<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>สายสวรรค์ ขยันยิ่ง &#187; การรักษา</title>
	<atom:link href="http://www.saisawankhayanying.com/tag/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a3%e0%b8%b1%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%b2/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://www.saisawankhayanying.com</link>
	<description>สายสวรรค์ ขยันยิ่ง</description>
	<lastBuildDate>Fri, 04 Nov 2011 12:01:51 +0000</lastBuildDate>
	<generator>http://wordpress.org/?v=2.9.1</generator>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
			<item>
		<title>โรคปวดคอจากการนอนสระผม Salon Sink Syndrome</title>
		<link>http://www.saisawankhayanying.com/s-style/s-look/salon-sink-syndrome/</link>
		<comments>http://www.saisawankhayanying.com/s-style/s-look/salon-sink-syndrome/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 10 Mar 2010 03:44:37 +0000</pubDate>
		<dc:creator>aof</dc:creator>
				<category><![CDATA[S.HIGHLIGHTS]]></category>
		<category><![CDATA[S.LOOK]]></category>
		<category><![CDATA[พญ.ธนพร ลาภรัตนากุล]]></category>
		<category><![CDATA[กระดูก]]></category>
		<category><![CDATA[กายภาพบำบัด]]></category>
		<category><![CDATA[การรักษา]]></category>
		<category><![CDATA[ภาวะความเสื่อม]]></category>
		<category><![CDATA[สระผม]]></category>
		<category><![CDATA[หมอนรองกระดูกคอ]]></category>
		<category><![CDATA[อาการ]]></category>
		<category><![CDATA[อายุ]]></category>
		<category><![CDATA[ผู้สูงอายุ]]></category>
		<category><![CDATA[คอ]]></category>
		<category><![CDATA[ปวดคอ]]></category>
		<category><![CDATA[นอน]]></category>
		<category><![CDATA[แพทย์สาขาเวชศาสตร์]]></category>
		<category><![CDATA[ไขสันหลัง]]></category>
		<category><![CDATA[เพศ]]></category>
		<category><![CDATA[เส้นประสาท]]></category>
		<category><![CDATA[salon-sink-syndrome]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.saisawankhayanying.com/?p=1920</guid>
		<description><![CDATA[หลายคนมักนิยมไปนอนสระผมที่ร้าน เพื่อความสะดวกสบาย แต่รู้หรือไม่ การนอนแหงนคอบ่อยๆ อาจทำให้เกิดการกดทับเส้นประสาทไขสันหลังส่วนคอได้
Salon Sink Syndrome
       พญ.ธนพร ลาภรัตนากุล แพทย์สาขาเวชศาสตร์ ฟื้นฟู โรงพยาบาลบีเอ็นเอช ให้ความรู้ว่า กระดูกสันหลังส่วนคอของคนเราปกตินั้นจะมีช่องด้านข้างสองข้าง (Intervertebral Foramen) ซึ่งเป็นทางออกของเส้นประสาทไขสันหลัง โดยเส้นประสาทเหล่านี้จะเป็นเส้นประสาทใหญ่ที่ไปเลี้ยงกล้ามเนื้อบริเวณแขนและมือ รวมทั้งรับความรู้สึกในบริเวณดังกล่าว
        ปกติช่องดังกล่าวจะมีรูปร่างค่อนข้างกลม [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<h2><span style="color: #000000;">หลายคนมักนิยมไปนอนสระผมที่ร้าน เพื่อความสะดวกสบาย แต่รู้หรือไม่ </span><span style="color: #000000;">การนอนแหงนคอบ่อยๆ อาจทำให้เกิดการกดทับเส้นประสาทไขสันหลังส่วนคอได้<strong><span id="more-1920"></span></strong></span></h2>
<p><strong><span style="color: #000000;">Salon Sink Syndrome</span></strong></p>
<p><span style="color: #000000;">       พญ.ธนพร ลาภรัตนากุล แพทย์สาขาเวชศาสตร์ ฟื้นฟู โรงพยาบาลบีเอ็นเอช ให้ความรู้ว่า กระดูกสันหลังส่วนคอของคนเราปกตินั้นจะมีช่องด้านข้างสองข้าง (Intervertebral Foramen) ซึ่งเป็นทางออกของเส้นประสาทไขสันหลัง โดยเส้นประสาทเหล่านี้จะเป็นเส้นประสาทใหญ่ที่ไปเลี้ยงกล้ามเนื้อบริเวณแขนและมือ รวมทั้งรับความรู้สึกในบริเวณดังกล่าว</span><a href="http://www.saisawankhayanying.com/wp-content/uploads/2010/03/wpivst6zgh.jpg"><span style="color: #000000;"><img class="alignright size-full wp-image-1922" title="ภาพช่างตัดผมกำลังใช้น้ำล้างแชมพูออกจากผมของผู้หญิง" src="http://www.saisawankhayanying.com/wp-content/uploads/2010/03/wpivst6zgh.jpg" alt="" width="294" height="227" /></span></a></p>
<p><span style="color: #000000;">        ปกติช่องดังกล่าวจะมีรูปร่างค่อนข้างกลม หรือรูปไข่ และช่องดังกล่าวจะแคบลงเล็กน้อยเมื่อเราแหงนคอ ในบางคนเมื่ออายุมากขึ้นหรือมีภาวะความเสื่อมของกระดูกสันหลังส่วนคอ หรือหมอนรองกระดูกคอ จะทำให้มีกระดูกหรือหมอนรองกระดูกยื่นเข้าไปในช่องดังกล่าว และมีผลทำให้ช่องดังกล่าวแคบลง</span></p>
<p><span style="color: #000000;">         เมื่อเราแหงนคอช่องดังกล่าวจะยิ่งแคบมากทำให้กระดูก หรือหมอนรองกระดูกที่ยื่นมีโอกาสไปกดทับหรือเบียดเส้นประสาทไขสันหลังได้ ทำให้เกิดอาการปวดชาตามแนวเส้นประสาทได้ ซึ่งเรียกอาการดังกล่าวว่ากลุ่มอาการ Salon Sink Syndrome</span></p>
<p><span style="color: #000000;"><strong><em>        “</em></strong><strong><em>ปกติผู้หญิงมักจะไปสระผมตามร้าน</em></strong><strong><em> </em></strong><strong><em>ซึ่งท่านอนสระผมจะต้องนอนแหงนคอบนเตียงสระผมเป็นระยะเวลานาน</em></strong><strong><em> </em></strong><strong><em>และเรามักไปสระผมกันบ่อยๆ บางคนสัปดาห์ละ </em></strong><strong><em>2-3 </em></strong><strong><em>ครั้ง</em></strong><strong><em> </em></strong><strong><em>ซึ่งในท่าดังกล่าวอาจจะทำให้มีการกดทับเส้นประสาทเกิดขึ้น</em></strong><strong><em> </em></strong><strong><em>ทำให้บางครั้งเส้นประสาทไขสันหลังส่วนคอได้รับบาดเจ็บอย่างถาวร</em></strong><strong><em> </em></strong><strong><em>เกิดอาการของการกดทับเส้นประสาทเกิดขึ้นได้</em></strong><strong><em>”</em></strong></span></p>
<p><span style="color: #000000;">        อาการดังกล่าวนี้ พญ.ธนพร บอกว่า ไม่ต้องกังวลจนเกินเหตุ เพราะใช่ว่าจะเกิดขึ้นได้บ่อยๆ เนื่องจากว่า นอกจากท่าทางที่ผิดปกติอย่างการนอนแหงนคอสระผมมากๆ แล้ว การเกิดอาการนี้ยังต้องมีปัจจัยอื่นๆ ร่วมด้วย ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของอายุ โดยเฉพาะผู้สูงอายุจะพบอาการนี้ได้บ่อยมากกว่า เนื่องจากมีภาวะกระดูกคอเสื่อม หรือกระดูกหมอนรองกระดูกคอเสื่อมอยู่แล้ว นอกจากนั้นแล้วในรายที่เคยมีประวัติปวดคอ หรือการบาดเจ็บที่คอก็มีความเสี่ยงมาก เนื่องจากอาจจะเคยมีหมอนรองกระดูกคอเคลื่อนหรือกระดูกงอกในบริเวณนั้นอยู่แล้ว</span></p>
<p><span style="color: #000000;"><strong>       </strong><strong>สังเกตอาการง่ายๆ ได้ด้วยตัวเอง</strong></span></p>
<p><span style="color: #000000;">       สำหรับการสังเกตอาการง่ายๆ ว่าตนเองมีภาวะเสี่ยงในการเกิดกลุ่มอาการ Salon Sink Syndrome หรือไม่ พญ.ธนพร บอกว่า ให้สังเกตว่าหลังจากสระผมเสร็จเรียบร้อยแล้ว ถ้าหากว่ามีอาการปวดคอ โดยเฉพาะมีอาการปวดร้าวมาที่ไหล่สะบักหรือแขน มีอาการชา หรือยิบๆ ที่แขน มือ หรือรู้สึกกล้ามเนื้อ แขนอ่อนแรงหรือล้าง่ายภายหลังการสระผม เมื่อพักแล้วอาการดังกล่าวไม่ดีขึ้นควรปรึกษาแพทย์ด้านกระดูกสันหลังเพื่อได้รับการวินิจฉัยและการรักษาที่ถูกต้องต่อไป</span></p>
<p><span style="color: #000000;"><strong><em>       “</em></strong><strong><em>วิธีการตรวจอาการดังกล่าวก็จะเริ่มต้นด้วยการซักประวัติ</em></strong><strong><em> </em></strong><strong><em>ตรวจร่างกายคนไข้ จะมีการตรวจละเอียดตั้งแต่การเคลื่อนไหวของกระดูกคอ</em></strong><strong><em> </em></strong><strong><em>การตรวจกำลังกล้ามเนื้อ และความรู้สึก หรืออาจจะมีการเอกซเรย์โครงสร้างของกระดูกคอ</em></strong><strong><em> </em></strong><strong><em>หรือหมอนรองกระดูกคอ ซึ่งในคนที่พบความผิดปกติ</em></strong><strong><em> </em></strong><strong><em>ก็อาจจะมีการตรวจเอกซเรย์คลื่นแม่เหล็ก</em></strong><strong><em> </em></strong><strong><em>อันนี้จะขึ้นอยู่กับการพิจารณาของแพทย์</em></strong><strong><em>”</em></strong></span></p>
<p><span style="color: #000000;">        ส่วนวิธีการรักษานั้นก็ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของโรค พญ.ธนพร บอกว่า หนึ่ง จะเริ่มต้นรักษาด้วยการให้ยาก่อน สอง คือ กายภาพบำบัด และถ้าวิธีเบื้องต้นยังไม่หายอาจจะต้องมีการผ่าตัดเพื่อรักษาต่อไป</span></p>
<p><span style="color: #000000;">        สำหรับวิธีการดูแล ป้องกันตัวเองนั้น คุณหมอก็บอกเอาไว้ว่า</span></p>
<p><span style="color: #000000;"><strong><em>       “</em></strong><strong><em>วิธีการป้องกันที่ดีที่สุดก็คือ หนึ่ง</em></strong><strong><em> </em></strong><strong><em>การอยู่ในท่าทางที่เหมาะสมในชีวิตประจำวัน</em></strong><strong><em> </em></strong><strong><em>ถ้าเราอยู่ในท่านั่งที่เหมาะสมนั่งทำงานก็นั่งหลังตรง</em></strong><strong><em> </em></strong><strong><em>ปรับระดับคอมพิวเตอร์ให้เหมาะสมก็จะเป็นการป้องกันไม่ให้เกิดอาการดังกล่าวได้ สอง</em></strong><strong><em> </em></strong><strong><em>ก็คือ การหลีกเลี่ยงท่าทางที่จะต้องแหงนคอเป็นระยะเวลานาน เช่น</em></strong><strong><em> </em></strong><strong><em>ถ้าจำเป็นต้องไปสระผมที่ร้านสระผมก็อาจจะต้องจัดท่าทางไม่ให้แหงนคอมากจนเกิดอาการ</em></strong><strong><em> </em></strong><strong><em>นอกจากนั้นสำหรับคนที่ออกกำลังกายเป็นประจำควรจะยืดกล้ามเนื้อบริเวณต้นคอร่วมด้วยเป็นประจำ</em></strong><strong><em> </em></strong><strong><em>เพื่อให้ห่างไกลจากภาวะ </em></strong><strong><em>Salon Sink Syndrome&#8221;</em></strong></span></p>
<p><span style="color: #000000;">ที่มา :นสพ.โพสต์ทูเดย์  วันที่ 8 มีนาคม 2553</span></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.saisawankhayanying.com/s-style/s-look/salon-sink-syndrome/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>บัญญัติ 10 ประการ รู้ทัน!พิษสุนัขบ้า</title>
		<link>http://www.saisawankhayanying.com/s-featured/%e0%b8%9a%e0%b8%b1%e0%b8%8d%e0%b8%8d%e0%b8%b1%e0%b8%95%e0%b8%b4-10-%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3-%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%97%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%9e%e0%b8%b4/</link>
		<comments>http://www.saisawankhayanying.com/s-featured/%e0%b8%9a%e0%b8%b1%e0%b8%8d%e0%b8%8d%e0%b8%b1%e0%b8%95%e0%b8%b4-10-%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3-%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%97%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%9e%e0%b8%b4/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 26 Feb 2010 08:05:19 +0000</pubDate>
		<dc:creator>aof</dc:creator>
				<category><![CDATA[S.FEATURED]]></category>
		<category><![CDATA[S.HIGHLIGHTS]]></category>
		<category><![CDATA[ฟิลิปปินส์]]></category>
		<category><![CDATA[การรักษา]]></category>
		<category><![CDATA[การติดเชื้อ]]></category>
		<category><![CDATA[ร่างกาย]]></category>
		<category><![CDATA[วัคซีน]]></category>
		<category><![CDATA[ศูนย์ปฎิบัติ]]></category>
		<category><![CDATA[สัตว์]]></category>
		<category><![CDATA[สัตว์ป่า]]></category>
		<category><![CDATA[สัตว์เลี้ยงลูกด้วยนม]]></category>
		<category><![CDATA[สุนัข]]></category>
		<category><![CDATA[หมา]]></category>
		<category><![CDATA[อาการ]]></category>
		<category><![CDATA[องค์การอนามัยโลก]]></category>
		<category><![CDATA[ฉีด]]></category>
		<category><![CDATA[แพร่เชื้อ]]></category>
		<category><![CDATA[แมว]]></category>
		<category><![CDATA[โรคพิษสุนัขบ้า]]></category>
		<category><![CDATA[โรคทางสมอง]]></category>
		<category><![CDATA[ไวรัส]]></category>
		<category><![CDATA[ไทย]]></category>
		<category><![CDATA[เสียชัวิต]]></category>
		<category><![CDATA[เซรุ่ม]]></category>
		<category><![CDATA[Rabies]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.saisawankhayanying.com/?p=1780</guid>
		<description><![CDATA[เปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับ ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับโรคพิษสุนัขบ้า ให้ฟังว่า “ข้อสำคัญหลัก” ต้องฟันธงไปที่สัตว์นำโรค รวมถึงความประมาทหรือคุณภาพ จนกระทั่งที่มาที่ไปของวัคซีนพิษสุนัขบ้าก็ตาม เป็นอุทาหรณ์เตือนใจถึงภัยที่ใกล้ตัว
 
 
          ศาสตราจารย์นายแพทย์ ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา และ ดร.สุภาภรณ์ วัชรพฤษาดี ศูนย์ปฏิบัติการโรคทางสมองและศูนย์ความร่วมมือ องค์การอนามัยโลก ด้านไวรัสสัตว์สู่คน คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<h3><span style="color: #000000;">เปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับ ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับโรคพิษสุนัขบ้า ให้ฟังว่า “ข้อสำคัญหลัก” ต้องฟันธงไปที่สัตว์นำโรค รวมถึงความประมาทหรือคุณภาพ จนกระทั่งที่มาที่ไปของวัคซีนพิษสุนัขบ้าก็ตาม เป็นอุทาหรณ์เตือนใจถึงภัยที่ใกล้ตัว</span></h3>
<h3><span style="color: #000000;"> <span id="more-1780"></span></span></h3>
<p><span style="color: #000000;"> </span><a href="http://www.saisawankhayanying.com/wp-content/uploads/2010/02/pic_farmthaionline_dog_hydrophobia_002.jpg"><span style="color: #000000;"><img class="aligncenter size-medium wp-image-1784" title="ภาพหมาและแมว" src="http://www.saisawankhayanying.com/wp-content/uploads/2010/02/pic_farmthaionline_dog_hydrophobia_002-300x225.jpg" alt="" width="300" height="225" /></span></a></p>
<p><span style="color: #000000;">          ศาสตราจารย์นายแพทย์ ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา และ ดร.สุภาภรณ์ วัชรพฤษาดี ศูนย์ปฏิบัติการโรคทางสมองและศูนย์ความร่วมมือ องค์การอนามัยโลก ด้านไวรัสสัตว์สู่คน คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์ มหาวิทยาลัย และโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์</span></p>
<p><span style="color: #000000;">          เปิดเผยข้อมูลเกี่ยวกับ ความเข้าใจผิดเกี่ยวกับโรคพิษสุนัขบ้า ให้ฟังว่าข้อสำคัญหลัก ต้องฟันธงไปที่สัตว์นำโรค</span></p>
<p><span style="color: #000000;">          คุณหมอธีระวัฒน์ บอกว่า หากคิดว่าลูกสุนัขและแมว ไม่มีเชื้อพิษสุนัขบ้า แต่จริงๆแล้ว&#8230;สุนัขและแมว อายุเท่าใดก็ตาม สามารถแพร่โรคได้ แม้จะมีอายุเพียง 1 เดือนเท่านั้นความเข้าใจผิดข้อต่อมา หากคุณคิดว่า</span></p>
<p><span style="color: #000000;"><strong>  สุนัขและแมวเป็นโรคพิษสุนัขบ้าได้เฉพาะในหน้าร้อนเท่านั้น?</strong><strong> </strong> <strong>ข้อนี้ ความเป็นจริง&#8230;สุนัขและแมว เป็นโรคพิษสุนัขบ้าได้ทุกฤดูกาล</strong><strong></strong></span></p>
<p><span style="color: #000000;">          ฉะนั้น การฉีดวัคซีนในสัตว์ไม่จำเป็นต้องรอฤดูกาล และคนเมื่อถูกกัดไม่ว่าฤดูไหนก็ตามต้องได้รับการฉีดยาป้องกัน ซึ่งจะเชื่อมโยงถึงข้อเข้าใจผิดต่อมา คิดว่าหากถูกสุนัขหรือแมวกัดโดยอาการของสัตว์ปกติดี ก็ไม่น่าจะเป็นบ้า</span></p>
<p><span style="color: #000000;">          สุนัขและแมวสามารถแพร่เชื้อโรคได้ ถึง 10 วัน ก่อนจะแสดงอาการ หากถูกสุนัขหรือแมวกัด ถ้าสัตว์ดูยังปกติอย่านิ่งนอนใจ ต้องได้รับการฉีดยาป้องกัน และจับแยกและกักขังสุนัขและแมวนั้นๆ  หากแสดงอาการผิดปกติ ต้องตัดหัวนำไปส่งตรวจทันที ถ้าผ่าน 10 วันไปแล้วไม่มีอาการผิดปกติแสดงว่าไม่เป็นโรคพิษสุนัขบ้า</span></p>
<p><span style="color: #000000;">          <strong>ความเข้าใจผิดประการที่ </strong><strong>3</strong><strong> คิดว่าการฉีดวัคซีนในสุนัข–</strong><strong>แมวจะป้องกันการเกิดโรคพิษสุนัขบ้าได้ 100%<a href="http://www.saisawankhayanying.com/wp-content/uploads/2010/02/1_2.jpg"><img class="alignright size-medium wp-image-1782" title="ภาพหมากำละงเห่าอยู่ในกรงขัง" src="http://www.saisawankhayanying.com/wp-content/uploads/2010/02/1_2-300x225.jpg" alt="" width="300" height="225" /></a></strong><strong></strong></span></p>
<p><span style="color: #000000;">          ข้อนี้ ดร.สุภาภรณ์ บอกว่า หากสัตว์ติดเชื้อไวรัสพิษสุนัขบ้าแล้วและอยู่ในระยะฟักตัว การฉีดวัคซีนจะไม่ได้ผล ดังนั้น การนำสุนัขและแมวมาเลี้ยงต้องรู้ประวัติพ่อแม่ และการเลี้ยงดูที่ผ่านมาอย่างชัดเจน หรือใครที่คิดว่าสุนัขหรือแมวที่ได้รับวัคซีน 1 ครั้งจะมีภูมิคุ้มกันไปตลอดชีวิต ไม่มีโอกาสเป็นบ้า ในความเป็นจริงยังมีโอกาสเป็นบ้าได้ ที่ปฏิบัติกันสุนัขและแมวต้องได้รับวัคซีน 2 ครั้งในปีแรก และ 1 เข็มต่อปี มิฉะนั้น ยังมีโอกาสเป็นบ้าได้เมื่อได้รับเชื้อ</span></p>
<p><span style="color: #000000;">          ต่างกับบางประเทศที่เจริญแล้ว สุนัข แมวหลังจากที่ได้รับการฉีดครั้งแรกแล้ว ไม่ต้องฉีดประจำทุกปี เนื่องจากโอกาสที่สุนัข แมวจะได้รับเชื้อมีน้อยมากเหลือเกิน และจะทำการฉีดกระตุ้นต่อเมื่อมีการสัมผัสโรคจริงๆเท่านั้น</span></p>
<p><span style="color: #000000;">          แตกต่างจากประเทศไทย เป็นประเทศที่ชุกชุมด้วยโรคพิษสุนัขบ้าในสุนัข โอกาสที่สัตว์เลี้ยงจะได้รับเชื้อค่อนข้างมีสูง กรณีที่ห้า เข้าใจผิดคิดว่า สุนัขและแมวที่เราเลี้ยงและเคยได้รับวัคซีนมาก่อนถูกสุนัขบ้ากัด ไม่เสี่ยงต่อการติดโรค</span></p>
<p><span style="color: #000000;">          ดร.สุภาภรณ์ ย้ำว่า ถ้าจะให้มั่นใจเต็มที่จะต้องได้รับการฉีดวัคซีนซ้ำ และกักขังดูอาการอย่างน้อย 45 วัน</span></p>
<p><span style="color: #000000;">          แต่ถ้าสุนัข&#8230;แมวตัวนั้น ไม่เคยได้รับวัคซีนมาก่อนเมื่อถูกสุนัขบ้ากัด องค์การอนามัยโลกแนะนำให้ทำลายเพราะมีโอกาสติดเชื้อสูง แต่ถ้าไม่สามารถปฏิบัติตามได้ ให้ฉีดวัคซีนทันทีและกักขังดูอาการ 6 เดือนและฉีดวัคซีนซ้ำ 1 เดือนก่อนปล่อย</span></p>
<p><span style="color: #000000;">          ธีระวัฒน์ เหมะจุฑา ในแง่การแพร่เชื้อไวรัสพิษสุนัขบ้า ไม่เฉพาะสุนัขและแมว เท่านั้นที่แพร่เชื้อสู่คนได้ สัตว์ป่าและสัตว์เลี้ยงลูกด้วยนมทุกชนิดก็เป็นโรคและแพร่โรคได้เช่นกัน</span></p>
<p><span style="color: #000000;">          การติดเชื้อในคนและการป้องกันโรค คุณหมอธีระวัฒน์ อธิบายว่า ที่คิดกันว่าการกัดคน ทั้งๆที่ไม่ได้ถูกแหย่เป็นเครื่องแสดงว่าสุนัข แมวนั้นๆเป็นบ้า ก็เป็นความเข้าใจผิด เพราะสุนัข แมวที่เป็นบ้า กัดคนโดยที่แหย่หรือไม่ได้แหย่ก็ได้ เมื่อถูกกัด ต้องไปรับการรักษาเช่นกัน</span></p>
<p><span style="color: #000000;">  </span><a href="http://www.saisawankhayanying.com/wp-content/uploads/2010/02/798.gif"><span style="color: #000000;"><img class="alignleft size-medium wp-image-1783" title="ภาพโปสเตอร์โรคพิษสุนัขบ้า" src="http://www.saisawankhayanying.com/wp-content/uploads/2010/02/798-300x167.gif" alt="" width="300" height="167" /></span></a><span style="color: #000000;">        การข่วนด้วยเล็บ ก็ทำให้ติดโรคและตายได้ เนื่องจากสุนัข&#8230;แมวเลียอุ้งตีนและเล็บ อาจมีไวรัสจากน้ำลายติดค้างอยู่ที่เล็บ และแพร่เชื้อได้หากแผลมีเลือดออกแม้เพียงซิบๆ</span></p>
<p><span style="color: #000000;"><strong>          กรณีถูกสุนัขกัด ความเข้าใจผิดที่ว่า&#8230;ให้รีบเอารองเท้าตบๆ หรือราดด้วยน้ำปลาจะช่วยฆ่าเชื้อได้</strong><strong></strong></span></p>
<p><span style="color: #000000;">          คุณหมอธีระวัฒน์ เน้นน้ำเสียงว่า จริงๆแล้ว&#8230;เมื่อถูกกัดต้องล้างแผลด้วยน้ำกับสบู่ เป็นเวลา 10 นาที จากนั้นพบแพทย์ทันที เพื่อล้างแผลอีกครั้ง ฆ่าเชื้อด้วยน้ำยาไอโอดีน ควรหลีกเลี่ยงการเย็บแผล ถ้าจำเป็นเย็บได้หลวมๆ การเย็บปิดแผลจะส่งเสริมให้เชื้อเข้าเส้นประสาทได้ไวและเร็วขึ้น การปฏิบัติตามความเชื่อผิดๆเหล่านี้ ทำให้มีคนเสียชีวิตมานักต่อนัก</span></p>
<p><span style="color: #000000;">   ที่คิดกันอีกว่า เมื่อถูกสุนัขหรือแมวที่มีเชื้อกัด จะมีโอกาสรอด&#8230;แม้ไม่ได้รับการรักษา?</span></p>
<p><span style="color: #000000;">    <strong>      ความเข้าใจผิดข้อที่ 9</strong> นี้แทบจะไม่มีทางเป็นไปได้เลย&#8230;ถ้าคนถูกกัดแล้วมีอาการ จะเสียชีวิตทุกรายภายใน 5-11 วัน แต่คนที่รอด ไม่ได้หมายความว่าคาถาดี ทั้งนี้ เพราะไม่มีไวรัสในน้ำลายตลอดเวลาซึ่งพบได้ 30–80 เปอร์เซ็นต์ หรือเฉลี่ยครึ่งต่อครึ่ง</span></p>
<p><span style="color: #000000;">        <strong>  ความเข้าใจผิดข้อสุดท้าย ข้อที่ 10</strong> คิดว่ารอให้สุนัข แมว ที่กัดแสดงอาการหรือตายก่อน จึงค่อยพาคนที่ถูกกัดไปพบแพทย์เพื่อฉีดวัคซีน คุณหมอธีระวัฒน์ และ ดร.สุภาภรณ์ ประสานเสียงบอกตรงกันว่า ข้อนี้การฉีดยาป้องกันที่ได้ผลสูงสุด อยู่ในช่วง 48 ชั่วโมงหลังถูกกัด</span></p>
<p><span style="color: #000000;">          และถ้าแผลมีเลือดออก ไม่ว่าตำแหน่งใดของร่างกายต้องได้เซรุ่ม (อิมมูโน โกลบูลิน) ชนิดสกัดบริสุทธิ์ ฉีดที่แผลข้อมูลสุดท้าย ปิดท้ายด้วยเรื่องควรรู้เกี่ยวกับโรคพิษสุนัขบ้า&#8230;จากการประชุมองค์การอนามัยโลก เดือนตุลาคม 2547 และตุลาคม 2553, การประชุมนานาชาติ เดือนตุลาคมและพฤศจิกายน 2548 มีหลักฐานชัดเจนว่า</span></p>
<p><span style="color: #000000;">          ถึงแม้จะรักษาทันท่วงทีก็อาจเสียชีวิตได้ (แม้ว่าจะเกิดได้น้อยมากๆก็ตาม)</span></p>
<p><span style="color: #000000;">          ในประเทศไทย ศูนย์ปฏิบัติการโรคทางสมอง โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ในปี 2542 มีรายงาน พบผู้ป่วยตาย 2 ราย และในปี พ.ศ.2552 พบผู้ป่วย 1 ราย แม้ได้รับการรักษาด้วยวัคซีนและเซรุ่ม และมีผู้ป่วยตายในประเทศฟิลิปปินส์ และประเทศอื่นๆในทำนองเดียวกัน</span></p>
<p><span style="color: #000000;">          ด้วยเหตุผลนี้ เราจึงต้องให้ความสำคัญกับการควบคุมสัตว์นำโรค โดยเฉพาะสุนัขและแมว และคนที่มีโอกาสถูกสุนัขหรือแมวกัดบ่อยๆ ควรได้รับการฉีดวัคซีนป้องกันล่วงหน้า ซึ่งฉีดเพียง 3 เข็มโดยที่แม้ว่าจะถูกกัดในอนาคต 10-20 ปีก็ตาม เพียงได้รับวัคซีนกระตุ้น 2 เข็ม โดยไม่ต้องฉีดเซรุ่มก็ปลอดภัยแล้ว โรคพิษสุนัขบ้าในคนมีอาการซับซ้อน และไม่จำเป็นต้องมีอาการกลัวน้ำ กลัวลม หรือมีน้ำลายมาก แต่มีอาการคล้ายโรคทางสมองทั่วไป หรืออาการอัมพาต แขนขาอ่อนแรง ร้อยละ 10 ของผู้ป่วยอาจจะไม่มีประวัติถูกสัตว์กัด หรือถูกกัดบ่อยมากจนคิดว่าไม่สำคัญ.</span></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.saisawankhayanying.com/s-featured/%e0%b8%9a%e0%b8%b1%e0%b8%8d%e0%b8%8d%e0%b8%b1%e0%b8%95%e0%b8%b4-10-%e0%b8%9b%e0%b8%a3%e0%b8%b0%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3-%e0%b8%a3%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%97%e0%b8%b1%e0%b8%99%e0%b8%9e%e0%b8%b4/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ค้นพบยีนตัวการ คนแก่สายตายาว สร้างหวังใหม่ให้ตาปกติแบบไม่พึ่งแว่น</title>
		<link>http://www.saisawankhayanying.com/s-featured/lasik-long-2/</link>
		<comments>http://www.saisawankhayanying.com/s-featured/lasik-long-2/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 23 Feb 2010 17:00:05 +0000</pubDate>
		<dc:creator>aof</dc:creator>
				<category><![CDATA[S.FEATURED]]></category>
		<category><![CDATA[S.HIGHLIGHTS]]></category>
		<category><![CDATA[พันธุกรรม]]></category>
		<category><![CDATA[กลไก]]></category>
		<category><![CDATA[การรักษา]]></category>
		<category><![CDATA[มอง]]></category>
		<category><![CDATA[ยาว]]></category>
		<category><![CDATA[ยีน]]></category>
		<category><![CDATA[วัตถุ]]></category>
		<category><![CDATA[วิจัย]]></category>
		<category><![CDATA[ศูนย์วิจัยสายตาออสเตรเลีย]]></category>
		<category><![CDATA[สั้น]]></category>
		<category><![CDATA[สายตา]]></category>
		<category><![CDATA[สิ่งแวดล้อม]]></category>
		<category><![CDATA[ปอล เบียร์ด]]></category>
		<category><![CDATA[นักวิทยาศาตร์]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.saisawankhayanying.com/?p=1740</guid>
		<description><![CDATA[นักวิจัยออสเตรเลียพบตัวยีนที่เป็นตัวการเป็นเหตุให้ผู้สูงอายุมีสายตายาว สร้างความหวังใหม่ให้กับผู้เฒ่าผู้แก่ทั่วไปว่า อาจจะช่วยให้พบยาป้องกัน ช่วยรักษาสายตาให้เป็นปกติได้ จะได้ไม่ต้องพึ่งแว่นตาอย่างในปัจจุบัน
          นักวิทยาศาสตร์ของได้แจ้งว่า ได้พบว่ายีนสร้างความเติบโตของเซลล์ตับ มีส่วนสำคัญ ในการทำความเข้าใจอย่างถ่องแท้ กับกลไกทางชีววิทยาภายในของสายตา &#8220;ทุกวันนี้หนทางการรักษาการมีสายตายาว ยังมีแต่การใช้แว่นคอนแทกเลนส์และเทคนิคทางเลเซอร์เท่านั้น&#8221; และเสริมว่า &#8220;เราเชื่อว่าการพบยีนที่มีความสำคัญ จะช่วยให้เราคิดค้นยารักษาขึ้นได้ และข้าพเจ้าหวังว่า มันจะก่อให้เกิดผลกับการบำรุงสุขภาพสายตาของคนทั่วโลกอย่างลึกซึ้ง&#8221;
           ทุกวันก็ยังไม่ทราบสาเหตุของการมีสายตายาว ซึ่งเป็นเหตุให้ผู้สูงอายุต้องถือวัตถุให้ห่างสายตาออกไป จึงจะมองเห็นได้ชัดเจน [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<h3><span style="color: #000000;">นักวิจัยออสเตรเลียพบตัวยีนที่เป็นตัวการเป็นเหตุให้ผู้สูงอายุมีสายตายาว สร้างความหวังใหม่ให้กับผู้เฒ่าผู้แก่ทั่วไปว่า อาจจะช่วยให้พบยาป้องกัน ช่วยรักษาสายตาให้เป็นปกติได้ จะได้ไม่ต้องพึ่งแว่นตาอย่างในปัจจุบัน<span id="more-1740"></span></span></h3>
<p><span style="color: #000000;">          นักวิทยาศาสตร์ของได้แจ้งว่า ได้พบว่ายีนสร้างความเติบโตของเซลล์ตับ มีส่วนสำคัญ ในการทำความเข้าใจอย่างถ่องแท้ กับกลไกทางชีววิทยาภายในของสายตา &#8220;ทุกวันนี้หนทางการรักษาการมีสายตายาว ยังมีแต่การใช้แว่นคอนแทกเลนส์และเทคนิคทางเลเซอร์เท่านั้น&#8221; และเสริมว่า &#8220;เราเชื่อว่าการพบยีนที่มีความสำคัญ จะช่วยให้เราคิดค้นยารักษาขึ้นได้ และข้าพเจ้าหวังว่า มันจะก่อให้เกิดผลกับการบำรุงสุขภาพสายตาของคนทั่วโลกอย่างลึกซึ้ง&#8221;</span></p>
<p><span style="color: #000080;"><a href="http://www.saisawankhayanying.com/wp-content/uploads/2010/02/1_1.jpg"><span style="color: #000000;"><img class="aligncenter size-medium wp-image-1742" title="ภาพผู้สูงอายุกับแว่นตาขยาย" src="http://www.saisawankhayanying.com/wp-content/uploads/2010/02/1_1-300x225.jpg" alt="" width="300" height="225" /></span></a><span style="color: #000000;">           ทุกวันก็ยังไม่ทราบสาเหตุของการมีสายตายาว ซึ่งเป็นเหตุให้ผู้สูงอายุต้องถือวัตถุให้ห่างสายตาออกไป จึงจะมองเห็นได้ชัดเจน แต่นักวิจัยปอล เบียร์ดเชื่อว่ามีสาเหตุมาจากทั้งทางพันธุกรรมและสิ่งแวดล้อมรวมกัน.</span></span></p>
<p><span style="color: #000000;"> ที่มา : นสพ.ไทยรัฐ วันศุกร์ที่ 12 กุใมภาพันธ์ 2553</span></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.saisawankhayanying.com/s-featured/lasik-long-2/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>“ครั้งแรกของไทย ศิริราชพบวิธีเปลี่ยนลิ้นหัวใจเทียมผ่านสายสวน”</title>
		<link>http://www.saisawankhayanying.com/s-featured/siriraj/</link>
		<comments>http://www.saisawankhayanying.com/s-featured/siriraj/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 12 Feb 2010 03:29:48 +0000</pubDate>
		<dc:creator>aof</dc:creator>
				<category><![CDATA[S.FEATURED]]></category>
		<category><![CDATA[S.HIGHLIGHTS]]></category>
		<category><![CDATA[กองทุนรักษาลิ้นหัวใจด้วยสายสวนเพื่อผู้ป่วยสูงอายุ]]></category>
		<category><![CDATA[การรักษา]]></category>
		<category><![CDATA[ภาควิชาอายุรศาสตร์]]></category>
		<category><![CDATA[มหิดล]]></category>
		<category><![CDATA[มาตรฐาน]]></category>
		<category><![CDATA[ร่างกาย]]></category>
		<category><![CDATA[ลิ้นหัวใจ]]></category>
		<category><![CDATA[วิชาหทัยวิทยา]]></category>
		<category><![CDATA[วิธีการรักษา]]></category>
		<category><![CDATA[ศัลยศาสตร์]]></category>
		<category><![CDATA[ศิริราช]]></category>
		<category><![CDATA[ศิริราชมูลนิธิ]]></category>
		<category><![CDATA[หินปูน]]></category>
		<category><![CDATA[ผศ.นพ.ปรัญญา สากิยลักษณ์]]></category>
		<category><![CDATA[ผู้สูงวัย]]></category>
		<category><![CDATA[ผู้ป่วย]]></category>
		<category><![CDATA[ผ่าตัด]]></category>
		<category><![CDATA[ทรวงอก]]></category>
		<category><![CDATA[คณะแพทย์]]></category>
		<category><![CDATA[ตึกมหิดลบำเพ็ญ]]></category>
		<category><![CDATA[แพทย์]]></category>
		<category><![CDATA[โรงพยาบาลศิริราช]]></category>
		<category><![CDATA[โลหิต]]></category>
		<category><![CDATA[ไทย]]></category>
		<category><![CDATA[เลือด]]></category>
		<category><![CDATA[เสียชีวิต]]></category>
		<category><![CDATA[เปลี่ยนลิ้นหัวใจ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.saisawankhayanying.com/?p=1455</guid>
		<description><![CDATA[สำหรับการรักษาวิธีใหม่นี้ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชฯทำการรักษาผู้ป่วยไปแล้ว 2 ราย นับเป็นผู้ป่วย 2 รายแรกของประเทศไทย และเดือนมีนาคมนี้ จะมีผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาเพิ่มเติมอีก 3 ราย อย่างไรก็ตาม ค่าใช้จ่ายในการใส่ลิ้นหัวใจเทียมแบบใหม่ผ่านสายสวน ยังคงมีราคาแพง ทางคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดลจึงจัดตั้งกองทุน เพื่อผู้ป่วยสูงอายุ เปิดรับบริจาคเงินนำมาซื้อลิ้นหัวใจให้ผู้ป่วยสูงอายุที่ยากไร้ 
          เมื่อววันพฤหัสบดีที่ 11 [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<h3><span style="color: #000000;">สำหรับการรักษาวิธีใหม่นี้ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชฯทำการรักษาผู้ป่วยไปแล้ว 2 ราย นับเป็นผู้ป่วย 2 รายแรกของประเทศไทย และเดือนมีนาคมนี้ จะมีผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาเพิ่มเติมอีก 3 ราย อย่างไรก็ตาม ค่าใช้จ่ายในการใส่ลิ้นหัวใจเทียมแบบใหม่ผ่านสายสวน ยังคงมีราคาแพง ทางคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดลจึงจัดตั้งกองทุน เพื่อผู้ป่วยสูงอายุ เปิดรับบริจาคเงินนำมาซื้อลิ้นหัวใจให้ผู้ป่วยสูงอายุที่ยากไร้ <span id="more-1455"></span></span><a href="http://www.saisawankhayanying.com/wp-content/uploads/2010/02/528_1.jpg"><span style="color: #000000;"><img class="aligncenter size-medium wp-image-1456" title="ภาพคณะแพทย์พยาบาลกำลังประชุม" src="http://www.saisawankhayanying.com/wp-content/uploads/2010/02/528_1-300x200.jpg" alt="" width="300" height="200" /></span></a><span style="color: #000000;"><!--more--></span></h3>
<p><span style="color: #000000;">          เมื่อววันพฤหัสบดีที่ 11 ก.พ. 53  คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ม.มหิดล จัดแถลงข่าว<strong>“</strong><strong>ครั้งแรกของไทย ศิริราชใส่ลิ้นหัวใจเทียมผ่านสายสวน</strong><strong> </strong><strong>โดยไม่ต้องผ่าตัดใหญ่</strong><strong>” </strong>โดยมี <strong>ศ.คลินิก นพ.ธีรวัฒน์</strong><strong>   </strong><strong>กุลทนันทน์</strong> คณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ม.มหิดล เป็นประธาน ร่วมด้วย <strong>ศ.นพ.ศุภกร</strong><strong> </strong><strong>โรจนนินทร์</strong>หัวหน้าภาควิชาศัลยศาสตร์  <strong>ผศ.นพ.ปรัญญา</strong><strong>   </strong><strong>สากิยลักษณ์</strong> แพทย์ประจำสาขาวิชาศัลยศาสตร์หัวใจและทรวงอก ภาควิชาศัลยศาสตร์ <strong>ผศ.นพ.สุวัจชัย</strong><strong>   </strong><strong>พรรัตนรังสี</strong> แพทย์ประจำสาขาวิชาหทัยวิทยา ภาควิชาอายุรศาสตร์และ<strong>นางนิภา หิรัญบำรุง</strong><strong> </strong>ผู้ป่วยที่ได้รับการรักษาโรคลิ้นหัวใจตีบ ณ ห้องประชุมคณะฯ  ตึกอำนวยการ ชั้น 2  รพ.ศิริราช</span><a href="http://www.saisawankhayanying.com/wp-content/uploads/2010/02/528_2.jpg"><span style="color: #000000;"><img class="alignright size-thumbnail wp-image-1457" title="ภาพคณะแพทย์พยาบาลกำลังประชุม" src="http://www.saisawankhayanying.com/wp-content/uploads/2010/02/528_2-150x150.jpg" alt="" width="150" height="150" /></span></a></p>
<p><span style="color: #000000;"><strong>         </strong><strong>ศ.นพ.ศุภกร</strong><strong> </strong><strong>โรจนนินทร์</strong><strong> </strong>หัวหน้าภาควิชาศัลยศาสตร์ กล่าวว่า จากความก้าวหน้าทางการแพทย์และสาธารณสุข ทำให้โรคต่างๆ ที่เมื่อก่อนคนเราคิดว่ารักษาไม่ได้ กลับหายขาดรอดชีวิต ทั้งยังช่วยลดอัตราการเกิดโรคแทรกซ้อน เป็นผลให้จำนวนผู้สูงอายุทั่วโลกและประเทศไทยมีจำนวนเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะประเทศไทยมีผู้สูงอายุถึง  11% จากจำนวนประชากรทั้งประเทศ ฉะนั้นการดูแลผู้สูงอายุให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีและคงไว้ซึ่งภาวะสุขภาพที่ดีนับเป็นเรื่องสำคัญ เนื่องจากผู้สูงอายุมีการเปลี่ยนแปลงของร่างกายในทางที่ถดถอย เช่น เลนส์ตาเสื่อมกลายเป็นต้อ ข้อเข่าเสื่อม หรือแม้กระทั่งโรคที่เกี่ยวกับหัวใจ โดยเฉพาะลิ้นหัวใจเสื่อม เกิดการตีบขึ้น    ในอดีตมักพบว่าโรคลิ้นหัวใจตีบเกิดจากโรครูห์มาติก ซึ่งผู้ป่วยส่วนใหญ่จะมีอายุไม่มาก แต่ในปัจจุบันโรคนี้มักเกิดจากการเสื่อม สภาพของลิ้นหัวใจ ยิ่งผู้ป่วยมีอายุมากขึ้นเท่าไร อุบัติการณ์ของโรคลิ้นหัวใจตีบก็จะสูงขึ้นเท่านั้น โรคนี้ถือเป็นภัยเงียบ เนื่องจากลิ้นหัวใจตีบเพียงเล็กน้อย  จะไม่แสดงอาการใดๆ เลยในระยะแรกจนกว่าหัวใจไม่สามารถทนรับกับปริมาณเลือดที่เพิ่มสูงขึ้น จะทำให้เกิดอาการของภาวะหัวใจล้มเหลวตามมา และอาจเสียชีวิตในที่สุด หากไม่ได้รับการรักษาทันท่วงที  </span></p>
<p><span style="color: #000000;">            <strong>ผศ.นพ.สุวัจชัย</strong><strong> </strong><strong>พรรัตนรังสี</strong> แพทย์ประจำสาขาวิชาหทัยวิทยา ภาควิชาอายุรศาสตร์กล่าวว่า  ลิ้นหัวใจ เป็นส่วนประกอบที่สำคัญของหัวใจ ในขณะที่หัวใจกำลังบีบตัว เมื่อเลือดไหลผ่านออกไป  ลิ้นหัวใจจะปิดไม่ให้เลือดไหลย้อนกลับมา จึงทำหน้าที่เสมือนประตูปิด – เปิด  ควบคุมให้เลือดในหัวใจไหลไปทิศทางเดียวสู่ปอดเพื่อฟอกออกซิเจนแล้วไหลกลับสู่ระบบโลหิตอีกครั้ง   เมื่อมีปัญหาของลิ้นหัวใจรั่ว เลือดจะไหลย้อนกลับมา แต่ถ้าลิ้นหัวใจตีบ  เลือดจะไหลผ่านลิ้นหัวใจได้ลำบาก ในผู้สูงอายุ สาเหตุเกิดจากความเสื่อมของร่างกาย เนื่องจากลิ้นหัวใจเป็นอวัยวะที่เคลื่อนไหวและรับแรงดันจากเลือดตลอดเวลา ดังนั้นจึงเกิดการเสื่อมขึ้น อาจมีหินปูนเกาะที่ลิ้นหัวใจ  ทำให้ลิ้นหัวใจหนาขึ้น และเปิดได้น้อยลง   ผู้ป่วยจะเกิดอาการเหนื่อยง่าย เจ็บหน้าอก ใจสั่น ขาบวม  ตามมาด้วยหัวใจเต้นผิดจังหวะ เสียงฟู่บริเวณลิ้นหัวใจ จนถึงขั้นเป็นลมหมดสติบ่อยๆ  ยิ่งลิ้นหัวใจตีบมาก หัวใจก็ยิ่งไม่สามารถจะบีบเลือดออกสู่ร่างกายได้ ทำให้เกิดภาวะเลือดคั่งและหัวใจล้มเหลวในที่สุด <span style="text-decoration: underline;">โดยสถิติแล้วเมื่อผู้ป่วยโรคลิ้นหัวใจตีบมีสภาวะหัวใจล้มเหลว</span><span style="text-decoration: underline;"> </span><span style="text-decoration: underline;">จะมีโอกาสเสียชีวิตภายใน </span><span style="text-decoration: underline;">2 </span><span style="text-decoration: underline;">ปี สูงถึง </span><span style="text-decoration: underline;">50 %</span></span></p>
<p><strong><span style="color: #000000;"> </span><a href="http://www.saisawankhayanying.com/wp-content/uploads/2010/02/528_4.jpg"><span style="color: #000000;"><img class="alignright size-medium wp-image-1459" title="ภาพคณะแพทย์พยาบาลถ่ายรูปหมู่ร่วมกัน" src="http://www.saisawankhayanying.com/wp-content/uploads/2010/02/528_4-300x200.jpg" alt="" width="300" height="200" /></span></a><span style="color: #000000;">            </span><a href="http://www.saisawankhayanying.com/wp-content/uploads/2010/02/528_5.jpg"><span style="color: #000000;"><img class="alignleft size-medium wp-image-1458" title="ภาพลิ้นตัวใจเทียม" src="http://www.saisawankhayanying.com/wp-content/uploads/2010/02/528_5-300x200.jpg" alt="" width="300" height="200" /></span></a></strong></p>
<p><span style="color: #003366;"><strong><span style="color: #000000;"> </span></strong></span></p>
<p><span style="color: #003366;"><strong><span style="color: #000000;"> </span></strong></span></p>
<p><span style="color: #003366;"><strong><span style="color: #000000;"> </span></strong></span></p>
<p><span style="color: #003366;"><strong><span style="color: #000000;"> </span></strong></span></p>
<p><span style="color: #003366;"><strong><span style="color: #000000;"> </span></strong></span></p>
<p><span style="color: #003366;"><strong><span style="color: #000000;"> </span></strong></span></p>
<p><span style="color: #003366;"><strong><span style="color: #000000;">          </span></strong></span></p>
<p><span style="color: #003366;"><strong><span style="color: #000000;">         <!--more--></span></strong></span></p>
<p><span style="color: #000000;"><strong>สำหรับวิธีการรักษานั้น</strong> <strong>ผศ.นพ.ปรัญญา สากิยลักษณ์</strong> แพทย์ประจำสาขาวิชาศัลยศาสตร์หัวใจและ      ทรวงอก  ภาควิชาศัลยศาสตร์กล่าวว่า “วิธีรักษาโรคลิ้นหัวตีบที่เป็นมาตรฐานทั่วโลก คือ การผ่าตัดเปลี่ยนลิ้นหัวใจเป็น การรักษาที่ได้ผลดีเยี่ยม  ผู้ป่วยมีโอกาสเสียชีวิตเพียง 1–2 %เท่านั้น อย่างไรก็ตามยังมีผู้ป่วยโรคลิ้นหัวใจตีบจำนวนหนึ่ง ที่ไม่เหมาะกับการผ่าตัดเปลี่ยนลิ้นหัวใจ เช่น ผู้ป่วยที่มีอายุมากๆ หรือผู้ที่เคยได้รับการผ่าตัดในช่องอกมาก่อน รวมทั้ง ผู้ที่มีโรคประจำตัวหลายโรค   ผู้ป่วยเหล่านี้จะมีโอกาสเสียชีวิตจากการผ่าตัดเปลี่ยนลิ้นหัวใจได้สูงถึง 20% หรือมากกว่า เป็นเหตุให้ผู้ป่วยหลายรายมักจะไม่ได้รับการส่งต่อไปยังศัลยแพทย์หรือหมอผ่าตัด หรือไม่ก็ถูกปฏิเสธการผ่าตัดไปเสียก่อน เนื่องจากมีความเสี่ยงสูง เพราะหัวใจที่ต้องบีบเลือดผ่านลิ้นหัวใจที่ตีบจะค่อยๆ ล้มเหลว และผู้ป่วยจะเสียชีวิตในที่สุด”</span></p>
<p><span style="color: #000000;">              <strong> </strong>ผศ.นพ.ปรัญญา กล่าวต่อว่าน่ายินดีที่ขณะนี้วิทยาการทางการแพทย์สามารถช่วยเหลือผู้ป่วยลิ้นหัวใจตีบกลุ่มนี้ให้รอดชีวิตได้ ด้วยการใส่ลิ้นหัวใจเทียมผ่านสายสวนเข้าไปแทนที่ลิ้นเดิมที่เสื่อมสภาพโดยไม่ต้องผ่าตัดใหญ่ซึ่งแตกต่างจากวิธีผ่าตัดที่ใช้กันในปัจจุบันคือ ต้องดมยาสลบ  ผ่าตัดเปิดกระดูกหน้าอก  แล้วใช้เครื่อง ปอดหัวใจเทียมทำงานแทนหัวใจกับปอด <strong> </strong>ซึ่งระหว่างที่ศัลยแพทย์ตัดลิ้นหัวใจเก่าออกและเย็บลิ้นหัวใจเทียมเข้าไปแทนที่จะใช้เวลาประมาณ 3 &#8211; 4 ชั่วโมง และอยู่โรงพยาบาลพักฟื้นประมาณ  7 &#8211; 10   วัน ถ้าไม่มีโรคแทรกซ้อนเกิดขึ้น<strong>ส่วนวิธีการใหม่จะใส่ลิ้นหัวใจเทียมผ่านสายสวน</strong>  โดยจะนำลิ้นหัวใจเทียมแบบใหม่ที่ได้รับการออกแบบให้สามารถหดและขยายตัวได้มาใส่ที่ปลายของสายสวน  จากนั้นใช้สายสวนนำลิ้นหัวใจเทียมเข้าไปอยู่ ระหว่างลิ้นหัวใจเดิม  แล้วจึงทำการขยายลิ้นหัวใจเทียมด้วยบัลลูนให้ขยายใหญ่ขึ้นคล้ายๆ กับการกางร่มลิ้นหัวใจเทียมที่กางขยายออกจะเข้าไปแทนที่ลิ้นหัวใจเดิมที่เสื่อมสภาพแล้ว ซึ่งวิธีการใส่สายสวนสามารถใส่ผ่านขาหนีบ  หรือในกรณีที่เส้นเลือดบริเวณขาหนีบเล็กเกินไป  จะใส่ผ่านแผลเล็กที่ชายโครงเข้าไปทางปลายหัวใจ โดยตรง<strong> </strong>โดยไม่ต้องผ่าตัดเปิดกระดูกหน้าอก ไม่ต้องใช้เครื่องปอดหัวใจเทียม  และไม่ต้องหยุดหัวใจ ทั้งหมดนี้ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมงเท่านั้น   อีกทั้งผู้ป่วยพักรักษาตัวในโรงพยาบาลสั้นกว่าและฟื้นตัวได้เร็วกว่าด้วย</span></p>
<p><span style="color: #000000;">                และสำหรับวิธีใหม่นี้  คณะแพทย์ศิริราชได้ทำการใส่ลิ้นหัวใจเทียมผ่านสายสวนในผู้ป่วยไปแล้ว   2 ราย  เมื่อวันที่  17 ธันวาคม  2552   นับเป็นผู้ป่วยรายแรกและรายที่สองของประเทศไทย  และเป็นรายที่  14  และ 15 ของเอเชีย  ซึ่งขณะนี้มีเพียงประเทศสิงคโปร์และญี่ปุ่นเท่านั้นที่ใช้วิธีนี้  และในเดือนมีนาคม 2553 จะมีผู้ป่วยเข้ารับการใส่ลิ้นหัวใจเทียมผ่านสายสวนเพิ่มอีก 3 ราย   <br />
                อย่างไรก็ตาม แม้การใส่ลิ้นหัวใจเทียมแบบใหม่ผ่านสายสวนจะเป็นวิธีที่ดี แต่ขณะนี้ยังมีราคาแพง    ฉะนั้นผู้ป่วยที่จำเป็นต้องใช้ลิ้นหัวใจแบบใหม่นี้ แต่ไม่สามารถเสียค่าใช้จ่ายได้ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ม.มหิดล ได้จัดตั้ง <strong>“</strong><strong>กองทุนรักษาลิ้นหัวใจด้วยสายสวนเพื่อผู้ป่วยสูงอายุ</strong><strong>”</strong>  ซึ่งผู้มีจิตศรัทธาสามารถบริจาคเงินเข้ากองทุนเพื่อนำมาซื้อ ลิ้นหัวใจให้แก่ผู้ป่วยสูงอายุยากไร้ได้ทุกวันที่ ศิริราชมูลนิธิ   ตึกมหิดลบำเพ็ญ ชั้น 1  โรงพยาบาลศิริราช โทร. 0 2419 7658 &#8211; 60 </span></p>
<p><span style="color: #000000;"> </span><a href="http://www.saisawankhayanying.com/wp-content/uploads/2010/02/siriraj.jpg"></a></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.saisawankhayanying.com/s-featured/siriraj/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>&#8220;ครอบครัวปาฏิหาริย์&#8221;เมื่อลูกเป็นเด็กออทิสติก</title>
		<link>http://www.saisawankhayanying.com/s-talk/miracle-family-autistic/</link>
		<comments>http://www.saisawankhayanying.com/s-talk/miracle-family-autistic/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 16 Jan 2010 02:29:13 +0000</pubDate>
		<dc:creator>aof</dc:creator>
				<category><![CDATA[S.TALK]]></category>
		<category><![CDATA[พัฒนาการ]]></category>
		<category><![CDATA[พ่อ]]></category>
		<category><![CDATA[การรักษา]]></category>
		<category><![CDATA[การดูแล]]></category>
		<category><![CDATA[ลูก]]></category>
		<category><![CDATA[ออทิสติก]]></category>
		<category><![CDATA[อนันตไชย ไชยเดช]]></category>
		<category><![CDATA[ครอบครัว]]></category>
		<category><![CDATA[คืนนี้กับสายสวรรค์]]></category>
		<category><![CDATA[ปาฏิหาริย์]]></category>
		<category><![CDATA[แม่]]></category>
		<category><![CDATA[โรงพยาบาล]]></category>
		<category><![CDATA[เหนือเมฆ]]></category>
		<category><![CDATA[เด็กพิเศษ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.saisawankhayanying.com/?p=744</guid>
		<description><![CDATA[พบกับเรื่องราวดุจปาฏิหาริย์ของครอบครัว &#8220;ไชยเดช&#8221; ที่พบว่าลูกเป็นเด็กออทิสติค..กว่าจะทำใจยอมรับได้และค้นหาวิธีการเลี้ยงดูเพื่อพัฒนาการที่ดีที่สุดของลูก ก็ทำให้มีประสบการณ์สุดพิเศษมากมาย
          อนันตไชย ไชยเดช ทนายความ ตัดสินใจให้ภรรยา ทิพย์พยา ไชยเดช ลาออกจากงานประจำมาเป็นแม่บ้านเต็มตัว เพื่อเลี้ยงดูน้อง&#8221;ปาฏิหาริย์&#8221; หรือ &#8220;น้องเหนือเมฆ&#8221; หลังรู้ว่าลูกเป็นเด็กออทิสติก ทั้งคู่ต้องทุ่มเทแรงกายแรงใจและฝ่าฟันอุปสรรคมามากมาย กว่าจะมีรอยยิ้มได้เมื่อลูกมีพัฒนาการที่ดีขึ้น อยู่ในสังคมได้ และยังมีความสามารถพิเศษหลายอย่างด้วย

]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<h2>พบกับเรื่องราวดุจปาฏิหาริย์ของครอบครัว &#8220;ไชยเดช&#8221; ที่พบว่าลูกเป็นเด็กออทิสติค..กว่าจะทำใจยอมรับได้และค้นหาวิธีการเลี้ยงดูเพื่อพัฒนาการที่ดีที่สุดของลูก ก็ทำให้มีประสบการณ์สุดพิเศษมากมาย</h2>
<p><span id="more-744"></span>          อนันตไชย ไชยเดช ทนายความ ตัดสินใจให้ภรรยา ทิพย์พยา ไชยเดช ลาออกจากงานประจำมาเป็นแม่บ้านเต็มตัว เพื่อเลี้ยงดูน้อง&#8221;ปาฏิหาริย์&#8221; หรือ &#8220;น้องเหนือเมฆ&#8221; หลังรู้ว่าลูกเป็นเด็กออทิสติก ทั้งคู่ต้องทุ่มเทแรงกายแรงใจและฝ่าฟันอุปสรรคมามากมาย กว่าจะมีรอยยิ้มได้เมื่อลูกมีพัฒนาการที่ดีขึ้น อยู่ในสังคมได้ และยังมีความสามารถพิเศษหลายอย่างด้วย<br />
<object classid="clsid:d27cdb6e-ae6d-11cf-96b8-444553540000" width="425" height="344" codebase="http://download.macromedia.com/pub/shockwave/cabs/flash/swflash.cab#version=6,0,40,0"><param name="allowFullScreen" value="true" /><param name="allowscriptaccess" value="always" /><param name="src" value="http://www.youtube.com/v/SlPySt5HgGw&amp;hl=en_US&amp;fs=1&amp;color1=0x006699&amp;color2=0x54abd6" /><param name="allowfullscreen" value="true" /><embed type="application/x-shockwave-flash" width="425" height="344" src="http://www.youtube.com/v/SlPySt5HgGw&amp;hl=en_US&amp;fs=1&amp;color1=0x006699&amp;color2=0x54abd6" allowfullscreen="true" allowscriptaccess="always"></embed></object></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.saisawankhayanying.com/s-talk/miracle-family-autistic/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>เป็น &#8220;มะเร็ง&#8221; ก็สวยได้</title>
		<link>http://www.saisawankhayanying.com/s-style/s-look/thai-cancer-journal/</link>
		<comments>http://www.saisawankhayanying.com/s-style/s-look/thai-cancer-journal/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 05 Jan 2010 09:54:46 +0000</pubDate>
		<dc:creator>aof</dc:creator>
				<category><![CDATA[S.HIGHLIGHTS]]></category>
		<category><![CDATA[S.LOOK]]></category>
		<category><![CDATA[บุษกร วงศ์จุฑาธรรม]]></category>
		<category><![CDATA[การรักษา]]></category>
		<category><![CDATA[มะเร็ง]]></category>
		<category><![CDATA[มะเร็งเต้านม]]></category>
		<category><![CDATA[ลุค กู๊ด ฟิลแบทเทอร์]]></category>
		<category><![CDATA[ดร.พรทิพา พิชา]]></category>
		<category><![CDATA[ความสวย]]></category>
		<category><![CDATA[โครงการ]]></category>
		<category><![CDATA[เพิ่มกำลังใจ]]></category>
		<category><![CDATA[เพิ่มความงาม]]></category>
		<category><![CDATA[เกศมณี เลิศกิจจา]]></category>
		<category><![CDATA[เครื่องสำอาง]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.saisawankhayanying.com/?p=496</guid>
		<description><![CDATA[นับเป็นอีกหนึ่งโครงการดีๆสำหรับผู้หญิงที่ป่วยเป็น&#8221;มะเร็ง&#8221; กับโครงการ &#8220;ลุค กู้ด&#8230;ฟิล แบทเทอร์&#8221; หรือ &#8220;เพิ่มความงาม&#8230;เพิ่มกำลังใจ&#8230;สู้ภัยมะเร็ง&#8221; ที่สมาคมผู้ผลิตเครื่องสำอางไทย สมาคมโรคมะเร็งแห่งประเทศไทยในพระบรมราชินูปถัมภ์ ร่วมกันจัดขึ้นที่สถาบันมะเร็งแห่งชาติ
ที่มา: นสพ.มติชน
          เพราะตลอด 1 ปีเต็มที่ดำเนินโครงการมา ได้คืนความมั่นใจให้กับผู้หญิงให้มีคุณภาพชีวิตดีขึ้นกว่า 300 คน ด้วยการจัดเวิร์กช็อปแนะนำการดูแลผิว การแต่งหน้าการดูแลเส้นผมและการจัดแต่งทรงผมอย่างง่ายๆให้ดูดี โดยจัดทุกเดือน [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><span style="color: #000000;">นับเป็นอีกหนึ่งโครงการดีๆสำหรับผู้หญิงที่ป่วยเป็น&#8221;มะเร็ง&#8221; กับโครงการ &#8220;ลุค กู้ด&#8230;ฟิล แบทเทอร์&#8221; หรือ &#8220;เพิ่มความงาม&#8230;เพิ่มกำลังใจ&#8230;สู้ภัยมะเร็ง&#8221; ที่สมาคมผู้ผลิตเครื่องสำอางไทย สมาคมโรคมะเร็งแห่งประเทศไทยในพระบรมราชินูปถัมภ์ ร่วมกันจัดขึ้นที่สถาบันมะเร็งแห่งชาติ<span id="more-496"></span></span></p>
<p><span style="color: #000000;">ที่มา: นสพ.มติชน</span></p>
<p><span style="color: #000000;">          เพราะตลอด 1 ปีเต็มที่ดำเนินโครงการมา ได้คืนความมั่นใจให้กับผู้หญิงให้มีคุณภาพชีวิตดีขึ้นกว่า 300 คน ด้วยการจัดเวิร์กช็อปแนะนำการดูแลผิว การแต่งหน้าการดูแลเส้นผมและการจัดแต่งทรงผมอย่างง่ายๆให้ดูดี โดยจัดทุกเดือน เดือนละ 1 ครั้ง<img class="alignright size-medium wp-image-498" title="ภาพ เรือนร่างที่เห็นภาพทรวงอก และภาพผู้หญิงถือกระเป๋าด้วยความมั่นใจ " src="http://www.saisawankhayanying.com/wp-content/uploads/2010/01/12537904861253790537l-300x213.jpg" alt="12537904861253790537l" width="300" height="213" /></span></p>
<p><span style="color: #000000;">          ดร.พรทิพา พิชา เลขาธิการสมาคมโรคมะเร็งแห่งประเทศไทยฯ และผู้จัดการโครงการ บอกว่าจุดประสงค์หลักของโครงการนี้คือ การสร้างกำลังใจให้ผู้ป่วยสามารถต่อสู้กับโรคมะเร็งได้ โดยใช้หลักการบำบัดด้วยความงามหรือการแต่งหน้าหรือสามารถเรียกว่า การบำบัดด้วยการสร้างความสุข ดั่งปรัชญาที่ว่า &#8220;ความงามช่วยสร้างเสริมสุขภาพได้ทั้งทางกาย ทางใจ และจิตวิญญาณ&#8221;</span></p>
<p><span style="color: #000000;">          ด้าน บุษกร วงศ์จุฑาธรรม อดีตผู้ป่วยมะเร็งเต้านม ผู้เข้าร่วมเวิร์กช็อปรุ่นแรก บอกว่า หลังจากที่รู้ว่าตนเองเป็นมะเร็งเต้านม รู้สึกเสียใจมาก แต่บังคับจิตใจตัวเองให้คิดบวกเข้าไว้ โดยพยายามคิดว่ามะเร็งที่อยู่ในร่างกายเปรียบเสมือนเพื่อนร่วมห้อง ถ้าเรามีความสุข เขาก็จะสงบ แต่ถ้าเครียดเขาก็จะซน แพร่ไปตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย</span></p>
<p><span style="color: #000000;">          &#8220;กิจกรรมบำบัดนี้มีประโยชน์มาก ช่วยคืนความมั่นใจให้แก่เรา แต่ก่อนที่จะเพิ่มความงามภายนอก ควรคำนึงถึงจิตใจเป็นหลักก่อน เพราะกำลังใจเป็นสิ่งสำคัญที่จะผลักดันให้ผู้ป่วยดำเนินชีวิตต่อไปได้&#8221;</span></p>
<p><span style="color: #000000;"><img class="alignleft size-thumbnail wp-image-503" title="ภาพ คุณเกศมณี เลิศกิจจา นายกสมาคมผู้ผลิตเครื่องสำอางไทยและประธานโครงการ " src="http://www.saisawankhayanying.com/wp-content/uploads/2010/01/ketmanee23-150x150.jpg" alt="ketmanee2" width="150" height="150" />ปิดท้าย เกศมณี เลิศกิจจา นายกสมาคมผู้ผลิตเครื่องสำอางไทยและประธานโครงการ บอกถึงเป้าหมายในอนาคตของโครงการว่า จะดำเนินการขยายจำนวนผู้ป่วยที่จะเข้าร่วมโครงการให้มากขึ้น รวมทั้งการขยายพันธมิตรไปยังโรงพยาบาลต่างๆ และศูนย์มะเร็งทั้งในกรุงเทพฯ และต่างจังหวัด เพื่อให้ผู้ป่วยโรคมะเร็งได้มีโอกาสได้รับประสบการณ์ดีๆ</span></p>
<p><span style="color: #000000;">          สำหรับผู้ป่วยโรคมะเร็งที่ต้องการเข้าร่วมเวิร์กช็อปกับโครงการ สามารถติดต่อได้ที่ สมาคมผู้ผลิตเครื่องสำอางไทย และศูนย์มิตรภาพบำบัดสถาบันมะเร็งแห่งชาติ โทร.0-2354-7035 ต่อ 2414</span></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.saisawankhayanying.com/s-style/s-look/thai-cancer-journal/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>

