมันคงถึงสามหมื่นต้นแล้ว” ผู้ฟังที่ไม่คุ้นเคยกับชีวิตท่ามกลางเรือกสวนไร่นาอย่างดิฉัน ต้องตั้งใจอย่างมาก พร้อมกับจินตนาการไปด้วย ที่แท้เคล็ดลับก็คือ..ต้นไม้ทุกต้น ใบไม้ทุกใบ ที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ เมื่อร่วงหล่นลงดินมาทับถมกัน ถูกแดดถูกฝนเป็นระยะเวลาหลายๆเดือน มันก็กลายเป็นปุ๋ยได้ เมื่อพ่อประยงค์มองเห็นระบบนิเวศแบบนี้ ท่านก็ไม่รอให้ใบไม้ร่วงลงมาเป็นปุ๋ยตามมีตามเกิดอีกต่อไป หากแต่ท่านตั้งใจจะปลูกต้นไม้ขึ้นมา จากสิบต้นเป็นร้อยต้นจนมีต้นไม้นับหมื่นต้น..นี่ไง ท่านเพิ่มปริมาณต้นไม้ ใบไม้ เพราะท่านจะผลิตปุ๋ย ให้ได้มากตามจำนวนที่ต้องการ!!!

          “ปุ๋ยหมกเป็นใบไม้ครับ แต่ก่อนผมหาเงินวันละสิบแปดบาทเป็นหัวหน้าช่างไม้ ได้ขายที่นา แต่ผมหาเงินได้วันละสองบาท ซื้อที่นา เดี๋ยวนี้มีที่อยู่หกสิบไร่สามงานในหมู่บ้านหนองตอครับ”

          “บ้านพ่อคนเดียวหรอค่ะ 60ไร่?” ดิฉันร้องถาม
           ก่อนจะได้รับคำ ตอบว่า “แม่ให้เป็นมรดกเจ็ดไร่ แต่ว่าปัจจุบันมีหกสิบไร่สามงาน รวมทั้งอำเภออื่นก็ประมาณร้อยกว่าไร่”
           ดูสิคะ “อย่างนี้เขาเรียกว่ารวยค่ะ ไม่ใช่ไม่รวย หนูยังไม่มีสักไร่เลย” ดิฉันกลั้นหัวเราะไว้ไม่อยู่

           พ่อประยงค์เล่าต่อว่า “แต่ก่อนหาเงินวันสองบาท บางคนไม่เข้าใจว่าสิบแปดบาทอันไหนได้เยอะกว่ากัน ผมจะแปลให้ฟังว่า สองบาทผมปวดหัวผมก็หาได้ เพราะไปหาเก็บใบไม้มาหมัก มาหมก หนึ่งกิโล สองบาท วันหนึ่งต้องได้หนึ่งกิโลกรัม วันนี้ผมอยากได้หนึ่งพันบาทผมก็ต้องเก็บห้าร้อยกิโล ครับหาเก็บใบไม้มา ไม่ซื้อ” วิธีการของท่านก็คือเก็บใบไม้เอามาหมกในหลุมดิน เป็นเวลาหกเดือน ซึ่งต้องทำทุกวันเป็นกิจวัตร จึงจะมีปุ๋ยค่อยทยอยออกมาอย่างน้อยวันละ 2 กิโลกรัม

           ” มีสลึงพึงบรรจบให้ครบบาทอย่าขาดสิ่งของจงประสงค์ จ่ายน้อยใช้น้อยค่อยบรรจง อย่าจ่ายลงให้มากเดี๋ยวจะยากนาน คือขยันกับประหยัดครับที่ผมยึดมากที่สุด ซื่อสัตย์อดทนคือคนร้อยเปอร์เซ็นต์ ถ้าขยันไม่ประหยัดก็ไม่มีครับ เงินเดือนเป็นแสนๆใช้เป็นแสนๆมันก็หมดครับ ผมก็เลยนึกว่าเงินล้านหนึ่งขาดสลึงก็ไม่ถึงล้านครับ ผมก็เลยมีสลึงพึงประจบให้ครบบาท”

             นอกจากปุ๋ยหมกแล้วพ่อประยงค์ยังเลี้ยงปลา และเลี้ยงวัวอีกร้อยกว่าตัวด้วย ภายในบริเวณบ้านยังปลูกผักสวนครัว เลี้ยงไก่ และอีกสารพัดที่จะสามารถแปรเป็นอาหารดำรงชีวิตแบบไม่ต้องออกไปจับจ่ายซื้อของที่ไหนเลยก็สามารถอยู่ได้

             เมื่อใช้ชีวิตอยู่กับธรรมชาติ ธรรมชาติก็สร้างเงินสร้างรายได้ให้พ่อประยงค์ด้วย ขณะที่พ่อประยงค์เองก็มุ่งหวังว่าจะคืนความอุดมสมบูรณ์กลับสู่แผ่นดินได้ด้วย

            แม้จะพูดได้เต็มปากว่าชีวิตทุกวันนี้มีความสุขแล้ว แต่พ่อประยงค์ก็ยังอดเป็นห่วงลูกหลานไม่ได้

           “หากผมตายผมจะบอกไว้ว่า 1.อยากให้ลูกให้หลานได้อยู่บ้านเมืองเราไม่อยากให้เป็นทะเลทราย ทะเลทรายคือบนบก ทะเลสาบคือน้ำ ผมกลัวว่าแม่น้ำ แห้ง ต้นไม้ตายแล้วจะเป็นทะเลทรายหมด พังทับกันตายหรือตายทับถมเป็นก๊าซกระจก ผมก็ยังไม่เข้าใจ แต่ว่ามันใช่แหละครับ”

            พ่อประยงค์จึงพยายามถ่ายทอดความรู้ที่มีอยู่ให้ขยายผลออกไปในวงกว้าง ทั้งเพื่อนบ้าน คนใกล้ตัว รวมไปถึงผู้ที่สนใจจากหมู่บ้านอื่น เมื่อความสำเร็จได้รับการพูดถึงมากขึ้นก็มีคนต่างถิ่นเดินทางมาดูงานกันไม่ขาดสาย

             พ่อประยงค์จำ ได้แม่นเลยว่า ตนเองลุกขึ้นมาทำสงครามกับความเหลวแหลกของตนเอง ตั้งแต่วันที่ 11สิงหาคม 2517 จนเปลี่ยนชีวิตมาได้อย่างงดงาม เป็นเวลาถึง 37 ปีแล้ว เมื่อดิฉันถามแทนคนที่อยากจะเปลี่ยนตัวเองเป็นคนใหม่แต่รู้สึกว่าอายุมากแล้ว หรือไม่มีโอกาสแล้ว พ่อประยงค์ก็ฝากให้กำ ลังใจทุกคนว่าไม่มีคำ ว่าสายสำหรับการเริ่มต้นทำความดีค่ะ

             “80ปีก็ยังไม่สายครับ ถึงเราจะตายภายใน 3-4วันก็ให้ลูกหลานทำ ต่อ ขอให้ได้ทำ ดี วันนั้นวันที่เรารู้ทำ ไปเลย บางคนคิดว่าตัวเราแก่แล้วนะ ไม่ต้องคิดแบบนั้นครับ อยากเป็นครูอย่ารู้แต่สอนเขาสอนตัวเราไว้ด้วย ก่อนจะปลูกพืชต้องเตรียมดิน ก่อนจะกินก็ต้องเตรียมอาหาร จะพัฒนาการต้องเตรียมประชาชน จะพัฒนาคนต้องเตรียมที่จิตใจ จะพัฒนาใครต้องพัฒนาตัวเราก่อน ไม่ใช่ว่าทำสิทำ ไมพ่อไม่ทำ พ่อแก่แล้ว ไม่ใช่ครับ พ่อนี้เหละต้องพาทำ จงทำ ตั้งแต่วันนั้น”

            และปราชญ์ชาวบ้านท่านนี้ยังฝากอีกว่า “ท่านผู้ใดสนใจนะครับ ติดต่อที่ผมได้ 08-7222-6272 หรือมาดูผมว่าปุ๋ยหมกทำอย่างไร อย่างอื่นผมไม่เก่งหรอก เรื่องรู้วิชาผมไม่เก่ง แต่ว่าการทำ ปุ๋ยหมกนี้ผมคิดขึ้นมาจาก กลัวเป็นครู ศัตรูเป็นมิตร ผมเลยทำ ปุ๋ยธรรมชาติเป็น ก็คือปุ๋ยหมกแบบธรรมชาติ ปุ๋ยหมกคือระบบนิเวศวิทยา ดินเป็นสิ่งที่นำทำ ประโยชน์เพื่อนเราไว้ไม่ให้ขัดสน มีให้เราอยู่ได้ไม่กังวล ดินท่านไม่บ่น ถึงเหยียบย่ำก็ให้อภัย ดินท่านอยู่ไปก็เกื้อกูลโลก ดินถูกวิโยค เมื่อยามไฟเผาผลาญ ดินท่านขอร้องมนุษย์ผู้รุกราน ดินยอมทรมานยามขาดดิ้นสิ้นวัตถุอินทรี ดินท่านมีพระคุณหาเทียบเท่าน้ำ ข้าวก็คือพระเจ้าแผ่นดิน สุดท้ายผมขออนุญาตกราบอาราธนาอัญเชิญสิ่งศักดิ์สิทธิ์เนรมิตให้พวกท่านทั้งหลายจงได้สำเร็จมรรคผลในสิ่งที่ท่านคิดในสิ่งที่ท่านทำ กรรมอันใดที่ท่านทำไม่ดีก็ขอให้หายเสีย ภยันอันตรายทั้งปวงก็ขอให้ไกลห่างทุกอย่าง ขอให้ท่านทุกคนมีความสุขสดชื่น โชคดี สวัสดีครับ”

(ชมคลิปวิดีโอ)

 

About The Author

aof

Leave a reply