<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>สายสวรรค์ ขยันยิ่ง &#187; การศึกษา</title>
	<atom:link href="http://www.saisawankhayanying.com/tag/%e0%b8%81%e0%b8%b2%e0%b8%a3%e0%b8%a8%e0%b8%b6%e0%b8%81%e0%b8%a9%e0%b8%b2/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://www.saisawankhayanying.com</link>
	<description>สายสวรรค์ ขยันยิ่ง</description>
	<lastBuildDate>Fri, 04 Nov 2011 12:01:51 +0000</lastBuildDate>
	<generator>http://wordpress.org/?v=2.9.1</generator>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
			<item>
		<title>ทำดีมีอาชีพ : เรียนรู้เพื่อเลือกทางเดินชีวิต ของเยาวชนจังหวัดชายแดนภาคใต้</title>
		<link>http://www.saisawankhayanying.com/s-report/patani/</link>
		<comments>http://www.saisawankhayanying.com/s-report/patani/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 20 Sep 2010 11:05:40 +0000</pubDate>
		<dc:creator>aof</dc:creator>
				<category><![CDATA[S.FEATURED]]></category>
		<category><![CDATA[S.HIGHLIGHTS]]></category>
		<category><![CDATA[S.REPORT]]></category>
		<category><![CDATA[S.VIDEO]]></category>
		<category><![CDATA[ชายแดนใต้]]></category>
		<category><![CDATA[ช่างปรับอากาศ]]></category>
		<category><![CDATA[ช่างไฟ]]></category>
		<category><![CDATA[กอ.รมน.]]></category>
		<category><![CDATA[กอ.รมน.เวที]]></category>
		<category><![CDATA[กองทัพบก]]></category>
		<category><![CDATA[การศึกษา]]></category>
		<category><![CDATA[มวลชนสัมพันธ์]]></category>
		<category><![CDATA[วัฒนธรรม]]></category>
		<category><![CDATA[วิชาชีพ]]></category>
		<category><![CDATA[ศาสนา]]></category>
		<category><![CDATA[สิ่งแวดล้อม]]></category>
		<category><![CDATA[อาชีพ]]></category>
		<category><![CDATA[ทำดีมีอาชีพ]]></category>
		<category><![CDATA[ความรุนแรง]]></category>
		<category><![CDATA[ค่าใช้จ่าย]]></category>
		<category><![CDATA[ประชาสัมพันธ์]]></category>
		<category><![CDATA[ปัตตานี]]></category>
		<category><![CDATA[โรงแรมซีเอส]]></category>
		<category><![CDATA[โครงการ]]></category>
		<category><![CDATA[โครงการทำดีมีอาชีพ]]></category>
		<category><![CDATA[เยาวชน]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.saisawankhayanying.com/?p=3025</guid>
		<description><![CDATA[เหตุการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่เกิดขึ้นมายาวนาน โดยเฉพาะตั้งแต่หลังเหตุการณ์ปล้นปืนทหารเมื่อปี 2547 เป็นต้นมาถึงวันนี้ สถานการณ์ก็ยังไม่ดีขึ้น และพบว่าหลายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้น ผู้ก่อเหตุคือวัยรุ่นที่ขาดโอกาสทางการศึกษา ไม่มีงานทำ จึงถูกชักจูงให้เข้าสู่ขบวนการรุนแรงได้ง่าย กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.)และกองทัพบก จึงจัดโครงการ&#8221;ทำดีมีอาชีพ&#8221; ให้เยาวชนในจังหวัดชายแดนภาคใต้ได้ฝึกทักษะอาชีพ เพื่อให้สามารถสร้างรายได้ให้แก่ตนเอง และสร้างประโยชน์แก่ชุมชน

เรื่อง:- สายสวรรค์ ขยันยิ่ง
            ดิฉันเคยได้ยินชื่อโครงการ &#8220;ทำดีมีอาชีพ&#8221; [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<h3><span style="color: #800080;">เหตุการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่เกิดขึ้นมายาวนาน โดยเฉพาะตั้งแต่หลังเหตุการณ์ปล้นปืนทหารเมื่อปี 2547 เป็นต้นมาถึงวันนี้ สถานการณ์ก็ยังไม่ดีขึ้น และพบว่าหลายเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นนั้น ผู้ก่อเหตุคือวัยรุ่นที่ขาดโอกาสทางการศึกษา ไม่มีงานทำ จึงถูกชักจูงให้เข้าสู่ขบวนการรุนแรงได้ง่าย กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.)และกองทัพบก จึงจัดโครงการ&#8221;ทำดีมีอาชีพ&#8221; ให้เยาวชนในจังหวัดชายแดนภาคใต้ได้ฝึกทักษะอาชีพ เพื่อให้สามารถสร้างรายได้ให้แก่ตนเอง และสร้างประโยชน์แก่ชุมชน<span id="more-3025"></span></span></h3>
<h3><a href="http://www.saisawankhayanying.com/wp-content/uploads/2010/09/Patani.jpg"><span style="color: #800080;"><img class="aligncenter size-full wp-image-3026" title="ภาพ คุณสายสวรรค์ ขยันยิ่งถ่ายภาพร่วมกับคุณฐปณีย์  พร้อมเยาวชนโครงการทำดีมีอาชีพ" src="http://www.saisawankhayanying.com/wp-content/uploads/2010/09/Patani.jpg" alt="" width="650" height="250" /></span></a></h3>
<p><span style="color: #800080;">เรื่อง:- สายสวรรค์ ขยันยิ่ง</span></p>
<p><span style="color: #800080;">            ดิฉันเคยได้ยินชื่อโครงการ &#8220;ทำดีมีอาชีพ&#8221; มาบ้างเหมือนกัน แต่ก็ยอมรับว่าติดตามเพียงผิวเผิน จวบจนกระทั่งได้มีโอกาสไปเป็นพิธีกรให้ กอ.รมน. ในการจัดกิจกรรมสื่อมวลชนสัมพันธ์ เพื่อจะประชาสัมพันธ์โครงการนี้ รวมทั้งเปิดเวทีแลกเปลี่ยนความคิดเห็นในหมู่สื่อมวลชนพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่โรงแรมซีเอส จ.ปัตตานี เมื่อวันที่ 12 กันยายน 2553 จึงได้รู้จักโครงการนี้มากขึ้น</span></p>
<p><span style="color: #800080;">           กอ.รมน.และกองทัพบก เป็นเจ้าภาพในการชักชวนเยาวชนที่ขาดโอกาสทางการศึกษา ไม่มีงานทำ หรืออยู่ในกลุ่มเสี่ยงที่อาจถูกชักจูงให้หลงเชื่อสิ่งผิดๆ แล้วไปก่อเหตุรุนแรง ให้สมัครเข้าเรียนในหลักสูตรฝึกอาชีพระยะสั้นต่างๆ ตามความสนใจ เช่น ช่างไฟฟ้า ช่างปรับอากาศ หรือช่างเสริมสวย เป็นต้น ใช้เวลาเรียน 49 วัน โดยส่งไปเรียนยังสถาบันอาชีวศึกษาในกรุงเทพฯ หรือจังหวัดต่างๆ ตามที่สถาบันนั้นๆ จะมีความพร้อม เพราะสถานศึกษาจะต้องจัดหาที่พักให้ด้วย ส่วนทาง กอ.รมน.ก็จะออกค่าใช้จ่ายในการเดินทาง และเบี้ยเลี้ยงประจำ วันตลอดระยะเวลาของการอบรม </span><a href="http://www.saisawankhayanying.com/wp-content/uploads/2010/09/IMG_0078.jpg"><span style="color: #800080;"><img class="alignright size-medium wp-image-3027" title="ภาพ ถ่ายรูปหมู่พิธีกร และผู้เข้าร่วมสัมมนา" src="http://www.saisawankhayanying.com/wp-content/uploads/2010/09/IMG_0078-300x225.jpg" alt="" width="300" height="225" /></span></a></p>
<p><span style="color: #800080;">          นอกจากจุดมุ่งหมายหลักในการฝึกวิชาชีพแล้ว การที่เยาวชนทั้งหมดได้ไปใช้ชีวิตต่างถิ่นระยะหนึ่ง ก็ทำให้พวกเขาได้เรียนรู้ความแตกต่างของเยาวชนภาคอื่นๆ และการปรับตัวให้เข้ากับสิ่งแวดล้อมใหม่ๆ ด้วย แต่กว่าจะปรับตัวกันได้ก็ประสบปัญหาไม่น้อย เนื่องจากบางคนเกิดและเติบโตในชุมชนท้องถิ่น ไม่เคยอยู่ร่วมกับคนต่างวัฒนธรรมหรือต่างศาสนาเลย ก็ต้องใช้เวลาเรียนรู้ซึ่งกันและกันพอสมควร และอีกปัญหาหนึ่งที่พบคือ เยาวชนที่สมัครเข้ารับการอบรมตามเพื่อน ไม่ได้มีเป้าหมายที่จะฝึกวิชาชีพนั้นๆ ด้วยความสนใจหรือความถนัดที่แท้จริง เมื่ออบรมกลับมาแล้วก็ไม่ได้นำมาประกอบอาชีพอะไร ปล่อยให้วิชานั้นสูญเปล่า เท่ากับกอ.รมน.เองก็เสียงบประมาณไปโดยเปล่าประโยชน์ด้วย นอกจากนี้ บางคนที่เรียนจบหลักสูตรแล้ว อยากจะประกอบอาชีพ แต่ฐานะทางบ้านยากจน ก็ไม่มีทุนรอนที่จะตั้งต้นทำธุรกิจของตัวเอง ซึ่งเรื่องนี้ทราบว่าทาง กอ.รมน.ก็ได้เตรียมวางแผนหาทุนตั้งต้นให้สำหรับเยาวชนที่มีความมุ่งมั่นตั้งใจจริง โดยให้รวมกลุ่มกันเพื่อขอรับทุน ซึ่งก็ยังไม่ชัดเจนว่าเป็นทุนแบบให้เปล่า หรือเงินให้กู้ดอกเบี้ยต่ำ คงต้องรอฟังความชัดเจนอีกครั้ง</span></p>
<p><span style="color: #800080;">           อย่างไรก็ตาม โครงการ&#8221;ทำดีมีอาชีพ&#8221; ก็ได้ช่วยตอบโจทย์ชีวิตของเยาวชนที่รักการเรียนรู้ และมีความฝันที่จะประกอบธุรกิจเป็นของตัวเอง ในจังหวัดชายแดนภาคใต้ได้พอสมควร แม้ว่าจำนวนเยาวชนที่ผ่านการอบรมไปแล้วกว่า 30,000 คน ยังไม่อาจประสบผลสำเร็จตามที่ตั้งใจกันทั้งหมด แต่อย่างน้อยก็เป็นโอกาสของชีวิต ที่พวกเขาได้เรียนรู้ประสบการณ์ และเลือกเดินบนเส้นทางที่ถูกต้อง</span></p>
<p><span style="color: #800080;">&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;&#8230;<br />
ชมคลิปวิดีโอ ที่ดิฉันสนทนานอกรอบกับตัวแทนเยาวชน ในโครงการทำดีมีอาชีพ จ.ปัตตานี เมื่อวันที่ 12 กันยายน 2553 ค่ะ</span></p>
<p><span style="color: #800080;"> </span></p>
<p><object classid="clsid:d27cdb6e-ae6d-11cf-96b8-444553540000" width="640" height="385" codebase="http://download.macromedia.com/pub/shockwave/cabs/flash/swflash.cab#version=6,0,40,0"><param name="allowFullScreen" value="true" /><param name="allowscriptaccess" value="always" /><param name="src" value="http://www.youtube.com/v/K6IFWnrKgHc?fs=1&amp;hl=en_US" /><param name="allowfullscreen" value="true" /><embed type="application/x-shockwave-flash" width="640" height="385" src="http://www.youtube.com/v/K6IFWnrKgHc?fs=1&amp;hl=en_US" allowfullscreen="true" allowscriptaccess="always"></embed></object></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.saisawankhayanying.com/s-report/patani/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>หน่วยป้องกันท้องไม่พร้อม สกัดเด็กสาวป่องก่อนวัย</title>
		<link>http://www.saisawankhayanying.com/s-featured/baby-belly/</link>
		<comments>http://www.saisawankhayanying.com/s-featured/baby-belly/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 08 Jun 2010 09:57:31 +0000</pubDate>
		<dc:creator>aof</dc:creator>
				<category><![CDATA[S.FEATURED]]></category>
		<category><![CDATA[S.HIGHLIGHTS]]></category>
		<category><![CDATA[การศึกษา]]></category>
		<category><![CDATA[การเรียนร้]]></category>
		<category><![CDATA[มูลนิธิ]]></category>
		<category><![CDATA[วัยรุ่น]]></category>
		<category><![CDATA[สังคม]]></category>
		<category><![CDATA[สื่อ]]></category>
		<category><![CDATA[สถิติ]]></category>
		<category><![CDATA[หารายได้]]></category>
		<category><![CDATA[หนังสือพิมพ์มติชน]]></category>
		<category><![CDATA[หน่วยงานรัฐ]]></category>
		<category><![CDATA[อายุ]]></category>
		<category><![CDATA[อาจารย์]]></category>
		<category><![CDATA[ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี "อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ"]]></category>
		<category><![CDATA[ทำงาน]]></category>
		<category><![CDATA[ท้อง]]></category>
		<category><![CDATA[ครอบครัว]]></category>
		<category><![CDATA[ครู]]></category>
		<category><![CDATA[ตั้งครรภ์]]></category>
		<category><![CDATA[ประเทศ]]></category>
		<category><![CDATA[แผนพัฒนา]]></category>
		<category><![CDATA[ไทย]]></category>
		<category><![CDATA[เยาวชน]]></category>
		<category><![CDATA[เอกชน]]></category>
		<category><![CDATA[เอเชีย]]></category>
		<category><![CDATA[เด็ก]]></category>
		<category><![CDATA[เครือข่ายป้องกันการท้องไม่พร้อม]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.saisawankhayanying.com/?p=2486</guid>
		<description><![CDATA[หลายปีที่ผ่านมา สถานการณ์ปัญหาเด็กและเยาวชนในสังคมไทย ค่อนข้างจะหนักไปในทางความด้อยโอกาสเป็นสำคัญ ครั้นเมื่อรัฐและองค์กรต่างๆ ได้พยายามจัดให้มีสวัสดิการขั้นพื้นฐานต่างๆ แก่เด็ก เยาวชนและประชากรภายในประเทศเพิ่มมากขึ้น ปัญหาอันเนื่องมาจากความด้อยโอกาสได้ลดน้อยถอยลงเป็นอันมาก
กระนั้นก็ตาม สถานการณ์ที่เกิดขึ้นแก่เด็กและเยาวชนได้เปลี่ยนลักษณะไป กลายเป็น
        &#8220;ปัญหาในเชิงพฤติกรรม&#8221; ที่ยากต่อการป้องกันและเยียวยาแก้ไข โดยเฉพาะพฤติกรรมการเสพยาเสพติด ดื่มสุรา เที่ยวกลางคืน ติดเกมส์ การทำร้ายกัน ที่หนักสุดและน่าห่วงใยคือมีเพศสัมพันธ์ตั้งแต่อายุยังน้อย
        การมีเพศสัมพันธ์ตั้งแต่อายุยังน้อยนี้เอง นำไปสู่ปัญหาอีกมากมาย ตั้งแต่การแพร่ของโรคเอดส์ที่เด็กและเยาวชนกลายเป็นกลุ่มเสี่ยงในระดับต้นๆ การตั้งท้องโดยไม่มีความพร้อม [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<h3><span style="color: #000000;">หลายปีที่ผ่านมา สถานการณ์ปัญหาเด็กและเยาวชนในสังคมไทย ค่อนข้างจะหนักไปในทางความด้อยโอกาสเป็นสำคัญ ครั้นเมื่อรัฐและองค์กรต่างๆ ได้พยายามจัดให้มีสวัสดิการขั้นพื้นฐานต่างๆ แก่เด็ก เยาวชนและประชากรภายในประเทศเพิ่มมากขึ้น ปัญหาอันเนื่องมาจากความด้อยโอกาสได้ลดน้อยถอยลงเป็นอันมาก<span id="more-2486"></span></span></h3>
<p><span style="color: #000000;">กระนั้นก็ตาม สถานการณ์ที่เกิดขึ้นแก่เด็กและเยาวชนได้เปลี่ยนลักษณะไป กลายเป็น</span></p>
<p><span style="color: #000000;">        <strong>&#8220;ปัญหาในเชิงพฤติกรรม&#8221; ที่ยากต่อการป้องกันและเยียวยาแก้ไข โดยเฉพาะพฤติกรรมการเสพยาเสพติด ดื่มสุรา เที่ยวกลางคืน ติดเกมส์ การทำร้ายกัน ที่หนักสุดและน่าห่วงใยคือมีเพศสัมพันธ์ตั้งแต่อายุยังน้อย</strong></span></p>
<p><span style="color: #000000;">        การมีเพศสัมพันธ์ตั้งแต่อายุยังน้อยนี้เอง นำไปสู่ปัญหาอีกมากมาย ตั้งแต่การแพร่ของโรคเอดส์ที่เด็กและเยาวชนกลายเป็นกลุ่มเสี่ยงในระดับต้นๆ การตั้งท้องโดยไม่มีความพร้อม การทำแท้งที่สถิติเพิ่มสูงขึ้นทุกปี การคลอดลูกแล้วทิ้งไว้ตามสถานที่ต่างๆ</span></p>
<p><span style="color: #000000;">        สำหรับสถิติของวัยรุ่นตั้งครรภ์ ข้อมูลจากคลินิกตั้งครรภ์แม่วัยรุ่น รพ.รามาธิบดี ระบุไว้ว่าประเทศไทยมีการคลอดบุตรของแม่วัยรุ่นที่มีอายุต่ำกว่า 20 ปี สูงถึงวันละ 140 ราย ขณะที่ข้อมูลการแจ้งเกิดจากส่วนทะเบียนราษฎร สำนักบริหารการทะเบียนกระทรวงมหาดไทยระบุไว้ว่าในปี 2550 พบมีแม่อายุ 16-20 ปี มาแจ้งเกิดลูก 145,747 รายสถิตินี้นับว่าสูงเป็นอันดับหนึ่งในเอเชีย</span><a href="http://www.saisawankhayanying.com/wp-content/uploads/2010/06/untitled1.bmp"><span style="color: #000000;"><img class="alignright size-full wp-image-2488" title="ภาพผู้หญิงท้อง" src="http://www.saisawankhayanying.com/wp-content/uploads/2010/06/untitled1.bmp" alt="" width="260" height="227" /></span></a></p>
<p><span style="color: #000000;">        เหล่านี้สอดคล้องกับที่ผู้เขียนในฐานะประธานอนุกรรมการติดตามการจัดทำแผนพัฒนาเด็กระดับขาติ ได้ข้อมูลจากจังหวัดต่างๆ เกือบทั่วประเทศ ที่ระบุไว้ว่าปัญหาหนักใจและทวีจำนวนมากขึ้นในทุกจังหวัดคือมีวัยรุ่นท้องเพิ่มสูงขึ้นอย่างน่าเป็นห่วง        </span></p>
<p><span style="color: #000000;">        เรื่องนี้ แม้แต่ในสภาเด็กและเยาวชนแห่งชาติก็ทราบ ทั้งยังได้นำเสนอต่อที่ประชุมใหญ่ &#8220;เวทีสิทธิเด็ก&#8221; เมื่อวันที่ 20 พฤศจิกายน 2552 ต่อหน้า ฯพณฯ นายกรัฐมนตรี &#8220;อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ&#8221; ในทำเนียบรัฐบาลซึ่ง ฯพณฯ นายกฯเองก็ได้ปราศรัยต่อที่ประชุมว่า &#8220;รัฐบาลจะดำเนินการดูแลเรื่องนี้อย่างจริงจัง&#8221;</span></p>
<p><span style="color: #000000;">        ผู้เขียนมีข้อเสนอว่า เรื่องนี้จะปล่อยให้กระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ ดำเนินการแต่ฝ่ายเดียวคงไม่ทันการณ์และแก้ไขไม่ได้ ฯพณฯ นายกฯจำเป็นจะต้องมีคณะกรรมการระดับชาติขึ้นมาวางแผนดำเนินการ พร้อมสนับสนุนงบประมาณให้อย่างเต็มที่เพื่อดูแลเรื่องนี้เป็นการด่วน  </span></p>
<p><span style="color: #000000;">        ภายใต้ความเข้าใจที่ว่า ยามนี้เยาวชนปรึกษาเรื่องทางเพศผ่านกลุ่มเพื่อมากที่สุดถึงร้อยละ 51 ปรึกษาพ่อแม่เพียงร้อยละ 14 เท่านั้น อีกทั้งยังเรียนรู้เรื่องการมีเพศสัมพันธ์อย่างกว้างขวางและรวดเร็วจากสื่อต่างๆ อีกด้วย</span></p>
<p><span style="color: #000000;">         จากข้อมูลทางสติที่เกิดขึ้นในสังคมไทยทำให้เกิด “เครือข่ายป้องกันการท้องไม่พร้อม” สกัดเด็กสาวป่องก่อนวัย ตรงนี้ทางหนังสือพิมพ์มติชน ได้นำกลับมาอีกครั้งเพื่อให้ผู้อ่าน เล็งเห็นถึงความสำคัญกับปัญหาที่เกิดขึ้น พร้อมทั้งให้ความร่วมมือกับในงานในการแก้ไขปัญหา หน่วยงาน</span></p>
<p><span style="color: #000000;">          &#8220;ท้อง&#8221; หรือ &#8220;ตั้งครรภ์&#8221; คงจะเป็นเรื่องน่ายินดีกันทั้งครอบครัว หากผู้หญิงที่ตั้งท้องมีความพร้อมทั้งเรื่องวุฒิภาวะ การเลี้ยงดูลูก และมีครอบครัวที่อบอุ่นคอยจะดูแล ในทางกลับกัน&#8230;หากการตั้งท้องของผู้หญิงที่ยัง &#8220;ไม่มีความพร้อม&#8221;ชีวิตของพวกเธอคงไม่ต่างอะไรกับการอยู่ในสภาวะ &#8220;มืดแปดด้าน&#8221; ความทุกข์และปัญหาต่างๆที่ตามมาคงยากนักที่ผู้หญิงคนหนึ่งจะทัดทานไหว</span></p>
<p><span style="color: #000000;">          แต่ใช่ว่าในทุกปัญหาจะไม่มีทางออกในความมืดย่อมมีแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์ เพราะ &#8220;เครือข่ายป้องกันการท้องไม่พร้อม&#8221;ที่เกิดจากการรวมตัวกันของเอ็นจีโอกับหน่วยงานรัฐ58 หน่วยงาน เป็นอีกเครือข่ายที่จะช่วยส่องแสงสว่างให้ผู้หญิงท้องไม่พร้อมก้าวเดินออกมาจากความทุกข์ ความมืดมนเพื่อให้มีชีวิตอยู่ในสังคมต่อไปได้</span></p>
<p><span style="color: #000000;">          น.ส.ณัฐยา บุญภักดีผู้ประสานงานมูลนิธิสร้างความเข้าใจเรื่องสุขภาพผู้หญิงหนึ่งในเครือข่ายป้องกันการท้องไม่พร้อมอธิบายการทำงานของเครือข่ายป้องกันการท้องไม่พร้อมว่า เครือข่ายทำงานเรื่องนี้มาได้ 2 ปีแล้ว ภารกิจส่วนใหญ่เน้นให้ความช่วยเหลือเบื้องต้นและเยียวยาสภาพจิตใจ เพื่อให้หญิงสาวท้องไม่พร้อมสามารถดำเนินชีวิตต่อไปในอนาคตได้ อย่างเด็กที่ตั้งท้องแล้วครอบครัวไม่พร้อมที่จะเลี้ยงดูก็จะส่งต่อไปยังบ้านพักฉุกเฉินซึ่งจะมีเจ้าหน้าที่ดูแลทั้งร่างกายและจิตใจจนกระทั่งคลอดลูกตลอด 2 ปีที่ผ่านมา ณัฐยายอมรับปัญหาการตั้งท้องที่อยู่ในสภาวะไม่พร้อมนั้นนับวันจะยิ่งทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น</span></p>
<p><span style="color: #000000;">          &#8220;ผู้หญิงที่ตั้งท้องส่วนใหญ่จะอยู่ในช่วงวัยรุ่นอายุระหว่าง 10-20 ปีต้นๆ ที่พบการตั้งท้องอายุน้อยสุด 13 ปี และจะเป็นวัยรุ่นที่อยู่ในวัยเรียนตั้งแต่มัธยมศึกษาไปจนถึงระดับมหาวิทยาลัย ส่วนสาเหตุของการมีเพศสัมพันธ์ ก็เป็นไปตามวัยที่อยากรู้อยากลอง แต่ไม่รู้วิธีการป้องกันที่ถูกต้อง บางคนก็ถูกล่วงละเมิด&#8221;</span></p>
<p><a href="http://www.saisawankhayanying.com/wp-content/uploads/2010/06/50087-attachment.jpg"><span style="color: #000000;"><img class="alignleft size-full wp-image-2489" title="ภาพวัยรุ่นกอดกัน" src="http://www.saisawankhayanying.com/wp-content/uploads/2010/06/50087-attachment.jpg" alt="" width="281" height="216" /></span></a><span style="color: #000000;">          พอตั้งครรภ์ด้วยความไม่พร้อม ก็มีปัญหาต่างๆ ตามมามากมาย ผู้ประสานงานมูลนิธิสร้างความเข้าใจเรื่องสุขภาพผู้หญิง บอกว่าอันดับแรก ที่น่าเป็นห่วงที่สุด คือผลกระทบเรื่องการเรียน</span></p>
<p><span style="color: #000000;">          &#8221;โดยเฉพาะนักเรียนระดับมัธยมจะมีปัญหามาก เพราะไม่สามารถดร็อปเรียนไปคลอดลูกแล้วกลับมาเรียนใหม่ได้เหมือนกับผู้หญิงที่เรียนอยู่ในระดับมหาวิทยาลัย วัยรุ่นที่เรียนมัธยมศึกษาส่วนใหญ่จึงไม่ได้เรียนต่อต้องออกไปเลี้ยงลูก มีเพียงส่วนน้อยที่พ่อแม่วัยรุ่นรับสภาพที่เกิดขึ้นได้ และพร้อมจะเรียนต่อ เครือข่ายจะแนะนำให้เรียนการศึกษานอกโรงเรียน หรือ กศน.&#8221; ไม่เพียงแค่เรื่องการศึกษา แต่ยังมีปัญหา&#8221;ครอบครัววัยเยาว์&#8221; ตามมาด้วย</span></p>
<p><span style="color: #000000;">          &#8220;ด้วยพ่อแม่ที่ยังอยู่ในช่วงวัยรุ่น ยังไม่มีวุฒิภาวะหรือความพร้อมในการที่จะอยู่กินกันแบบครอบครัว เช่น ผู้ชายเรียนอยู่ ม.3 ผู้หญิงเรียนอยู่ ม.2 พอมีเพศสัมพันธ์กันเกิดปัญหาตั้งท้องในภาวะที่ยังไม่พร้อมญาติผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายก็จับแต่งงานให้ออกจากโรงเรียนมาอยู่กันแบบครอบครัวสุดท้ายครอบครัววัยเยาว์ก็อยู่กันไม่รอดเพราะวัยรุ่นยังไม่มีความพร้อมในการเลี้ยงดูลูก พอเลิกรากันไป ปู่ย่าตายายก็ต้องเป็นผู้เลี้ยงเด็กที่เกิดขึ้น หากครอบครัวไหนไม่มีความพร้อมที่จะเลี้ยงเด็ก เด็กคนนั้นก็จะถูกทอดทิ้งกลายเป็นปัญหาสังคมต่อไป&#8221;ณัฐยาแจกแจงปัญหา  ดูเหมือนปัญหาจะยาวเป็นหางว่าว!และมาตรการแก้ไขปัญหาก็ทำได้แค่ &#8220;ล้อมคอก&#8221;</span></p>
<p><span style="color: #000000;">          ณัฐยาบอกว่า แม้การป้องกันแก้ไขปัญหาจะทำได้ยาก แต่ก็ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกฝ่าย เริ่มตั้งแต่ครอบครัวและโรงเรียน</span></p>
<p><span style="color: #000000;">          &#8220;2 ส่วนนี้ถือว่าสำคัญมาก โดยเฉพาะพ่อ แม่ ครู อาจารย์ ต้องสอนเรื่องเพศให้กับวัยรุ่นรู้ถึงการมีเพศสัมพันธ์อย่างปลอดภัย รู้จักวิธีการป้องกันที่ถูกต้อง ไม่ต้องกลัวว่าจะเป็นการชี้โพรงให้กระรอกเพราะยุคสมัยเปลี่ยนแปลงไป วัยรุ่นสามารถเข้าถึงสื่อต่างๆ ได้อย่างรวดเร็วหากผู้ใหญ่ไม่สอนให้วัยรุ่นรู้จักการป้องกันตัวเองที่ถูกต้อง สุดท้ายก็จะจบลงด้วยการตั้งท้องที่ไม่พร้อม จากการทำงาน พบว่าวัยรุ่นชายบางคนแม้จะเรียนอยู่ระดับมัธยมปลาย แต่ยังไม่รู้เลยว่าการใช้ถุงยางอนามัยที่ถูกต้องเป็นอย่างไร&#8221;</span></p>
<p><span style="color: #000000;">          สำหรับผู้หญิงที่ประสบปัญหาแล้วต้องการความช่วยเหลือ ณัฐยาแนะนำว่า สำหรับผู้ที่อยู่ในพื้นที่กรุงเทพฯ และปริมณฑล สามารถขอรับความช่วยเหลือจากเครือข่ายได้โดยตรง ส่วนหญิงสาวที่อยู่ต่างจังหวัดสามารถไปขอรับบริการรวมทั้งคำปรึกษาได้ที่โรงพยาบาลทุกแห่งที่มีศูนย์พึ่งได้ เพื่อให้คำปรึกษาและส่งต่อผู้หญิงที่ตั้งท้องไปยังเครือข่ายต่างๆ ทั้ง58 แห่ง</span></p>
<p><span style="color: #000000;">          ยังไม่สายที่ทุกฝ่ายจะร่วมมือร่วมใจกันนับหนึ่งในการลงมือปฏิบัติแก้ไขปัญหาท้องไม่พร้อมให้เห็นเป็นรูปธรรม เพื่อเยาวชนในวันนี้จะเป็นผู้ใหญ่ที่ดีในอนาคต&#8211;จบ&#8211;</span></p>
<p><span style="color: #000000;"> </span></p>
<p><span style="color: #000000;">          ที่มา: หนังสือพิมพ์มติชน</span></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.saisawankhayanying.com/s-featured/baby-belly/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ผู้สูงอายุเสาหลักของสังคมและวัฒนธรรมไทย</title>
		<link>http://www.saisawankhayanying.com/s-featured/on-the-elderly/</link>
		<comments>http://www.saisawankhayanying.com/s-featured/on-the-elderly/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 12 Apr 2010 20:26:56 +0000</pubDate>
		<dc:creator>aof</dc:creator>
				<category><![CDATA[S.FEATURED]]></category>
		<category><![CDATA[S.HIGHLIGHTS]]></category>
		<category><![CDATA[ชาวพุทธ]]></category>
		<category><![CDATA[ชุมชน]]></category>
		<category><![CDATA[พระราชบัญญัติผู้สูงอายุ พ.ศ.2546]]></category>
		<category><![CDATA[กระทรวงการพัฒนาสังคมฯ]]></category>
		<category><![CDATA[การศึกษา]]></category>
		<category><![CDATA[การปกครองส่วนท้องถิ่น]]></category>
		<category><![CDATA[มกราภิรมย์]]></category>
		<category><![CDATA[มหาวิทยาลัยมหิดล]]></category>
		<category><![CDATA[วัย]]></category>
		<category><![CDATA[วัยวุฒิ]]></category>
		<category><![CDATA[วัฒนธรรม]]></category>
		<category><![CDATA[วันผู้สูงอายุ]]></category>
		<category><![CDATA[วันครอบครัว]]></category>
		<category><![CDATA[ศาสนา]]></category>
		<category><![CDATA[ศูนย์ศึกษาและพัฒนาสันติวิธี]]></category>
		<category><![CDATA[สมาชิก]]></category>
		<category><![CDATA[สังคม]]></category>
		<category><![CDATA[สาว]]></category>
		<category><![CDATA[สาดน้ำ]]></category>
		<category><![CDATA[สงกรานต์]]></category>
		<category><![CDATA[หนุ่ม]]></category>
		<category><![CDATA[อารมณ์]]></category>
		<category><![CDATA[ผู้สูงอายุ]]></category>
		<category><![CDATA[ทำบุญ]]></category>
		<category><![CDATA[ทำทาน]]></category>
		<category><![CDATA[ครอบครัว]]></category>
		<category><![CDATA[ประชากร]]></category>
		<category><![CDATA[ประเพณี]]></category>
		<category><![CDATA[ปีใหม่ไทย]]></category>
		<category><![CDATA[เพศ]]></category>
		<category><![CDATA[เล่นน้ำ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.saisawankhayanying.com/?p=2223</guid>
		<description><![CDATA[สงกรานต์เป็นประเพณีของคนไทยหลายเชื้อชาติ ที่เชื่อมร้อยคนต่างเพศต่างวัยให้มาร่วมชุมนุมทำกิจกรรมสืบสานวัฒนธรรมประเพณีที่ดีงามด้วยกัน นอกจากจะเป็นวันเล่นสนุกสนานของเด็กๆ แล้ว วันสงกรานต์ยังมีความหมายยิ่งสำหรับผู้สูงอายุ ที่จะได้เห็นลูกหลานอยู่พร้อมหน้าพร้อมตากันมากที่สุดก็ในวันนี้ แต่โอกาสอย่างนี้เริ่มหายากมากขึ้นเพราะลูกหลานมักจะออกไปทำงานต่างถิ่นไกลบ้าน นานๆ จึงจะกลับบ้านมาเยี่ยมพ่อเยี่ยมแม่ความรู้สึกในวันคืนอันยาวนานและโดดเดี่ยวที่ผู้สูงอายุหลายท่าน
          วันสงกรานต์เทศกาลปีใหม่ไทยย่างใกล้เข้ามาแล้ว เด็กๆ และหนุ่มสาวคงจะนึกถึงการเล่นสาดน้ำกันอย่างสนุกสนานกันตามท้องถนน ชาวพุทธทั้งหลายมักจะไปทำบุญตักบาตร สรงน้ำพระที่วัดที่บ้านก็จะมีการรดน้ำขอพรจากผู้ใหญ่ สงกรานต์จึงเป็นประเพณีของคนไทยหลายเชื้อชาติ ที่เชื่อมร้อยคนต่างเพศต่างวัยให้มาร่วมชุมนุมทำกิจกรรมสืบสานวัฒนธรรมประเพณีที่ดีงามด้วยกัน นอกจากจะเป็นวันเล่นสนุกสนานของเด็กๆ แล้ว วันสงกรานต์ยังมีความหมายยิ่งสำหรับผู้สูงอายุ ที่จะได้เห็นลูกหลานอยู่พร้อมหน้าพร้อมตากันมากที่สุดก็ในวันนี้
          [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<h3><span style="color: #000000;">สงกรานต์เป็นประเพณีของคนไทยหลายเชื้อชาติ ที่เชื่อมร้อยคนต่างเพศต่างวัยให้มาร่วมชุมนุมทำกิจกรรมสืบสานวัฒนธรรมประเพณีที่ดีงามด้วยกัน นอกจากจะเป็นวันเล่นสนุกสนานของเด็กๆ แล้ว วันสงกรานต์ยังมีความหมายยิ่งสำหรับผู้สูงอายุ ที่จะได้เห็นลูกหลานอยู่พร้อมหน้าพร้อมตากันมากที่สุดก็ในวันนี้ แต่โอกาสอย่างนี้เริ่มหายากมากขึ้นเพราะลูกหลานมักจะออกไปทำงานต่างถิ่นไกลบ้าน นานๆ จึงจะกลับบ้านมาเยี่ยมพ่อเยี่ยมแม่ความรู้สึกในวันคืนอันยาวนานและโดดเดี่ยวที่ผู้สูงอายุหลายท่าน<span id="more-2223"></span></span></h3>
<p><span style="color: #000000;">  <a href="http://www.saisawankhayanying.com/wp-content/uploads/2010/04/On-the-elderly.jpg"></a>        วันสงกรานต์เทศกาลปีใหม่ไทยย่างใกล้เข้ามาแล้ว เด็กๆ และหนุ่มสาวคงจะนึกถึงการเล่นสาดน้ำกันอย่างสนุกสนานกันตามท้องถนน ชาวพุทธทั้งหลายมักจะไปทำบุญตักบาตร สรงน้ำพระที่วัดที่บ้านก็จะมีการรดน้ำขอพรจากผู้ใหญ่ สงกรานต์จึงเป็นประเพณีของคนไทยหลายเชื้อชาติ ที่เชื่อมร้อยคนต่างเพศต่างวัยให้มาร่วมชุมนุมทำกิจกรรมสืบสานวัฒนธรรมประเพณีที่ดีงามด้วยกัน นอกจากจะเป็นวันเล่นสนุกสนานของเด็กๆ แล้ว วันสงกรานต์ยังมีความหมายยิ่งสำหรับผู้สูงอายุ ที่จะได้เห็นลูกหลานอยู่พร้อมหน้าพร้อมตากันมากที่สุดก็ในวันนี้<a href="http://www.saisawankhayanying.com/wp-content/uploads/2010/04/42_news_552000004395301.jpg"><img class="alignright size-thumbnail wp-image-2225" title="ภาพเยาวชนเล่นน้ำสงกรานต์กันอย่างสนุกสนาน" src="http://www.saisawankhayanying.com/wp-content/uploads/2010/04/42_news_552000004395301-150x150.jpg" alt="" width="150" height="150" /></a></span></p>
<p><span style="color: #000000;">          แต่โอกาสอย่างนี้เริ่มหายากมากขึ้นเพราะลูกหลานมักจะออกไปทำงานต่างถิ่นไกลบ้าน นานๆ จึงจะกลับบ้านมาเยี่ยมพ่อเยี่ยมแม่ความรู้สึกในวันคืนอันยาวนานและโดดเดี่ยวที่ผู้สูงอายุหลายท่าน</span></p>
<p><span style="color: #000000;">          สะท้อนเรื่องราวให้ฟัง ทำให้ผู้เขียนรู้สึกว่าผู้สูงอายุส่วนใหญ่ถูกกีดกันออกจากสังคม ขาดโอกาสที่จะพัฒนาคุณภาพชีวิตของตนเองโดยเฉพาะอย่างยิ่งกับกลุ่มแรงงานสตรีที่ถูกเลิกจ้างแรงงานเมื่ออายุยังไม่</span></p>
<p><span style="color: #000000;">          มากนัก หลายคำถามที่ยังหาคำตอบไม่ได้เช่น ผู้สูงอายุยังเป็นเสาหลักค้ำจุนสังคมและวัฒนธรรมไทยอยู่หรือ บทบาทผู้สูงอายุในสังคมไทยที่มีผู้สูงอายุมากขึ้นทุกวันควรจะเป็นอย่างไร ใครจะเป็นผู้กำหนด</span></p>
<p><span style="color: #000000;">          พระราชบัญญัติผู้สูงอายุ พ.ศ.2546 กำหนดว่า บุคคลที่มีอายุ 60 ปี</span></p>
<p><span style="color: #000000;">          บริบูรณ์เป็นผู้สูงอายุ จากการคาดประมาณของกระทรวงการพัฒนาสังคมฯ จำนวนผู้สูงอายุในปี 2552 มีประมาณ 7.4 ล้านคน หรือร้อยละ 11.93 และจะมีสัดส่วนสูงขึ้นเป็นร้อยละ 15.3 ในอีก 10 ปีข้างหน้าซึ่งสูงกว่าอัตราเพิ่มของผู้สูงอายุในภูมิภาคเอเชียซึ่งมีอัตราเพิ่มในปีพ.ศ.2543 เท่ากับร้อยละ 8 ขณะที่ภูมิภาคยุโรปมีอัตราเพิ่มมากสุดเท่ากับร้อยละ 19 ในปี พ.ศ.2543 และจะเพิ่มเป็นร้อยละ 34 ในปีพ.ศ.2593</span></p>
<p><span style="color: #000000;">          ความรู้เกี่ยวกับผู้สูงอายุของไทยยังมีค่อนข้างน้อย เท่าที่ศึกษารายงานของมูลนิธิสถาบันวิจัยและพัฒนาผู้สูงอายุไทย (มส.ผส.) สรุปผลการสำรวจในปี 2550 พบว่าผู้สูงอายุไทยมีรายได้ต่ำมากเพราะความต้องการจ้างแรงงานผู้สูงอายุมีไม่มากนัก จากการประเมิน</span></p>
<p><span style="color: #000000;">          คร่าวๆ มีผู้สูงอายุที่ยากจนอยู่ราว 1 ใน 3 ในแง่การสร้างรายได้ ผู้สูงอายุดูจะกลายเป็นภาระของสังคมเพราะเป็นผู้มีรายได้ต่ำมาก เลี้ยงตัวเองไม่ได้ แหล่งรายได้สำคัญจึงมาจากบุตรถึงร้อยละ 52 และมาจากทำงาน บำนาญและเงินออมเพียงร้อยละ 39 ซึ่งหมายความว่ากลุ่มคนเหล่านี้ยังขาดความพร้อมในด้านการสร้างหลักประกันรายได้และคุณภาพชีวิตเมื่อยามชราภาพ เมื่อเข้าสู่วัยชราจึงต้องพึ่งบุตร</span></p>
<p><span style="color: #000000;">          หลานและความช่วยเหลือจากรัฐซึ่งได้มาจากการเก็บภาษีคนทำงานจึงเป็นภาระหนักมากสำหรับคนวัยทำงานที่ต้องจ่ายภาษี และรับภาระเลี้ยงดูผู้สูงอายุมากขึ้น </span></p>
<p><span style="color: #993300;"><a href="http://www.saisawankhayanying.com/wp-content/uploads/2010/04/1584_photo.jpg"><span style="color: #000000;"><img class="alignleft size-thumbnail wp-image-2227" title="ภาพลูกหลานกำลังรดน้ำดำหัวผู้สูงอายุ" src="http://www.saisawankhayanying.com/wp-content/uploads/2010/04/1584_photo-150x150.jpg" alt="" width="150" height="150" /></span></a><span style="color: #000000;">          </span></span><span style="color: #000000;">แต่ในมุมมองทางสังคม ผู้เขียนเห็นว่าผู้สูงอายุมีคุณค่าสูงเกินกว่าที่จะประเมินค่าเป็นตัวเงิน เพียงแค่ยังอยู่ คอยช่วยปลอบใจลูกหลานยามทุกข์ยากและแสดงความชื่นชมให้กำลังใจยามประสบความสำเร็จก็เป็นคุณค่าทางจิตใจที่หาที่เปรียบมิได้แล้ว ยิ่งไปกว่านั้นผู้สูงอายุที่ยังพอมีเรี่ยวแรงทำอะไรได้ ส่วนใหญ่ก็มักจะช่วยเหลือครอบ</span></p>
<p><span style="color: #000000;">          ครัวและสังคม เช่นการดูแลเรื่องอาหารการกินให้กับทุกคนในครอบครัว ดูแลเด็กเล็กก่อนวัยเรียน เฝ้าบ้าน ทำความสะอาดบ้าน ปลูกผักสวนครัวไว้กิน ปลูกสมุนไพรไว้ใช้ ทำสารพัดทำด้วยความรัก ประสาคนมีจิตวิญญาณของผู้ให้และมีเวลา</span></p>
<p><span style="color: #000000;">          อีกทั้งยังเป็นผู้สืบต่อศาสนาและวัฒนธรรม วันพระและวันสำคัญทางศาสนาก็ไปวัดหรือศาสนสถานเพื่อทำบุญทำทาน ไม่มีผู้สูงอายุเหล่านี้การสืบต่อศาสนาและวัฒนธรรมไทยก็อาจจะขาดตอนไปสิ่งเหล่านี้ผู้เขียนเห็นว่าเป็นเรื่องที่ยิ่งใหญ่ ผู้สูงอายุจึงเป็นผู้อุทิศตนให้กับครอบครัวและสังคมโดยมิได้มุ่งหวังผลตอบแทนมากกว่าผู้เป็นภาระของสังคม</span></p>
<p><span style="color: #000000;">          แล้วเราซึ่งเป็นลูกหลานทำอะไรให้กับผู้สูงอายุที่มีพระคุณแก่ครอบครัวและสังคมเราบ้าง เราดูแลผู้สูงอายุกันแค่ไหน หรือแค่รดน้ำดำหัวในวันสงกรานต์ซึ่งเป็นวันผู้สูงอายุอยู่แค่นั้น ผู้เขียนมีความเห็นว่า จะดูแลผู้สูงอายุก็ต้องเข้าใจผู้สูงอายุให้รอบด้าน เพราะในความเป็นจริงผู้สูงอายุก็มีปัญหาอยู่ไม่น้อย งานศึกษาวิจัยหลายชิ้นสรุปตรงกันว่า นอกจากการถูกทอดทิ้งให้อยู่อย่างโดดเดี่ยวแล้วผู้สูงอายุมักเป็น 6 โรคหลัก คือ เบาหวาน ความดัน หัวใจ ไขมันในเลือดสูง โรคข้อโดยเฉพาะข้อเข่าเสื่อม และภาวะสมองเสื่อม โรคเหล่านี้เกี่ยวข้องกับการกินอยู่และการดูแลสุขภาวะทางกายและจิตใจในชีวิตประจำวันซึ่งมักถูกละเลยมองข้าม เมื่อปัญหาสะสมมากขึ้นจนออกอาการโรคให้เกิดทุกข์เวทนา และเกิดภาระกับครอบครัวและสังคมในที่สุด</span></p>
<p><span style="color: #000000;">          ประเด็นผู้สูงอายุ จึงเกี่ยวข้องเชื่อมโยงไปแทบทุกเรื่องทั้งทางเศรษฐกิจ สังคม สุขภาวะ และจิตวิญญาณด้วย ซึ่งจะต้องพิจารณาไปพร้อมๆ กัน แนวความคิดที่มองว่าผู้สูงอายุเป็นภาระไร้ประสิทธิภาพเมื่อเอาไปเปรียบเทียบกับคนหนุ่มสาว ก็มักจะนำไปสู่การสงเคราะห์ช่วยเหลือเป็นหลัก ซึ่งจะต้องใช้เงินมาก โดยไม่ใช้ศักยภาพและความสามารถของผู้สูงอายุ แต่จะหาเงินจำนวนมากๆ จากไหนมาสงเคราะห์ผู้สูงอายุซึ่งมีจำนวนเป็นสัดส่วนสูงขึ้นทุกวัน และที่สำคัญคือผู้สูงอายุมีปัญหาช่วยเหลือตนเองไม่ได้จนต้องให้รัฐสงเคราะห์ไปเสียทุกอย่างจริงหรือ</span></p>
<p><span style="color: #000000;">          แต่ถ้ามีแนวความคิดว่าผู้สูงอายุเป็นผู้ที่มีคุณค่าซึ่งคนกลุ่มอื่นไม่มีและต้องการ ก็ต้องเปิดโอกาสให้ผู้สูงอายุได้ทำงานและร่วมกิจกรรมทางสังคมได้ตามปกติตามความสามารถและศักยภาพที่เขามี ในแง่นี้ผู้สูงอายุก็จะเป็นส่วนหนึ่งของสังคมที่มีความสำคัญเท่าเทียมกับคนกลุ่มอื่นๆ  โดยรัฐให้การช่วยเหลือเท่าที่จำเป็น</span></p>
<p><span style="color: #000000;">          ถ้าเราจัดการความสัมพันธ์ทางสังคมของผู้สูงอายุได้ถูกต้อง ก็เชื่อว่าจะสามารถรับมือสังคมผู้สูงอายุซึ่งเป็นมุมมองค่อนข้างลบให้กลายเป็นสังคมวัยวุฒิที่ผู้สูงอายุมีคุณค่าต่อสังคม เป็นมุมมองที่สร้างสรรค์ขึ้นมาได้</span></p>
<p><span style="color: #000000;">          คำถามสำคัญต่อไปคือจะช่วยให้ประเทศไทยเข้าสู่สังคมวัยวุฒิได้ได้ทันกับสถานการณ์ในอีกไม่กี่ปีข้างหน้าได้อย่างไร</span></p>
<p><span style="color: #000000;">          ผู้เขียนเสนอว่าจะต้องใช้ความพยายามใน 3 ระดับไปพร้อมๆ กันคือ</span></p>
<p><span style="color: #000000;">          ระดับครอบครัว สมาชิกในครอบครัวควรจะต้องประพฤติปฏิบัติกับผู้สูงอายุให้ถูกต้องและเหมาะสม สมาชิกในครอบครัวต้องมีความสำนึก ความกตัญญู และความรู้ในการดูแลผู้สูงอายุ โดยเฉพาะเรื่องอาหารอารมณ์ และเรื่องการดูแลสุขภาวะ ก็จะช่วยให้ผู้สูงอายุมีคุณภาพชีวิตที่ดี เป็นหลักแก่สถาบันครอบครัวได้อย่างมั่นคง</span></p>
<p><span style="color: #000000;">          ระดับชุมชน ชุมชนมีความสำคัญต่อการสร้างสังคมวัยวุฒิ ยังมีผู้สูงอายุจำนวนมากที่อยู่ในภาวะต้องพึ่งพิงเพราะครอบครัวขาดศักยภาพและความสามารถในการดูแล ชุมชนจึงต้องให้ความช่วยเหลือด้วยการสนับสนุนให้ผู้สูงอายุได้รวมตัวเพื่อช่วยเหลือเกื้อกูลกันและช่วยเหลือสังคมอย่างพ้นข้อจำกัดเรื่องวัย องค์กรชุมชนและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต้องช่วยกันสร้างและพัฒนาระบบสวัสดิการชุมชนเพื่อคุ้มครองช่วยเหลือยามที่ผู้สูงอายุตกอยู่ในภาวะพึ่งพิง</span></p>
<p><span style="color: #000000;">          ระดับชาติต้องช่วยกันพัฒนากระบวนการนโยบายสาธารณะเพื่อคุ้มครองดูแลสิทธิของผู้สูงอายุไม่ให้ถูกละเมิด ช่วยสร้างเสริมโอกาสการศึกษาเรียนรู้เพื่อสร้างสุขภาวะและพัฒนาคุณภาพชีวิตตัวเองตลอดจนโอกาสทำงานประกอบอาชีพตามความสามารถ ความถนัดสามารถสร้างผลผลิตให้กับสังคมไปตลอดชีวิต และดำรงชีพอยู่ได้อย่างมีเกียรติมีศักดิ์ศรีของมนุษย์</span></p>
<p><span style="color: #000000;">          การปรับแนวคิดมุมมองผู้สูงอายุให้เป็นบวกเชิงสร้างสรรค์ และมีความพยายามจัดการความสัมพันธ์ของผู้สูงอายุกับสังคมทั้งระดับครอบครัว ระดับชุมชน และระดับชาติ ก็จะช่วยให้ประเทศไทยเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุอย่างรู้เท่าทัน เป็นสังคมผู้สูงอายุที่สูงด้วยวัยวุฒิที่คนทุกเพศทุกวัยมีความเท่าเทียมกัน</span></p>
<p><span style="color: #000000;">          ขอให้สนุกสนานเล่นน้ำคลายร้อนในช่วงสงกรานต์ และอย่าลืมดูแลสร้างความสัมพันธ์กับผู้สูงอายุให้ดีทั้งก่อนและหลังสงกรานต์นะครับ</span></p>
<p><span style="color: #000000;">          </span></p>
<p><span style="color: #000000;"> </span></p>
<p><span style="color: #000000;">          ที่มา: หนังสือพิมพ์มติชน</span></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.saisawankhayanying.com/s-featured/on-the-elderly/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>&#8220;หุ่นยนต์&#8221;ฝีมือคนไทย ศักยภาพเทียบชั้นทั่วโลก!</title>
		<link>http://www.saisawankhayanying.com/s-featured/robot/</link>
		<comments>http://www.saisawankhayanying.com/s-featured/robot/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 08 Apr 2010 04:01:56 +0000</pubDate>
		<dc:creator>aof</dc:creator>
				<category><![CDATA[S.FEATURED]]></category>
		<category><![CDATA[S.HIGHLIGHTS]]></category>
		<category><![CDATA[การศึกษา]]></category>
		<category><![CDATA[การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย]]></category>
		<category><![CDATA[รศ.ดร.วีระศักดิ์]]></category>
		<category><![CDATA[ระดับโรค]]></category>
		<category><![CDATA[วิศวกรรมหุ่น]]></category>
		<category><![CDATA[วิทยาศาสตร์]]></category>
		<category><![CDATA[สิ่งแวดล้อม]]></category>
		<category><![CDATA[หุ่นยนต์]]></category>
		<category><![CDATA[จินตนาการ]]></category>
		<category><![CDATA[จุฬา]]></category>
		<category><![CDATA[ประเทศไทย]]></category>
		<category><![CDATA[นักประดิษฐ์]]></category>
		<category><![CDATA[โรโบติกเอ็นจิเนียริ่ง]]></category>
		<category><![CDATA[เมก้าทรอนิกส์]]></category>
		<category><![CDATA[เวทีการแข่งขันสร้างหุ่นยนต์]]></category>
		<category><![CDATA[เอ็มเทค]]></category>
		<category><![CDATA[เทคโนโลยี]]></category>
		<category><![CDATA[เด็กไทย]]></category>
		<category><![CDATA[เครื่องกล]]></category>
		<category><![CDATA[Robot]]></category>
		<category><![CDATA[Robot Design Contest]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.saisawankhayanying.com/?p=2175</guid>
		<description><![CDATA[เมื่อโลกพัฒนาเจริญก้าวหน้าขึ้นเรื่อยๆ &#8220;เทคโนโลยี&#8221; ที่คิดว่าสุดยอดแล้วในห้วงเวลาหนึ่ง จะเริ่มล้าหลังและถูกแทนที่ด้วยสิ่งประดิษฐ์ใหม่ๆ ตลอดเวลา เช่นเดียวกับโลกของ &#8220;หุ่นยนต์&#8221; ในสังคมมนุษย์ที่ถูกพัฒนาให้ &#8220;ฉลาด&#8221; มากขึ้นทุกวัน แม้แต่ชาติกำลังพัฒนาอย่างประเทศไทย ก็ยังมีนักประดิษฐ์รุ่นเยาว์ที่สามารถเทียบชั้นนักประดิษฐ์ของประเทศพัฒนาแล้วอย่างญี่ปุ่นและอเมริกาได้ ขอเพียงแต่ผู้ใหญ่ช่วยหยิบยื่นโอกาสและเวทีแสดงความสามารถของพวกเขาเหล่านั้นอย่างเพียงพอ 
  







เทคโนโลยีหุ่นยนต์ของไทยล้ำหน้าไฮเทคไปไกลขนาดไหน สู้นานาชาติได้หรือไม่ รศ.ดร.วีระศักดิ์ อุดมกิจเดชา ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) พร้อมอธิบายให้ความกระจ่างจากบรรทัดต่อไปนี้           [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<h3>เมื่อโลกพัฒนาเจริญก้าวหน้าขึ้นเรื่อยๆ &#8220;เทคโนโลยี&#8221; ที่คิดว่าสุดยอดแล้วในห้วงเวลาหนึ่ง จะเริ่มล้าหลังและถูกแทนที่ด้วยสิ่งประดิษฐ์ใหม่ๆ ตลอดเวลา เช่นเดียวกับโลกของ &#8220;หุ่นยนต์&#8221; ในสังคมมนุษย์ที่ถูกพัฒนาให้ &#8220;ฉลาด&#8221; มากขึ้นทุกวัน แม้แต่ชาติกำลังพัฒนาอย่างประเทศไทย ก็ยังมีนักประดิษฐ์รุ่นเยาว์ที่สามารถเทียบชั้นนักประดิษฐ์ของประเทศพัฒนาแล้วอย่างญี่ปุ่นและอเมริกาได้ ขอเพียงแต่ผู้ใหญ่ช่วยหยิบยื่นโอกาสและเวทีแสดงความสามารถของพวกเขาเหล่านั้นอย่างเพียงพอ <span id="more-2175"></span></h3>
<p>  </p>
<table style="width: 605px; height: 1690px;" border="0" cellspacing="0" cellpadding="0" width="605">
<tbody>
<tr>
<td valign="top">
<table style="width: 592px; height: 1674px;" border="0" cellspacing="0" cellpadding="0" width="592">
<tbody>
<tr>
<td><span style="color: #000000;"><strong>เทคโนโลยีหุ่นยนต์ของไทยล้ำหน้าไฮเทคไปไกลขนาดไหน สู้นานาชาติได้หรือไม่ รศ.ดร.วีระศักดิ์ อุดมกิจเดชา ผู้อำนวยการศูนย์เทคโนโลยีโลหะและวัสดุแห่งชาติ (เอ็มเทค) พร้อมอธิบายให้ความกระจ่างจากบรรทัดต่อไปนี้</strong> </span><span style="color: #000000;">          รศ.ดร.วีระศักดิ์ เริ่มต้นบทสนทนาว่า เทคโนโลยีหุ่นยนต์ของไทยปัจจุบันพัฒนาก้าวหน้าไปมาก ถ้าว่ากันจริงๆ แล้วก็ไม่ต่างจากต่างชาติมากนัก แต่ต้องยอมรับว่าในเชิงพาณิชย์ เราเทียบกับประเทศที่พัฒนาแล้วไม่ได้<strong>         ยกตัวอย่างเช่น ญี่ปุ่นตอนนี้มีหุ่นยนต์คนไข้ให้หมอฟันทดลอง หรือหุ่นยนต์แมวน้ำ สามารถตอบสนองคนสูงอายุ มาเป็นเพื่อนเล่น เพราะคนแก่บางคนไม่อาจเลี้ยงสิ่งมีชีวิตจริงๆ ได้ ขณะนี้ในบ้านเราเอง โดยเฉพาะเอ็มเทค ได้สนับสนุนด้านการประดิษฐ์หุ่นยนต์อย่างเต็มที่ เรามีองค์ความรู้และผู้เชี่ยวชาญที่ทำมานาน บวกกับห้องปฏิบัติการอัตโนมัติ ซึ่งเราชำนาญด้านการทำแบบจำลองโดยคอมพิวเตอร์ก่อนนำมาใช้จริง เรามีความรู้ด้านระบบ และพร้อมจะนำความรู้มาสร้างให้มันเคลื่อนไหว และพร้อมสนับสนุนธุรกิจที่สนใจด้านนี้อย่างเต็มที่ </strong> </span></p>
<p><span style="color: #000000;">          &#8220;หลายคนอาจคิดว่า เมืองไทยยังล้าหลังมากสำหรับการเป็นนักประดิษฐ์หุ่นยนต์ แต่ในความเป็นจริง หุ่นยนต์เป็นศาสตร์อนาคต ความห่างหรือช่องว่างในการพัฒนาหุ่นยนต์ของประเทศไทยกับประเทศ อื่นๆ จึงมีไม่มากนัก </span></p>
<p><span style="color: #000000;">           &#8220;  แม้เราไม่เก่ง แต่ก็ไม่ได้ห่างจากประเทศที่เก่งมากนัก แม้เราจะทำมาแล้วไม่กี่ปี เทียบกับประเทศที่พัฒนามาเป็นสิบๆ ปี ท้ายที่สุดด้วยเทคโนโลยีที่มันพัฒนาอยู่ตลอดเวลา ซึ่งนักเรียนไทยที่ได้รับทุนไปเรียนปริญญาเอกในต่างประเทศ ล้วนแต่ได้รับศาสตร์ความรู้ในเทคโนโลยีใหม่ๆ เหล่านั้นอยู่แล้ว พอเขากลับมาทำงานในเมืองไทย ศาสตร์ความรู้ที่ได้มาก็เทียบเท่ากัน&#8221; รศ.ดร.วีระศักดิ์ กล่าว<a href="http://www.saisawankhayanying.com/wp-content/uploads/2010/04/col01060453p2.jpg"><img class="alignright size-full wp-image-2178" title="ภาพเยาวชนที่มีความสามารถประดิษฐ์หุ่นยนต์และภาพรศ.ดร.วีระศักดิ์ด้านล่างสุด" src="http://www.saisawankhayanying.com/wp-content/uploads/2010/04/col01060453p2.jpg" alt="" width="200" height="560" /></a> </span></p>
<p><span style="color: #000000;">          ผอ.เอ็มเทค ชี้ว่า สิ่งสำคัญที่สุดในการพัฒนาศักยภาพความเชี่ยวชาญประดิษฐ์หรือออกแบบหุ่นยนต์ คือ การศึกษา เพราะหุ่นยนต์ไม่ได้สร้างปุ๊บแล้วใช้ได้ปั๊บ และไม่ได้ใช้ผู้เชี่ยวชาญแค่ประดิษฐ์หุ่นยนต์ได้ แต่ต้องอาศัยหลายๆ ฝ่ายมาช่วยกัน </span></p>
<p><span style="color: #000000;">           ในต่างประเทศ บางมหาวิทยาลัยมีคณะหรือภาควิชา มีศาสตร์ &#8220;เมก้าทรอนิกส์&#8221; หรือบางแห่งมี &#8220;โรโบติกเอ็นจิเนียริ่ง&#8221; หรือ &#8220;วิศวกรรมหุ่นยนต์&#8221; ในเมืองไทยบางมหาวิทยาเริ่มมีหลักสูตรนี้ อาทิ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยเองถึงแม้จะไม่ถึงโรโบติกเอ็นจิเนียริ่ง แต่มีรายวิชาที่คล้ายกัน การสนับสนุนการศึกษาถือเป็นการลงทุนระยะยาว </span></p>
<p><span style="color: #000000;"><strong>&#8220;การศึกษาบ้านเรายังไม่ได้ส่งเสริมเด็กที่มีศักยภาพมากเป็นพิเศษให้ได้ใช้ศักยภาพนั้นอย่างเต็มที่ แต่จะดึงลงมาให้เท่ากัน จึงไม่มีใครเก่งโดดเด่น ไม่มีอัจฉริยะเหมือนในเมืองนอก ซึ่งที่นั่นจะมีห้องเรียนพิเศษ จะมีอาจารย์มาดูแลเด็กอัจฉริยะเหล่านี้ อย่างบ้านเราเด็กซนก็ว่าแอ๊กทีฟเกินไป ต้องนำมาอยู่เป็นกลุ่มก้อน </strong> </span></p>
<p><span style="color: #000000;">          &#8220;การสร้างเวทีให้เด็กบ้านเราได้แสดงฝีมือและความสามารถจึงเป็นอีกสิ่งหนึ่งที่จะช่วยดึงศักยภาพพวกเขาออกมาให้เห็น เช่น &#8220;เวทีการแข่งขันสร้างหุ่นยนต์&#8221; หรือ Robot Design Contest ของเอ็มเทค ปีนี้นับว่าเป็นครั้งที่ 3 ที่เราสนับสนุนให้นิสิตนักศึกษาชั้นปีที่ 1 มีโอกาสแสดงศักยภาพด้านการประดิษฐ์หุ่นยนต์ ซึ่งทีมที่ชนะเลิศจะเป็นตัวแทนประเทศไทยไปร่วมชิงชัยแชมป์หุ่นยนต์ระดับโลก ซึ่งปีนี้จัดขึ้น ณ นครเซี่ยงไฮ้ ประเทศจีน ช่วงเดือนสิงหาคม </span></p>
<p><span style="color: #000000;"><strong>           &#8220;ผมคิดว่ายิ่งสนับสนุนเยาวชนตั้งแต่อายุยังน้อยได้มากเท่าไหร่ สิ่งประดิษฐ์ก็จะล้ำหน้ามากขึ้นเท่านั้น ในอนาคตเราก็เตรียมสร้างเวทีการแข่งขันให้แก่เด็กในระดับมัธยมปลาย ให้มีโอกาสได้ร่วมประดิษฐ์หุ่นยนต์ด้วยเช่นกัน&#8221; </strong> </span></p>
<p><span style="color: #000000;">   <strong>       &#8220;เด็กไทยทั้งเก่งและเฮง เพราะนอกจากจะร่วมประดิษฐ์หุ่นยนต์จนชนะเลิศ เขายังทำงานกับเพื่อนร่วมงานชาวต่างประเทศได้ดี แต่จุดอ่อนของเด็กไทยยังคงเป็นเรื่องภาษา และการนำความคิดที่ได้มาประดิษฐ์ให้เป็นรูปธรรมยังทำได้ไม่ดีเท่าที่ควร โดยเฉพาะความเข้าใจทฤษฎีพื้นฐานทางฟิสิกส์ เราได้ให้เด็กๆ ไปฝึกอบรมกับอาจารย์ด้านวิทยาศาสตร์ของจุฬาฯ กับเอ็มเทคก็พอช่วยทำให้เด็กๆ นำสิ่งที่เป็นรูปธรรมมาเป็นรูปแบบได้ </strong></p>
<p>          &#8220;เด็กที่ชนะเลิศระดับโลกเมื่อสองปีก่อน ตอนนี้เขาเรียนอยู่ปี 4 และได้มีโอกาสเข้าแข่งขันในเวทีสิ่งประดิษฐ์ที่ท้าทายมากขึ้นกว่าเดิม อย่างเวทีประดิษฐ์หุ่นยนต์กู้ภัย ระดับโลก หรือหุ่นยนต์แข่งขันฟุตบอล ซึ่งความสามารถเหล่านี้ของเด็กๆ ล้วนต่อยอดจากการแข่งขันในระดับพื้นฐานของเราแทบทั้งสิ้น&#8221; ผู้นำเอ็มเทค ระบุ </span></p>
<p><span style="color: #000000;">          นอกจากการสนับสนุนเยาวชนไทยแล้ว เอ็มเทคยังร่วมสนับสนุนและเปิดโอกาสให้บริษัทที่สนใจศาสตร์ด้านหุ่นยนต์มาร่วมงานด้วย </span><span style="color: #000000;">เช่น การไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย หรือ กฟผ. ได้มาจ้างทำงานวิจัยเทคนิคพ่นเคลือบสเปรย์โดยใช้ความร้อนสูง หรือการพัฒนาหุ่นยนต์ให้เข้ามาช่วยในการทำอุตสาห กรรมกระเบื้อง โดยให้หุ่นยนต์มาช่วยจับ กระเบื้องร้อนๆ แทนคน </span></p>
<p><span style="color: #003300;"><span style="color: #000000;">          <a href="http://www.saisawankhayanying.com/wp-content/uploads/2010/04/col01060453p3.jpg"><span style="color: #000000;"><img class="alignleft size-full wp-image-2179" title="ภาพรศ.ดร.วีระศักดิ์ยืนประกบคู่กับหุ่นยนต์" src="http://www.saisawankhayanying.com/wp-content/uploads/2010/04/col01060453p3.jpg" alt="" width="214" height="230" /></span></a><span style="color: #000000;">                                                                          &#8221;ผมว่าวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีเป็นเรื่องอนาคต นอกจากเก่งแล้วเรายังต้องทำนายเก่งด้วยว่าเทคโนโลยีไหนกำลังจะมา คาดเดาถึงความน่าจะเป็น สำหรับยุคนี้ต้องยกให้เป็นเรื่องของสิ่งแวดล้อม สิ่งประดิษฐ์หรือหุ่นยนต์ก็ต้องมาร่วมกันช่วยรักษาสิ่งแวดล้อมกับเราด้วย&#8221; รศ.ดร.วีระศักดิ์ กล่าว</span></span></span><span style="color: #000000;"> </span></p>
<p><span style="color: #000000;">          สำหรับหัวข้อการแข่งขันสร้างหุ่นยนต์ของเอ็มเทคในปีนี้ คือ &#8220;Save the Beach&#8221; หรือ &#8220;หุ่นยนต์รักษ์โลกสดใสชายหาด&#8221; </span></p>
<p><span style="color: #000000;">           กำหนดให้ผู้เข้าแข่งขันในแต่ละทีม ต้องออกแบบและสร้างหุ่นยนต์ ซึ่งสามารถทำหน้าที่เก็บขยะในสนามแข่งขันที่ถูกจำลองเป็นชายหาด </span></p>
<p><span style="color: #003300;"><span style="color: #000000;">          การแข่งขันรอบชิงชนะเลิศจะจัดขึ้นวันที่ 15 พฤษภาคม ณ ลานศูนย์การค้าพันธุ์ทิพย์พลาซ่า ประตูน้ำ ชั้น 1 </span></p>
<p></span><span style="color: #003300;"><span style="color: #000000;"><strong>           แต่ที่แน่ๆ ไม่ว่าแพ้หรือชนะ การแข่งขั้นครั้งนี้ถือเป็นประสบการณ์อันมีค่าสำหรับนิสิตนักศึกษา ผู้จะเติบโตขึ้นมาเป็นกำลังสำคัญของชาติต่อไป</strong> </span></p>
<p><span style="color: #000000;"> </span> </p>
<p></span></td>
</tr>
</tbody>
</table>
</td>
</tr>
</tbody>
</table>
<p><span style="color: #000000;"> ที่มา : ข่าวสดรายวัน วันที่ 6 เมษายน 2553</span></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.saisawankhayanying.com/s-featured/robot/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>เปิดประตูการเรียนรู้อย่างเท่าเทียม สำหรับนักเรียนในโลกเงียบด้วยสื่อ “มัลติพอยท์”</title>
		<link>http://www.saisawankhayanying.com/s-featured/multi-point/</link>
		<comments>http://www.saisawankhayanying.com/s-featured/multi-point/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 16 Mar 2010 08:29:19 +0000</pubDate>
		<dc:creator>aof</dc:creator>
				<category><![CDATA[S.FEATURED]]></category>
		<category><![CDATA[S.HIGHLIGHTS]]></category>
		<category><![CDATA[พัฒนาการ]]></category>
		<category><![CDATA[พิการ]]></category>
		<category><![CDATA[พจนา ธุระนนท์]]></category>
		<category><![CDATA[การศึกษา]]></category>
		<category><![CDATA[การเรียนรู้]]></category>
		<category><![CDATA[ภาษาอังกฤษ]]></category>
		<category><![CDATA[มัลติพอยท์]]></category>
		<category><![CDATA[รับสารนักเรียน]]></category>
		<category><![CDATA[วิทยาศาสตร์]]></category>
		<category><![CDATA[สังคม]]></category>
		<category><![CDATA[สื่อสาร]]></category>
		<category><![CDATA[สุขศึกษา]]></category>
		<category><![CDATA[หู]]></category>
		<category><![CDATA[ทางการได้ยิน]]></category>
		<category><![CDATA[ด้อยโอกาส]]></category>
		<category><![CDATA[นโยบาย]]></category>
		<category><![CDATA[โรงเรียนโสตศึกษาจังหวัดมุกดาหาร]]></category>
		<category><![CDATA[ไมโครซอฟท์]]></category>
		<category><![CDATA[เสียง]]></category>
		<category><![CDATA[Multi Point]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.saisawankhayanying.com/?p=1971</guid>
		<description><![CDATA[ด้วยแรงบันดาลใจของครูเล็กๆ คนหนึ่งบวกกับแรงสนับสนุนจากเพื่อนครูและผู้บริหาร ในการนำสื่อการสอนรูปแบบใหม่ที่เรียกว่า “ไมโครซอฟท์ มัลติพอยท์” มาพัฒนาสำหรับนักเรียนที่บกพร่องทางการได้ยินให้เข้ากับสาระวิชา ทำให้ข้อจำกัดในการเรียนรู้ของนักเรียนลดน้อยลง
           นักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 กำลังสนุกสนานกับการคลิกเม้าส์เพื่อแข่งกันตอบคำถามในห้องเรียน บวกกับแววตาลิงโลดของพวกเขาช่างขัดแย้งกับบรรยากาศที่เงียบเชียบภายในห้องที่มีเพียงเสียงของครูบรรยายเนื้อหา โดยเปิดโอกาสให้เด็กๆ มีส่วนร่วมในการตอบคำถามในบทเรียนโดยปราศจากเสียงพูดใดๆ หากจะกล่าวว่านี่คือห้องเรียนที่เงียบที่สุดก็คงจะไม่เกินความจริงนัก เพราะนักเรียนในโรงเรียนโสตศึกษาจังหวัดมุกดาหาร ล้วนแล้วแต่เป็นนักเรียนพิเศษที่มีปัญหาบกพร่องทางการได้ยิน แต่ความเงียบก็ไม่ได้เป็นอุปสรรคต่อการเรียนรู้ โลกเงียบปิดกั้นเพียงเสียงที่จะได้ยิน แต่ไม่อาจปิดกั้นโอกาสการเรียนรู้ของพวกเขาได้ เราจึงได้เห็นภาพการตอบโต้ภาษามือระหว่างครูและนักเรียนท่ามกลางรอยยิ้มและแววตากระตือรือร้นตลอดชั่วโมงวิชาคอมพิวเตอร์
              [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<h3><span style="color: #000000;">ด้วยแรงบันดาลใจของครูเล็กๆ คนหนึ่งบวกกับแรงสนับสนุนจากเพื่อนครูและผู้บริหาร ในการนำสื่อการสอนรูปแบบใหม่ที่เรียกว่า “ไมโครซอฟท์ มัลติพอยท์” มาพัฒนาสำหรับนักเรียนที่บกพร่องทางการได้ยินให้เข้ากับสาระวิชา ทำให้ข้อจำกัดในการเรียนรู้ของนักเรียนลดน้อยลง<span id="more-1971"></span></span></h3>
<p><span style="color: #0000ff;"><span style="color: #000000;">        </span><a href="http://www.saisawankhayanying.com/wp-content/uploads/2010/03/multi-point.jpg"></a><span style="color: #000000;">   นักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 กำลังสนุกสนานกับการคลิกเม้าส์เพื่อแข่งกันตอบคำถามในห้องเรียน บวกกับแววตาลิงโลดของพวกเขาช่างขัดแย้งกับบรรยากาศที่เงียบเชียบภายในห้องที่มีเพียงเสียงของครูบรรยายเนื้อหา โดยเปิดโอกาสให้เด็กๆ มีส่วนร่วมในการตอบคำถามในบทเรียนโดยปราศจากเสียงพูดใดๆ หากจะกล่าวว่านี่คือห้องเรียนที่เงียบที่สุดก็คงจะไม่เกินความจริงนัก เพราะนักเรียนในโรงเรียนโสตศึกษาจังหวัดมุกดาหาร ล้วนแล้วแต่เป็นนักเรียนพิเศษที่มีปัญหาบกพร่องทางการได้ยิน แต่ความเงียบก็ไม่ได้เป็นอุปสรรคต่อการเรียนรู้ โลกเงียบปิดกั้นเพียงเสียงที่จะได้ยิน แต่ไม่อาจปิดกั้นโอกาสการเรียนรู้ของพวกเขาได้ เราจึงได้เห็นภาพการตอบโต้ภาษามือระหว่างครูและนักเรียนท่ามกลางรอยยิ้มและแววตากระตือรือร้นตลอดชั่วโมงวิชาคอมพิวเตอร์</span><a href="http://www.saisawankhayanying.com/wp-content/uploads/2010/03/1248770145_9232.jpg"><span style="color: #000000;"><img class="alignright size-thumbnail wp-image-1978" title="ภาพเมาท์สีดำ" src="http://www.saisawankhayanying.com/wp-content/uploads/2010/03/1248770145_9232-150x150.jpg" alt="" width="150" height="150" /></span></a></span></p>
<p><span style="color: #000000;">              โรงเรียนโสตศึกษาจังหวัดมุกดาหาร เป็นโรงเรียนสำหรับนักเรียนที่บกพร่องทางการได้ยิน เด็กๆ ต้องอยู่ท่ามกลางโลกเงียบตลอดเวลา ไม่สามารถได้ยินเสียงพูดคุย เสียงเพลง หรือสนทนาโต้ตอบแบบเด็กปกติได้ ทำให้พวกเขาอยู่ภายใต้การสื่อสารที่จำกัด ซึ่งส่งผลต่อการเรียนรู้ที่จะใช้ชีวิตภายใต้กรอบที่จำกัดด้วยเช่นกัน แต่ด้วยแรงบันดาลใจของครูเล็กๆ คนหนึ่งบวกกับแรงสนับสนุนจากเพื่อนครูและผู้บริหาร ในการนำสื่อการสอนรูปแบบใหม่ที่เรียกว่า “ไมโครซอฟท์ มัลติพอยท์” มาพัฒนาเข้ากับสาระวิชา ทำให้ข้อจำกัดในการเรียนรู้ของนักเรียนลดน้อยลง</span></p>
<p><a href="http://www.saisawankhayanying.com/wp-content/uploads/2010/03/image0031.jpg"><span style="color: #000000;"><img class="alignleft size-medium wp-image-1973" title="ภาพแผนผังระบบแลน" src="http://www.saisawankhayanying.com/wp-content/uploads/2010/03/image0031-222x300.jpg" alt="" width="155" height="210" /></span></a><span style="color: #000000;">              โปรแกรมไมโครซอฟท์ มัลติพอยท์ พัฒนาขึ้นโดยศูนย์วิจัยและพัฒนาซอฟต์แวร์ของไมโครซอฟท์ ที่มุ่งมั่นพัฒนานวัตกรรมซอฟต์แวร์เพื่อขยายโอกาสในการเรียนรู้เทคโนโลยีแก่ผู้ที่มีข้อจำกัด โปรแกรมดังกล่าวทำให้เครื่องคอมพิวเตอร์ 1 เครื่องสามารถรองรับการใช้งานของนักเรียนได้จำนวน 3-50 คนพร้อมๆ กัน โดยนักเรียนแต่ละคนสามารถใช้เม้าส์ของตัวเองควบคุมเคอร์เซอร์รูปสัตว์น่ารักๆ ที่ออกแบบมาเป็นพิเศษบนหน้าจอ และเรียนรู้ไปพร้อมๆ กันได้ทุกคน โปรแกรมนี้ไม่เพียงแต่ให้ทางออกสำหรับข้อจำกัดด้านงบประมาณ แต่ยังสร้างประสบการณ์เรียนรู้ที่สร้างสรรค์ เน้นการส่งเสริมให้นักเรียนมีส่วนร่วม และสามารถดึงความสนใจของนักเรียนทุกคนได้โดยไม่จำกัดโอกาสใช้คอมพิวเตอร์อยู่ที่นักเรียนคนใดคนหนึ่งเท่านั้น ปัจจุบันมีการใช้งานโปรแกรมนี้ใน 1,950 โรงเรียนทั่วประเทศ นับเป็นการเพิ่มโอกาสในการเรียนรู้ได้อย่างทั่วถึง</span></p>
<p><span style="color: #000000;">               นายสุพจน์ ศรีนุตพงษ์ ผู้อำนวยการโครงการภาครัฐ บริษัท ไมโครซอฟท์ (ประเทศไทย) จำกัด กล่าวว่า “โปรแกรม ไมโครซอฟท์ มัลติพอยท์ เป็นส่วนหนึ่งของนวัตกรรมทางด้านเทคโนโลยีเพื่อการเรียนรู้ภายใต้โครงการ Microsoft Partners in Learning ที่มุ่งนำเทคโนโลยีสารสนเทศเข้าไปบูรณาการ ประยุกต์ใช้เพื่อพัฒนา และยกระดับคุณภาพการศึกษาให้กับโรงเรียน ครู บุคลากรทางการศึกษา ตลอดจนสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อการศึกษา ซึ่งจะส่งผลต่อการเรียนรู้ของนักเรียน รวมทั้งส่งเสริมให้นักเรียนตระหนักถึงศักยภาพที่แท้จริงของตนเองผ่านการใช้งานเทคโนโลยีสารสนเทศ อันจะก่อให้เกิดการเรียนรู้ต่อยอดออกไปอย่างไม่สิ้นสุด โปรแกรมดังกล่าวถูกพัฒนาขึ้นที่ศูนย์วิจัยและพัฒนาของไมโครซอฟท์ในเมืองบังกาลอ ประเทศอินเดีย และเราเห็นว่าโปรแกรมนี้เหมาะอย่างยิ่งกับสภาพแวดล้อมทางการศึกษาในประเทศไทย จึงนำโปรแกรมนี้มานำร่องใช้กับโรงเรียนในโครงการ Partners in Learning ซึ่งปรากฏว่าได้ผลเป็นอย่างดี ได้รับการตอบรับจากครูและนักเรียนจนขยายผลออกไปอย่างกว้างขวาง ปัจจุบันมีประเทศที่นำโปรแกรมนี้ไปใช้ด้วยเช่นกัน ได้แก่ เวียดนาม มาเลเซีย อินโดนีเซีย ศรีลังกา จีน รัฐเซีย และสิงค์โปร์ เป็นต้น”</span></p>
<p><span style="color: #000000;">            น.ส.พจนา ธุระนนท์ หรือคุณครูมุ่ย โรงเรียนโสตศึกษามุกดาหาร จังหวัดมุกดาหาร กล่าวถึงวัตถุประสงค์ในการนำมัลติพอยท์มาใช้ในห้องเรียนว่า “ปัจจุบันเทคโนโลยีสารสนเทศมีบทบาทสำคัญกับการศึกษาไทยมาก โดยช่วยเพิ่มศักยภาพในการเรียนรู้ของเด็ก โดยเฉพาะเด็กที่ห่างไกล เด็กที่ด้อยโอกาส หรือเด็กพิการ ตั้งแต่มีการนำเทคโนโลยีสารสนเทศเข้ามาใช้ควบคู่กับการเรียนการสอน เด็กๆ สามารถเข้าถึงสื่อหรือข้อมูลต่างๆ ได้ง่ายขึ้น เพราะโดยพื้นฐานของเด็กก็ชอบเทคโนโลยีสารสนเทศอยู่แล้ว การนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้กับการเรียนการสอนจึงทำให้เราสามารถส่งเสริมพัฒนาการต่างๆ ของพวกเขาได้ดียิ่งขึ้น ทำให้พวกเขารู้สึกแปลกใหม่ ไม่เบื่อเนื้อหาในห้องเรียน ก่อนที่ครูจะนำมัลติพอยท์มาใช้นั้น การเรียนในวิชาภาษาไทยหรือคณิตศาสตร์จะเป็นการบรรยายโดยใช้ภาษามือประกอบกับบัตรภาพหรือบัตรคำ ซึ่งในตอนแรกเด็กก็จะให้ความสนใจ แต่สักพักการที่ต้องให้ดูภาพตลอดเวลาทำให้พวกเขาเบื่อ เพราะเขาไม่สามารถรับรู้ทางเสียงได้ ทำให้ความสนใจในบทเรียนลดลง ครูก็คิดว่าสื่อการสอนแบบไหนที่จะทำให้เด็กไม่รู้สึกเบื่อและได้ความรู้ในคราวเดียวกัน เผอิญว่าครูได้ไปเห็นการจัดแสดงโปรแกรมนี้ในงานเห่งหนึ่ง และสนใจเข้าร่วมฝึกอบรมโปรแกรมดังกล่าวกับไมโครซอฟท์ จากนั้นจึงได้นำมัลติพอยท์มาประยุกต์เข้ากับบทเรียนวิชาคอมพิวเตอร์ ระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 เป็นวิชาแรก ยังจำได้เลยว่าวันแรกที่นำมัลติพอยท์มาสอน เด็กๆ ก็แปลกใจว่าเราจะสอนยังไง ทำไมมีคอมพิวเตอร์แค่ 1 เครื่องแต่มีเม้าส์เยอะแยะ ผลปรากฏเด็กให้ความสนใจเป็นอย่างมาก เพราะมีรูปสัตว์น่ารักๆ ประกอบ และเด็กๆ ก็ได้มีส่วนร่วมในการตอบคำถามกันถ้วนหน้า วันนั้นก็มีเด็กระดับชั้นอื่นเข้ามาดูจนเต็มห้อง ทำให้หัวใจของครูพองโตที่เห็นเด็กชอบ รู้สึกดีใจที่พวกเขาสนใจและสามารถนำไปพัฒนาการเรียนรู้ได้ดี”</span></p>
<p><span style="color: #000000;">            ปัจจุบัน คุณครูมุ่ยและเพื่อนครูได้พัฒนาสื่อการสอนดังกล่าวเพิ่มเติมไปยังวิชาภาษาอังกฤษ สุขศึกษา วิทยาศาสตร์ ซึ่งหลังจากมีการวัดผลการเรียนรู้ของนักเรียนได้รับผลตอบรับในแง่บวก กล่าวคือ เด็กๆ ให้ความสนใจในบทเรียนและมีพัฒนาการในการเรียนรู้ที่ดีขึ้นในด้านความรู้ แต่ที่ได้มากกว่านั้นคือ ด้านสังคม ซึ่งเด็กที่มีปัญหาบกพร่องทางการได้ยินนั้น ทักษะชีวิตถือเป็นสิ่งสำคัญ จะทำอย่างไรให้พวกเขารู้สึกว่าออกไปใช้ชีวิตปกติในสังคมได้ ให้พวกเขารู้สึกภาคภูมิใจว่าสามารถพัฒนาการเรียนรู้ได้เทียบเคียงกับเด็กปกติ</span></p>
<p><span style="color: #000000;">              น.ส.อาทิตยา ผงศรีอัก นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนโสตศึกษาจังหวัดมุกดาหาร บอกเล่าถึงประสบการณ์การเรียนรู้รูปแบบใหม่ผ่านล่ามภาษามือว่า “ปกติหนูก็เคยใช้คอมพิวเตอร์มาบ้าง ทำให้เรียนรู้ว่าคอมพิวเตอร์ช่วยพัฒนาการเรียนรู้และเพิ่มประสบการณ์ ในคอมพิวเตอร์มีภาพสวยๆ ช่วยให้การสื่อสารเข้าใจง่ายขึ้น ยิ่งพอครูมุ่ยได้นำมัลติพอยท์มาใช้ในห้องเรียน พวกหนูชอบมาก โดยเฉพาะวิชาภาษาไทยที่มีคำต่างๆ ให้เรียนรู้ได้เยอะ ทำให้หนูเข้าใจคำ รู้จักประโยค และเข้าใจเนื้อหามากยิ่งขึ้น หนูคิดว่าไอทีเป็นสิ่งที่สำคัญต่อการเรียนรู้ของพวกหนูเป็นอย่างมากค่ะ เพราะจะช่วยให้หนูมีการพัฒนาเรื่องต่างๆ และช่วยให้ทำกิจกรรมต่างๆ ของคนหูหนวกได้ดียิ่งขึ้น ถึงแม้พวกหนูจะคุยสื่อสารกับคนอื่นๆ ไม่ได้ แต่ว่าพวกหนูก็สามารถที่จะเรียนรู้หรือทำกิจกรรมต่างๆ เพื่อเพิ่มศักยภาพของตนเองได้ และสิ่งที่สำคัญอีกสิ่งหนึ่งหนูอยากให้เพิ่มภาษามือเป็นช่องเล็กๆ ในมัลติพอยท์ด้วยค่ะ”</span></p>
<p><span style="color: #000000;">             แม้ว่าภาครัฐจะมีนโยบายสนับสนุนการศึกษาสำหรับนักเรียนปกติ นักเรียนพิการ และนักเรียนด้อยโอกาสให้มีการศึกษาและประสบการณ์ในการเรียนรู้อย่างเท่าเทียม แต่โอกาสการเรียนรู้ในห้องเรียนจริง ยังเป็นไปได้ยากเนื่องจากความไม่พร้อมทั้งทางบุคลากร อุปกรณ์การศึกษา รวมไปถึงพื้นที่การศึกษา ที่ห่างไกล ดังนั้น หากมีสื่อการสอนที่ช่วยสนับสนุนการเรียนการสอนในห้องเรียนและเติมเต็มส่วนที่ขาดหายไป ก็ถือได้ว่าเป็นโอกาสอันดีสำหรับเยาวชนไทยและคุณครูในการเข้าถึงการศึกษาได้อย่างเท่าเทียม และลดช่องว่างในการเรียนรู้ เพราะปัจจุบันการศึกษามีการพัฒนาก้าวไกลอย่างรวดเร็ว ต้องอาศัยสื่อการสอนมาสนับสนุน ไม่ว่าจะนักเรียนจะปกติหรือนักเรียนพิการก็ต้องการเรียนรู้ให้เท่าทันกันกับสิ่งใหม่ๆ ที่เกิดขึ้นอย่างเท่าเทียม&#8230;.</span></p>
<p><span style="color: #000000;"> </span></p>
<p><span style="color: #000000;"> </span></p>
<p><span style="color: #000000;">ทที่มา : นสพ.มติชน วันคารที่ 16  มี.ค. 2553<br />
 </span></p>
<p><span style="color: #000000;"> </span></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.saisawankhayanying.com/s-featured/multi-point/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>รายงานยูเอ็นชี้ &#8216;บุรุษ-สตรี&#8217; ยังไม่เท่าเทียม</title>
		<link>http://www.saisawankhayanying.com/s-featured/un/</link>
		<comments>http://www.saisawankhayanying.com/s-featured/un/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 09 Mar 2010 11:51:10 +0000</pubDate>
		<dc:creator>aof</dc:creator>
				<category><![CDATA[S.FEATURED]]></category>
		<category><![CDATA[S.HIGHLIGHTS]]></category>
		<category><![CDATA[บุรุษ]]></category>
		<category><![CDATA[บทบาทสตรี]]></category>
		<category><![CDATA[พลเมืองโลก]]></category>
		<category><![CDATA[กฏหมาย]]></category>
		<category><![CDATA[กลุ่มชาติเอเชียแปซิฟิก]]></category>
		<category><![CDATA[กลุ่มสตรี]]></category>
		<category><![CDATA[การพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก]]></category>
		<category><![CDATA[การศึกษา]]></category>
		<category><![CDATA[การสาธารณสุข]]></category>
		<category><![CDATA[สหประชาชาติ]]></category>
		<category><![CDATA[สังคมอินเดีย]]></category>
		<category><![CDATA[สตรี]]></category>
		<category><![CDATA[ผู้หญิง]]></category>
		<category><![CDATA[ทางสังคม]]></category>
		<category><![CDATA[นักการเมืองสตรี]]></category>
		<category><![CDATA[นางเฮเลน คลาร์ก]]></category>
		<category><![CDATA[โครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ]]></category>
		<category><![CDATA[เพศชาย]]></category>
		<category><![CDATA[UN]]></category>
		<category><![CDATA[United Nations]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.saisawankhayanying.com/?p=1910</guid>
		<description><![CDATA[บทบาทสตรีโดยเฉพาะอย่างยิ่งในเอเชียแปซิฟิก ยังถูกจำกัดอยู่มาก  ซึ่งส่งผลกระทบถึงการเติบโตทางเศรษฐกิจ และพัฒนาการของแต่ละประเทศ ตามรายงานของสหประชาชาติว่าด้วยการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์&#8230;
     รายงานของสหประชาชาติ ว่าด้วยการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก เนื่องในโอกาสวันสตรีสากล 8 มี.ค. ระบุถึงบทบาทสตรีในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ด้านเศรษฐกิจและการเมือง ยังถูกจำกัดอยู่มาก ซึ่งส่งผลกระทบถึงการเติบโตทางเศรษฐกิจ และพัฒนาการของแต่ละประเทศ นอกเหนือจากปัญหาการปกป้องสตรีจากการถูกใช้ความรุนแรงหรือการได้รับสิทธิครอบครองอสังหาริมทรัพย์
      นางเฮเลน คลาร์ก หัวหน้าโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ หรือยูเอ็นดีพี กล่าวว่า [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<h3><span style="color: #000000;">บทบาทสตรีโดยเฉพาะอย่างยิ่งในเอเชียแปซิฟิก ยังถูกจำกัดอยู่มาก  ซึ่งส่งผลกระทบถึงการเติบโตทางเศรษฐกิจ และพัฒนาการของแต่ละประเทศ ตามรายงานของสหประชาชาติว่าด้วยการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์&#8230;<span id="more-1910"></span></span><a href="http://www.saisawankhayanying.com/wp-content/uploads/2010/03/un_logo.jpg"><span style="color: #000000;"><img class="aligncenter size-full wp-image-1914" title="ภาพโลโก้ของสหประชาชาติ" src="http://www.saisawankhayanying.com/wp-content/uploads/2010/03/un_logo.jpg" alt="" width="380" height="380" /></span></a></h3>
<p><span style="color: #000000;">     รายงานของสหประชาชาติ ว่าด้วยการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก เนื่องในโอกาสวันสตรีสากล 8 มี.ค. ระบุถึงบทบาทสตรีในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ด้านเศรษฐกิจและการเมือง ยังถูกจำกัดอยู่มาก ซึ่งส่งผลกระทบถึงการเติบโตทางเศรษฐกิจ และพัฒนาการของแต่ละประเทศ นอกเหนือจากปัญหาการปกป้องสตรีจากการถูกใช้ความรุนแรงหรือการได้รับสิทธิครอบครองอสังหาริมทรัพย์</span></p>
<p><span style="color: #000000;">      นางเฮเลน คลาร์ก หัวหน้าโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ หรือยูเอ็นดีพี กล่าวว่า ปัญหาอยู่ที่การตั้งเป้าหมายทางสังคม ผู้หญิงต้องได้รับสิทธิเท่าเทียมกับผู้ชาย ตัวอย่างเช่น ปัญหาผู้หญิงถูกกีดกันเข้าทำงาน ทำให้เฉพาะภูมิภาคเอเชียแปซิฟิกต้องสูญเสียเงินแต่ละปีมากถึง 89,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ แม้ว่าสตรีในกลุ่มชาติเอเชียแปซิฟิกได้รับโอกาสมากขึ้น ทั้งด้านการศึกษา การสาธารณสุข และสภาพความเป็นอยู่ดีขึ้น แต่กลุ่มสตรียังถูกสกัดกั้นโอกาสมากกว่ากลุ่มผู้ชายอยู่ดี ซึ่งภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ติดกลุ่มสถานการณ์แย่ที่สุดแห่งหนึ่งของโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งสิทธิเท่าเทียมด้านการถูกจ้างงาน การเป็นตัวแทนทางการเมือง สิทธิทางกฏหมายต่างๆ รวมถึงการครอบครองที่ดิน อสังหาริมทรัพย์ ปศุสัตว์ ธุรกิจ ทำให้สตรีแทบไม่มีโอกาสครอบครองสิ่งเหล่านั้นเมื่อเทียบกับเพศชาย</span></p>
<p><span style="color: #000000;">       อีกตัวอย่างหนึ่งในสังคมอินเดีย นักการเมืองสตรีท้องถิ่นรายหนึ่ง ถูกรังควาญโดยการปล่อยข่าวว่าเธอสำส่อนทางเพศ ทำให้เธอตกเป็นเหยื่อ ถูกโทรศัพท์รังควาญทางเพศ และถูกพูดจาเย้ยหยัน ระหว่างการประชุมสภาท้องถิ่น ซึ่งปัญหาลักษณะนี้ต้องได้รับการแก้ไขเร่งด่วน เพราะพัฒนาการทางสังคมจะเกิดขึ้นไม่ได้ ถ้ากลุ่มสตรีหรือพลเมืองโลก 50 เปอร์เซ็นต์ ยังถูกละเลยเรื่องนี้</span></p>
<p><span style="color: #000000;">ที่มา :นสพ.ไทยรัฐ วันที่ 9 มีนาคม 2553</span></p>
<p><span style="color: #000000;"> </span></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.saisawankhayanying.com/s-featured/un/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>ผลวิจัยเด็กไทย 1 ใน 4 สมองทึบ &#8220;หมอประเวศ&#8221; ชี้จีดีพีไม่ใช่เป้า</title>
		<link>http://www.saisawankhayanying.com/s-featured/g-d-p/</link>
		<comments>http://www.saisawankhayanying.com/s-featured/g-d-p/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 18 Feb 2010 04:04:42 +0000</pubDate>
		<dc:creator>aof</dc:creator>
				<category><![CDATA[S.FEATURED]]></category>
		<category><![CDATA[S.HIGHLIGHTS]]></category>
		<category><![CDATA[ชุมชน]]></category>
		<category><![CDATA[พัฒนาการทางสมอง]]></category>
		<category><![CDATA[การศึกษา]]></category>
		<category><![CDATA[รศ.นพ.วิชัย เอกพลากร]]></category>
		<category><![CDATA[ศ.นพ.ประเวศ วะสี]]></category>
		<category><![CDATA[สมองทึบ]]></category>
		<category><![CDATA[สำนักงานสำรวจสุขภาพประชาชนไทย]]></category>
		<category><![CDATA[สิ่งแวดล้อม]]></category>
		<category><![CDATA[สุขภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[หลักสูตร]]></category>
		<category><![CDATA[อาหาร]]></category>
		<category><![CDATA[ผลวิจัย]]></category>
		<category><![CDATA[ผลสำรวจ]]></category>
		<category><![CDATA[จีดีพี]]></category>
		<category><![CDATA[ข้อมูลสุขภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[คอนเวนชั่น]]></category>
		<category><![CDATA[ตรวจสุขภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[โรงแรมมิราเคิล แกรนด์]]></category>
		<category><![CDATA[โรงเรียน]]></category>
		<category><![CDATA[ไอคิว]]></category>
		<category><![CDATA[เชาว์ปัญญา]]></category>
		<category><![CDATA[เด็ก]]></category>
		<category><![CDATA[เด็กไทย]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.saisawankhayanying.com/?p=1625</guid>
		<description><![CDATA[ผลจากการสำรวจเบื้องต้นชี้ให้เห็นว่าพัฒนาการของเด็กลดลงเมื่อเริ่มเข้าโรงเรียนแสดงให้เห็นว่าสิ่งแวดล้อม การศึกษา อาหารมีส่วนประกอบทำให้เด็กไอคิวแย่ลง ซึ่งควรนำข้อมูลดังกล่าวไปสู่การวางแผนปรับแก้การกระตุ้นพัฒนาของเด็กตั้งแต่แรกเกิด

               ศ.นพ.ประเวศ วะสี ราษฎรอาวุโสบรรยายพิเศษ &#8220;ข้อมูลสุขภาพเข้มข้นสุขภาพชุมชนเข้มแข็ง&#8221; ในการประชุมวิชาการระบบข้อมูลข่าวสารสุขภาพแห่งชาติครั้งที่ 1 ระหว่างวันที่ 17-19 กุมภาพันธ์นี้ที่โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ คอนเวนชั่นว่าการพัฒนาประเทศไม่ควรใช้ผลิตภัณฑ์มวลการพัฒนาประเทศ (จีดีพี) เป็นเป้าหมายสูงสุดในการพัฒนาประเทศ แต่ควรตั้งเป้าหมายไปที่การมีสุขภาพดี เพราะสุขภาพหมายถึงทุกอย่างทั้งกายและใจ ซึ่งประเทศไทยมีทรัพยากรแพทย์พอที่จะทำให้ประชาชนมีสุขภาพดีได้ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<h3><span style="color: #000000;">ผลจากการสำรวจเบื้องต้นชี้ให้เห็นว่าพัฒนาการของเด็กลดลงเมื่อเริ่มเข้าโรงเรียนแสดงให้เห็นว่าสิ่งแวดล้อม การศึกษา อาหารมีส่วนประกอบทำให้เด็กไอคิวแย่ลง ซึ่งควรนำข้อมูลดังกล่าวไปสู่การวางแผนปรับแก้การกระตุ้นพัฒนาของเด็กตั้งแต่แรกเกิด<span id="more-1625"></span></span></h3>
<p><a href="http://www.saisawankhayanying.com/wp-content/uploads/2010/02/student.jpg"><span style="color: #000000;"><img class="aligncenter size-full wp-image-1627" title="ภาพเด็กหญิงสองคนอ่านหนังสือ" src="http://www.saisawankhayanying.com/wp-content/uploads/2010/02/student.jpg" alt="" width="400" height="300" /></span></a><a href="http://www.saisawankhayanying.com/wp-content/uploads/2010/02/GDP.jpg"></a></p>
<p><span style="color: #000000;">               ศ.นพ.ประเวศ วะสี ราษฎรอาวุโสบรรยายพิเศษ &#8220;ข้อมูลสุขภาพเข้มข้นสุขภาพชุมชนเข้มแข็ง&#8221; ในการประชุมวิชาการระบบข้อมูลข่าวสารสุขภาพแห่งชาติครั้งที่ 1 ระหว่างวันที่ 17-19 กุมภาพันธ์นี้ที่โรงแรมมิราเคิล แกรนด์ คอนเวนชั่นว่าการพัฒนาประเทศไม่ควรใช้ผลิตภัณฑ์มวลการพัฒนาประเทศ (จีดีพี) เป็นเป้าหมายสูงสุดในการพัฒนาประเทศ แต่ควรตั้งเป้าหมายไปที่การมีสุขภาพดี เพราะสุขภาพหมายถึงทุกอย่างทั้งกายและใจ ซึ่งประเทศไทยมีทรัพยากรแพทย์<a href="http://www.saisawankhayanying.com/wp-content/uploads/2010/02/1300352.jpg"><img class="alignright size-thumbnail wp-image-1636" title="ภาพเด็กๆยืนชูมือ" src="http://www.saisawankhayanying.com/wp-content/uploads/2010/02/1300352-150x150.jpg" alt="" width="150" height="150" /></a>พอที่จะทำให้ประชาชนมีสุขภาพดีได้ แต่ต้องทำให้เกิดการพัฒนาอย่างสมดุล หากนำข้อมูลมาคิดและปฏิบัติและวิเคราะห์ ก็จะเกิดเป็นความรู้<a href="http://www.saisawankhayanying.com/wp-content/uploads/2010/02/1300351.jpg"></a></span></p>
<p><span style="color: #993300;"><span style="color: #000000;">          &#8220;การพัฒนาระบบสุขภาพดีควรมีการสำรวจประชากร เช่น คนจน พิการ คนชรา ว่าถูกทอดทิ้งหรือไม่ เท่าไร เพื่อเป็นข้อมูลพื้นฐานในการช่วยเหลือ ขณะที่ภาครัฐ หน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่างๆ ต้องทำงานเชิงรุก อย่างบางจังหวัดมีพยาบาลเอยะ ก็ควรมีระบบส่งเสริมให้พยาบาลไปเป็นอาสาพยาบาลในชุมชน โดยอาจเพิ่มแรงจูงใจ ซึ่งหากมีการดำเนินการมากขึ้นก็อาจจะจัดตั้งเป็นคลีนิคพยาบาลเวชปฏิบัติขยายไปตามศูนย์อนามัยต่างๆ ได้อีกทาง&#8221; ศ.นพ.ประเวศกล่าว</span><a href="http://www.saisawankhayanying.com/wp-content/uploads/2010/02/130035.jpg"></a></span></p>
<p><span style="color: #000000;">          รศ.นพ.วิชัย เอกพลากร ผู้อำนวยการสำนักงานสำรวจสุขภาพประชาชนไทย เปิดเผยผลสำรวจสุขภาพประชาชนไทยทั่วประเทศใน 21 จังหวัด ครั้งที่ 4 ตั้งแต่ปี 2551-2552 โดยการสัมภาษณ์ ตรวจสุขภาพ ในกลุ่มตัวอย่างอายุ 1-14 ปี จำนวน 9,000 คน ในเรื่องการพัฒนาการทางสมอง เบื้องต้นพบข้อมูลน่าตกใจ เพราะมีเด็กที่มีเชาว์ปัญญาต่ำกว่าเกณฑ์เฉลี่ยมาตรฐาน (ไอคิวมาตรฐานอยู่ที่ระดับ 90) สูงประมาณ 1 ใน 4 หรือประมาณร้อยละ 25 ส่วนเด็กไอคิวปกติอยู่ที่ร้อยละ 40 และไอคิวเกินมาตรฐานแบ่งเป็นสมองดีร้อยละ 12 ฉลาดร้อยละ 3 และอัจฉริยะร้อยละ 2</span></p>
<p><span style="color: #993300;"><a href="http://www.saisawankhayanying.com/wp-content/uploads/2010/02/641.jpg"><span style="color: #000000;"><img class="alignleft size-thumbnail wp-image-1630" title="ภาพหมอกำลังตรวจฟังให้เด็กๆ" src="http://www.saisawankhayanying.com/wp-content/uploads/2010/02/641-150x150.jpg" alt="" width="150" height="150" /></span></a><span style="color: #000000;"> </span><a href="http://www.saisawankhayanying.com/wp-content/uploads/2010/02/64.jpg"></a><span style="color: #000000;">         &#8220;ผลจากการสำรวจเบื้องต้นชี้ให้เห็นว่าพัฒนาการของเด็กลดลงเมื่อเริ่มเข้าโรงเรียนแสดงให้เห็นว่าสิ่งแวดล้อม การศึกษา อาหารมีส่วนประกอบทำให้เด็กไอคิวแย่ลง ซึ่งควรนำข้อมูลดังกล่าวไปสู่การวางแผนปรับแก้การกระตุ้นพัฒนาของเด็กตั้งแต่แรกเกิด ซึ่งที่ผ่านมาจากการสำรวจหลายครั้งก็ยังได้ผลใกล้เคียงกับตัวเลขดังกล่าว ทั้งนี้ โฮกาสที่จะพัฒนาเด็กให้มีไอคิวดีขึ้นสามารถทำได้ด้วยการเปลี่ยนสิ่งแวดล้อม อาหาร หลักสูตร การศึกษา อาจจะสามารถแก้ปัญหาได้&#8221; รศ.นพ.วิชัยกล่าว และว่า เด็กไทยมีภาวะอ้วนเพิ่มขึ้นจากสารอาหารเกินร่างกายจภำเป็น โดยเฉพาะอาหารขยะมีไขมันสูงต่างจากอดีตที่เด็กไทยมีปัญหาขาดสารอาหาร ผอม แห้ง และพบว่าค่าเฉลี่ยความสูงของเด็กไทยมากขึ้นในทุกช่วงวัย.</span></span></p>
<p><span style="color: #000000;">        </span></p>
<p><span style="color: #000000;"><!--more--></span></p>
<p><span style="color: #000000;">  ที่มา: หนังสือพิมพ์มติชน วันที่ 18 กุมภาพันธ์ /2553</span></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.saisawankhayanying.com/s-featured/g-d-p/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>1</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>นายกฯเปิดทีวีครู&#8221;ทีชเชอร์ชาแนล&#8221; แลกประสบการณ์สอน ตั้งเป้าครูพันธ์ใหม่3หมื่นอัตรา-ขึ้นค่าตอบแทนปีนี้</title>
		<link>http://www.saisawankhayanying.com/s-report/apisit-1/</link>
		<comments>http://www.saisawankhayanying.com/s-report/apisit-1/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 18 Jan 2010 02:46:57 +0000</pubDate>
		<dc:creator>aof</dc:creator>
				<category><![CDATA[S.FEATURED]]></category>
		<category><![CDATA[S.HIGHLIGHTS]]></category>
		<category><![CDATA[S.REPORT]]></category>
		<category><![CDATA[apisit]]></category>
		<category><![CDATA[การศึกษา]]></category>
		<category><![CDATA[การเรียน]]></category>
		<category><![CDATA[วันครู]]></category>
		<category><![CDATA[อภิสิทธิ์]]></category>
		<category><![CDATA[ทีชเชอร์ชาแนล]]></category>
		<category><![CDATA[ทีวีครู]]></category>
		<category><![CDATA[ครูพันธุ์ใหม่]]></category>
		<category><![CDATA[นายก]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.saisawankhayanying.com/?p=816</guid>
		<description><![CDATA[&#8220;มาร์ค&#8221;เปิด&#8221;โทรทัศน์ครู&#8221;เม.ย.นี้ ออกอากาศทาง&#8221;ทีวีไทย-ดาวเทียม&#8221; เป็นเวทีกลางให้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์สอน ตั้งเป้าสร้างครูพันธ์ใหม่ 30,000 อัตรา เร่งรัดผลักดันร่าง พ.ร.บ.เงินเดือนครู-เงินวิทยฐานะ ลั่นปี′53 ขึ้นค่าตอบแทนให้แน่


            นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวในรายการ &#8220;เชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯอภิสิทธิ์&#8221; เมื่อวันที่ 17 มกราคม โดยนำเทปบันทึกการพูดคุยกับตัวแทนข้าราชการครูจากภาคต่างๆ รวมทั้งครูเอกชน [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<h3 style="margin-bottom: 12pt;"><span style="color: #000000;">&#8220;<span lang="TH">มาร์ค&#8221;เปิด&#8221;โทรทัศน์ครู&#8221;เม.ย.นี้ ออกอากาศทาง&#8221;ทีวีไทย-ดาวเทียม&#8221; เป็นเวทีกลางให้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์สอน ตั้งเป้าสร้างครูพันธ์ใหม่ </span>30,000 <span lang="TH">อัตรา เร่งรัดผลักดันร่าง พ.ร.บ.เงินเดือนครู-เงินวิทยฐานะ ลั่นปี</span>′53 <span lang="TH">ขึ้นค่าตอบแทนให้แน่</span></span></h3>
<p style="margin-bottom: 12pt;"><span style="color: #0099cc;"><span lang="TH"><span style="color: #000000;"><span id="more-816"></span></span></span></span></p>
<p style="margin-bottom: 12pt;"><span style="color: #0099cc;"><span lang="TH"><span style="color: #000000;"><img class="aligncenter size-medium wp-image-818" title="ภาพ นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี " src="http://www.saisawankhayanying.com/wp-content/uploads/2010/01/article-2154-1p01apisit-300x300.jpg" alt="article-2154--1p01apisit" width="300" height="300" /></span></span></span></p>
<p><strong><span style="color: #000000;">            นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี กล่าวในรายการ &#8220;เชื่อมั่นประเทศไทยกับนายกฯอภิสิทธิ์&#8221;</span></strong><span style="color: #000000;"> เมื่อวันที่ 17 มกราคม โดยนำเทปบันทึกการพูดคุยกับตัวแทนข้าราชการครูจากภาคต่างๆ รวมทั้งครูเอกชน ครูการศึกษานอกระบบ และผู้บริหารสถานศึกษาเนื่องในโอกาสวันครู เมื่อวันที่ 16 มกราคมที่ผ่านมา มาออกรายการ โดยนายอภิสิทธิ์กล่าวว่า อยากจะบอกครูทุกคนว่า ในเดือนเมษายนนี้จะมีสถานีโทรทัศน์ครู หรือทีชเชอร์ชาแนล เพื่อเป็นเวทีกลางให้ครูได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์ร่วมกัน โดยจะออกอากาศทางสถานีโทรทัศน์ทีวีไทย และโทรทัศน์ผ่านดาวเทียม<br />
              ส่วนเรื่องงบประมาณที่ผู้บริหารสถานศึกษาต้องการเร่งรัดให้ถึง โรงเรียนโดยเร็วนั้น ขอให้ความมั่นใจว่า งบประมาณด้านการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานของสถานศึกษาจะมีอย่างต่อเนื่อง ทั้งงบประมาณในโครงการผลิตครูพันธุ์ใหม่ งบประมาณอบรมพัฒนาครูประจำการ ซึ่งขณะนี้งบฯบางส่วนต้องรอกฎหมาย โดยรัฐสภาจะเปิดการประชุมในสัปดาห์หน้า และจะเร่งรัดผลักดันร่าง พ.ร.บ.เงินเดือนครูและเงินวิทยฐานะด้วย<br />
                นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า สำหรับเรื่องการปฏิรูปการศึกษาในทศวรรษที่สองนั้น ตามแนวทางการปฏิรูปจะเน้นเรื่องคุณภาพที่จะส่งผลถึงเด็กนักเรียนโดยตรง ไม่เน้นเรื่องการปรับโครงสร้างหน่วยงานการศึกษาอีก ซึ่งที่ผ่านมาก็มีการดำเนินการเรื่องอื่นๆ ควบคู่ไปกับการปรับโครงสร้าง อย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับว่า เมื่อมีการรวมหน่วยงานเข้าด้วยกันก็อาจจะเกิดปัญหาขึ้น เช่น หน่วยงานประถมศึกษากับมัธยมศึกษา การศึกษาขั้นพื้นฐานกับอุดมศึกษา ซึ่งจะหารือกับนายชินวรณ์ บุณยเกียรติ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) คนใหม่ ว่าในการปฏิรูปการศึกษารอบใหม่จะต้องรับฟังผู้ปฏิบัติงานจริงๆ แต่ต้องไม่ทำให้ปัญหาเรื่องโครงสร้างหน่วยงาน หรือการถ่ายโอนลุกลามกลายเป็นปัญหาทางการเมือง หรือเกิดข้อขัดแย้งจนทำให้การพัฒนาหลักสูตร ครูและบุคลากรทางการศึกษา และเรื่องคุณภาพได้รับผลกระทบ<img class="alignright size-thumbnail wp-image-819" title="ภาพครูสอนเด็กๆในห้องเรียน" src="http://www.saisawankhayanying.com/wp-content/uploads/2010/01/12-07-50veetee-150x150.jpg" alt="12-07-50veetee" width="150" height="150" /><br />
               &#8221;การที่นายชินวรณ์มาเป็นรัฐมนตรีว่าการ ศธ.จะไม่กระทบกับนโยบายการศึกษาที่ทำอยู่ เพราะนายชินวรณ์ก็เป็นคนที่ร่วมกับผมทำนโยบายด้านการศึกษามาโดยตลอด&#8221; นายอภิสิทธิ์กล่าว และว่า สำหรับปัญหาของสถานศึกษาเอกชนนั้น จะเข้าไปดูว่าปัญหาเรื่องครูเอกชนมีความเหลื่อมล้ำกับครูในสังกัดรัฐบาล อย่างไร และจะแก้ไขในรูปแบบใด ส่วนเรื่องสัดส่วนการรับนักเรียน นักศึกษาของภาครัฐและเอกชนนั้น รัฐบาลกำหนดเป็นนโยบายว่าต้องส่งเสริมให้ภาคเอกชนเข้ามามีส่วนร่วมในการ จัดการศึกษา แต่ก็ยอมรับว่า ผลจากนโยบายเรียนฟรี 15 ปีอย่างมีคุณภาพ ทำให้เด็กไหลมาเรียนในสถานศึกษารัฐมากขึ้น แต่ต่อไปเมื่อกติกาของนโยบายเรียนฟรีชัดเจนขึ้น เชื่อว่าเด็กจะไหลกลับไปภาคเอกชน<br />
             ผู้สื่อข่าวรายงาน ตัวแทนครูในแต่ละภาต่างนำเสนอปัญหาในพื้นที่เ พื่อฝากรัฐบาลผ่านทางนายกฯ ให้แก้ไข  อาทิ ตัวแทนครูที่อยู่ใน 3 จังหวัดชายแดนภาคใต้ ขอความเห็นใจเรื่องการทำผลงานการศึกษา เพราะในพื้นที่ต้องอยู่กันอย่างลำบาก ต้องคอยระวังเรื่องความปลอดภัย เพราะเกิดเหตุการณ์ความไม่สงบในพื้นที่อยู่ตลอด ฉะนั้น รัฐบาลควรทำแนวการประเมินการทำผลงานวิชาการที่ให้น้ำหนักกับประเด็นที่ เกี่ยวข้องกับการจัดการเรียนการสอนโดยตรงให้มากขึ้น ส่วนของครูในภาคอีสานที่ส่วนใหญ่มีปัญหาเรื่องหนี้สิน นอกจากนี้ ที่เห็นตรงกันคือ เรื่องครูอัตราจ้างที่ในปัจจุบันมีจำนวนไม่น้อยที่ไม่ได้รับการบรรจุเป็นข้า ราชการสักที<br />
              นายอภิสิทธิ์กล่าวว่า ในหลายรัฐบาลที่ผ่านมา ได้พยายามที่จะดูแลและแก้ปัญหาของครูมาโดยตลอด  เช่น การลดดอกเบี้ยเงินกู้ และการเพิ่มในเรื่องของสวัสดิการ ส่วนการที่รัฐบาลปฏิรูปการศึกษาครั้งที่แล้วได้มีการพูดถึงเรื่องของการ พัฒนาวิชาชีพครู เรื่องของเงินเดือน เงินวิทยฐานะ และในปี 2553 ในส่วนของระบบราชการทั้งหมด มีความตั้งใจว่าจะมีการขึ้นค่าตอบแทน<br />
              &#8220;กรณีที่การประเมินผลงานเพื่อเลื่อนวิทยฐานะ ซึ่งบางพื้นที่มีหลักเกณฑ์การประเมินที่ไม่เหมือนกัน ผมยอมรับและเข้าใจว่าการเลื่อนวิทยฐานะยังมีปัญหาอยู่มาก ซึ่งรัฐบาลจะพยายามปรับปรุงและเข้ามาดูแลปัญหานี้ ปีที่ผ่านมารัฐบาลได้กระตุ้นให้มีการคืนครูให้นักเรียน ทำให้ภารกิจของครูสะสมเพิ่มขึ้นมีอะไรก็ให้ครูทำหมด อีกทั้งรัฐบาลยังมีโครงการครูพันธ์ใหม่ เรากำลังพยายามจะเริ่มให้ได้ 2,000 คน และตลอดระยะเวลาอีก 3 &#8211; 4 ปีข้างหน้า ก็อีกประมาณ 30,000 คน และโครงการที่จะฝึกอบรมพัฒนาบุคลากรจะให้ครอบคลุมประมาณ 450,000 คน&#8221; นายอภิสิทธิ์กล่าว<!--more--></span></p>
<p><span style="color: #000000;"> </span></p>
<p><span style="color: #000000;">ที่มา นสพ.มติชน</span></p>
<p><span style="color: #000000;"> </span></p>
<p style="margin-bottom: 12pt;"><span style="color: #0099cc;"><span lang="TH"><span style="color: #000000;"> </span></span></span></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.saisawankhayanying.com/s-report/apisit-1/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>พยาบาลที่โลกลืม รพ.วิกฤติปิดวอร์ด</title>
		<link>http://www.saisawankhayanying.com/s-featured/nurse/</link>
		<comments>http://www.saisawankhayanying.com/s-featured/nurse/#comments</comments>
		<pubDate>Thu, 31 Dec 2009 15:07:33 +0000</pubDate>
		<dc:creator>aof</dc:creator>
				<category><![CDATA[S.FEATURED]]></category>
		<category><![CDATA[S.HIGHLIGHTS]]></category>
		<category><![CDATA[พยาบาล]]></category>
		<category><![CDATA[การศึกษา]]></category>
		<category><![CDATA[รพ]]></category>
		<category><![CDATA[ราชวิถึ]]></category>
		<category><![CDATA[วิชาชีพ]]></category>
		<category><![CDATA[หมอ]]></category>
		<category><![CDATA[ผูป่วย]]></category>
		<category><![CDATA[ขาดแคลน]]></category>
		<category><![CDATA[แพทย์]]></category>
		<category><![CDATA[โรงพยาบาบ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.saisawankhayanying.com/?p=392</guid>
		<description><![CDATA[          เจ็บป่วยไม่สบาย สิ่งแรกที่เรานึกถึงและร้องเรียกหาหมอ&#8230;แทบจะไม่มีใครคิดถึงพยาบาลกันเลย  ทั้งที่พยาบาลมีความสำคัญต่อผู้ป่วยไม่น้อยไปกว่าแพทย์&#8230;ที่สำคัญเป็นบุคลากรดูแลคนป่วยใกล้ชิดยิ่งกว่าแพทย์&#8230;&#8230;
ที่มา: นสพ.ไทยรัฐ วันพฤหัวบดีที่ 24 ธันวาคม 2552
             เพราะไม่มีใครให้ความสำคัญกับพยาบาลเลย ทำให้แทบไม่มีใครรู้เลยว่า วันนี้ประเทศไทยกำลังมีปัญหาเรื่องขาดแคลนพยาบาลที่จะมาทำหน้าที่ช่วยเหลือแพทย์ดูแลผู้ป่วย ขาดแคลนถึงขั้นโรงพยาบาลของรัฐหลายแห่งไม่สามารถให้ บริการรักษาผู้ป่วยได้อย่างเต็มที่
          
             &#8221;การสำรวจเมื่อปี 2551 เราพบว่า กว่าร้อยละ 70 ของโรงพยาบาลขนาดใหญ่ [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<h2><span style="color: #008000;"><span style="color: #800000;">         <span style="color: #000000;"> เจ็บป่วยไม่สบาย สิ่งแรกที่เรานึกถึงและร้องเรียกหาหมอ&#8230;แทบจะไม่มีใครคิดถึงพยาบาลกันเลย  ทั้งที่พยาบาลมีความสำคัญต่อผู้ป่วยไม่น้อยไปกว่าแพทย์&#8230;ที่สำคัญเป็นบุคลากรดูแลคนป่วยใกล้ชิดยิ่งกว่าแพทย์&#8230;&#8230;</span></span><span style="color: #000000;"><span id="more-392"></span></span></span></h2>
<p><span style="color: #000000;">ที่มา: นสพ.ไทยรัฐ วันพฤหัวบดีที่ 24 ธันวาคม 2552<img class="size-full wp-image-394  aligncenter" title="sansai" src="http://www.saisawankhayanying.com/wp-content/uploads/2009/12/sansai.bmp" alt="sansai" /></span></p>
<p><span style="color: #000000;">             เพราะไม่มีใครให้ความสำคัญกับพยาบาลเลย ทำให้แทบไม่มีใครรู้เลยว่า วันนี้ประเทศไทยกำลังมีปัญหาเรื่องขาดแคลนพยาบาลที่จะมาทำหน้าที่ช่วยเหลือแพทย์ดูแลผู้ป่วย ขาดแคลนถึงขั้นโรงพยาบาลของรัฐหลายแห่งไม่สามารถให้ บริการรักษาผู้ป่วยได้อย่างเต็มที่<br />
          <img class="alignleft size-full wp-image-395" title="ภาพโลโก้ของสำนักกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ หรือ สสส.เป็นรูปคนสามมิตติคล้ายลักษณะคนสามคนกระโด่ดร่าเริง" src="http://www.saisawankhayanying.com/wp-content/uploads/2009/12/sss.bmp" alt="ภาพโลโก้ของสำนักกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ หรือ สสส. " /></span></p>
<p><span style="color: #000000;">             &#8221;การสำรวจเมื่อปี 2551 เราพบว่า กว่าร้อยละ 70 ของโรงพยาบาลขนาดใหญ่ ที่มีจำนวนเตียง 100 เตียงขึ้นไป ทั้งภาครัฐและเอกชน ซึ่งมีประมาณ 200 แห่งทั่วประเทศ ประสบปัญหาการขาดแคลนพยาบาล ถึงระดับที่ต้องปิด Ward หรือหอพยาบาลผู้ป่วยในบางแผนก เพราะไม่สามารถให้บริการได้ตามเป้าหมาย<br />
              <strong>ยกตัวอย่าง</strong> รพ.ราชวิถี หมอโรคหัวใจจะผ่าตัดให้ผู้ป่วย หมอมีพร้อมแต่ผ่าตัดให้ไม่ได้ เนื่องจากขาดพยาบาลที่จะมาดูแลผู้ป่วยหลังผ่าตัด&#8221;<br />
              ดร.กฤษดา แสวงดี นักวิชาการพยาบาลชำนาญการพิเศษ หัวหน้าโครงการวิจัย &#8220;สุขภาพและชีวิตการทำงานของพยาบาลวิชาชีพในประเทศไทย&#8221; โครงการวิจัยระยะยาว 20 ปี (2552-2557) ภายใต้การสนับสนุนของสถาบันวิจัยระบบสาธารณสุข (สวรส.) และสำนักกองทุนสนับสนุนการสร้างเสริมสุขภาพ (สสส.) ชี้ให้เห็นปัญหาขาดแคลนพยาบาลของประเทศไทย บ้านเราขาดแคลนพยาบาลขนาดไหน&#8230;สัดส่วนของประชากรต่อพยาบาล ในประเทศที่เจริญแล้ว อย่างญี่ปุ่น สหรัฐอเมริกา อยู่ที่ พยาบาล 1 คน ต่อ ประชากร 200 คน ประเทศใกล้บ้านเรา สิงคโปร์ พยาบาล 1 คน ต่อประชากร 250 คน<br />
มาเลเซีย พยาบาล 1 คน ต่อประชากร 300 คน เรา พยาบาล 1 คน ต่อประชากร 700 คน&#8230;เท่ากับอินโดนีเซีย<br />
             &#8220;เมื่อก่อนบ้านเรามาตรฐานแย่กว่านี้ ในช่วงปี 2520 อัตราสัดส่วนพยาบาลต่อประชากรอยู่ที่ พยาบาล 1 คน ต่อประชากร 2,000 คน แต่หลังจากรัฐบาลมีนโยบายผลิตพยาบาลเพิ่มมากขึ้น เป็นปีละ 6,000 คน ทำให้จำนวนพยาบาลเพิ่มมากขึ้นมาเรื่อยๆ<br />
              แต่เมื่อเกิดวิกฤติเศรษฐกิจในปี 2540 รัฐบาลมีนโยบายคุมกำเนิดข้าราชการ ลดการบรรจุข้าราชการ การผลิตพยาบาลเลยถูกลดจำนวนลงเหลือ 4,500 คน ตอนนั้นปัญหาก็ยังไม่รุนแรงเท่าไร&#8221;ดร.กฤษดา ให้ข้อมูลว่า ปัญหาการขาดแคลน เริ่มมาปะทุรุนแรงอย่างเห็นได้ชัด ในช่วงรัฐบาลเริ่มใช้นโยบาย 30 บาท รักษาทุกโรค&#8230;จำนวนผู้ป่วยเข้ามาใช้บริการในโรงพยาบาลของรัฐเพิ่มมากขึ้น<br />
              จากเดิมในปี 2546 มีผู้ป่วยนอกเข้ามาใช้บริการ 111.95 ล้านครั้ง&#8230;ปี 2551 เพิ่มเป็น 128.73 ล้านครั้ง ผู้ป่วยในที่ต้องนอนรักษาตัวในโรงพยาบาลจาก 4.3 ล้านรายในปี 2546&#8230;เพิ่มเป็น 4.95 ล้านรายในปี 2551 ไม่เพียงแต่โรงพยาบาลรัฐเท่านั้นที่จำนวนผู้มาใช้บริการเพิ่มขึ้น โรงพยาบาลเอกชนก็ไม่แพ้กัน&#8230;จากปี 2545 มีผู้ป่วยแค่ 15 ล้านราย เพิ่มเป็น 49.7 ล้านรายในปี 2549<img class="alignright size-thumbnail wp-image-396" title="ภาพพยาบาลกำลังเปิดหนังสือ" src="http://www.saisawankhayanying.com/wp-content/uploads/2009/12/nurse5-150x150.jpg" alt="................." width="150" height="150" /><br />
              เมื่อปริมาณการใช้บริการสุขภาพเพิ่มขึ้นมากอย่างนี้ ได้ก่อให้เกิดความไม่สมดุลระหว่างภาระงานที่เพิ่มอย่างมากและรวดเร็ว ผู้ป่วยเพิ่มมากขึ้น ความต้องการพยาบาลก็มีมากขึ้น พยาบาลเริ่มขาดแคลน โรงพยาบาลเอกชนเริ่มแย่งชิงตัวพยาบาลไปจากภาครัฐมากขึ้น&#8230;แต่ปัญหาแค่นี้ยังน้อยไป หลังจากยุค 30 บาท รัฐบาลมีนโยบายส่งเสริมการส่งออกบริการสุขภาพ ต้องการให้ประเทศไทยเป็นศูนย์กลางทางการแพทย์ในภูมิภาคเอเชีย ทำให้จำนวนผู้ป่วยจากต่างประเทศแห่แหนเข้ามารักษาตัวตามโรงพยาบาลเอกชนในประเทศไทยมากขึ้น<br />
             &#8221;จากเดิมปี 2543 มีต่างชาติมารักษาตัวในบ้านเรา 102,000 ราย เพิ่มเป็น 133,570 รายในปี 2549 และยังมีต่างชาติที่มาใช้บริการแบบผู้ป่วยภายนอกเพิ่มขึ้นจาก 1.8 ล้านครั้ง เป็น 2.6 ล้านครั้งด้วยเช่นกัน&#8221; การให้บริการกับต่างชาติที่คิดค่าบริการราคาแพง ต้องใช้พยาบาลดูแลมากขึ้น เพื่อจะได้ใกล้ชิดคนไข้มากขึ้น&#8230;ยิ่งกระตุ้นให้ปัญหาความ ขาดแคลนมากขึ้นเข้าไปอีก<br />
               อีกปัจจัยหนึ่งที่น่ากังวลในภาวะที่ประเทศไทยกำลังขาดแคลนพยาบาล&#8230;สังคมอนาคตอันใกล้ ประเทศไทย สังคมไทยต้องการพยาบาลมากกว่าวันนี้<br />
&#8220;อย่างที่รู้กัน   ขณะนี้สังคมไทยกำลังเปลี่ยนแปลงเข้าสู่การเป็นสังคมผู้สูงอายุอย่างรวดเร็ว จากเดิมเมื่อปี 2533 เรามีประชากรสูงอายุประมาณ 5 ล้านคน ปี 2550 เพิ่มมาเป็น 7.3 ล้านคน ปี 2573 คาดว่าจะเพิ่มจำนวนขึ้นถึง 17.7 ล้านคน หรือร้อยละ 20 ของประชากรทั้งหมด<br />
             แม้วันนี้การพัฒนาสาธารณสุขของประเทศไทยจะมีความก้าวหน้าอย่างมาก ผู้สูงอายุทุกวันนี้มีสุขภาพดีกว่าคนสมัยก่อนมาก แต่เมื่อประเทศไทยเป็นสังคมผู้สูงอายุ เป็นที่ทราบกันดีผู้สูงอายุเป็นวัยที่มีปัญหาเรื่องการเจ็บป่วยด้วยโรคเรื้อรัง โรคประจำตัวกันมาก ยิ่งมีความต้องการพยาบาลเข้ามาช่วยดูแลมากขึ้น มากกว่าคนวัยอื่นๆ&#8221;<br />
             </span><span style="color: #000000;"><strong>วันนี้ วันหน้า สังคมไทย ประเทศไทย ต้องการพยาบาลมากขึ้น&#8230; แต่ความต้องการเป็นพยาบาลกลับสวนทาง มีคนอยากเป็นพยาบาลน้อยลงไปทุกวัน<br />
คล้ายหลายอาชีพที่คนไทยยุคนี้ไม่อยากทำกัน&#8230;หาคนทำไม่ได้ ในที่สุดต้องพึ่งคนชาติอื่นมาทำแทน<br />
</strong>            &#8220;สังคมไทยเปลี่ยนไปมาก  ความต้องการเป็นพยาบาลของเด็กรุ่นใหม่มีน้อยลงมาก  ผิดกับในยุคปี 2510 ที่บูมมาก  คนที่มาสมัครสอบเข้าเรียนพยาบาลส่วนใหญ่ จะเป็นเด็กที่มีผลการเรียนดีระดับเก่งกันทั้งนั้น  แต่พอยุคสมัยนี้ มีอาชีพใหม่ๆ รายได้ดีกว่าให้ผู้หญิงได้เลือกทำมากขึ้น  ความต้องการเป็นพยาบาลก็เลยเปลี่ยนไป<br />
               เด็กที่มาสมัครเรียนพยาบาลจะมีคุณสมบัติเรียนไม่เก่งเท่าในอดีต นี่เป็นอีกปัญหาของการผลิตพยาบาลยุคนี้ วิชาพยาบาลนั้นต้องการคนที่เรียนดีพอสมควร แม้ไม่จำเป็นต้องเก่งเท่าคนเรียนหมอก็ตาม แต่วิชาที่พยาบาลต้องเรียนและนำไปใช้ในการทำงาน   เป็นวิชาเกี่ยวกับวิทยาศาสตร์การแพทย์ที่ต้องใช้คนเก่งเช่นกัน&#8221;<br />
              ไม่เพียงแต่เด็กรุ่นใหม่เท่านั้นไม่อยากเป็นพยาบาล ตัวพยาบาลที่ทำงานเป็นพยาบาลในทุกวันนี้  ก็ประสบปัญหาไม่อยากเป็นพยาบาลเช่นกัน  จากการสำรวจบุคลากรทางการพยาบาลพบว่า มีเป็นจำนวนมากที่ต้องลาออกหลังจากแต่งงานและมีภาระครอบครัว&#8230;เนื่องจากมีปัญหาสุขภาพ และทนสภาพการทำงานหนักไม่ไหว &#8220;คนไม่รู้ว่าแต่ละเดือนพยาบาลต้องทำงานหนักแค่ไหน ราชการทั่วไปทำงานเข้าเวรกันเดือนละ 22 วันหรือ 22 เวร แต่พยาบาลทำกันเดือนละ 32 เวร หลายคนอาจคิดว่าเข้าเวรเยอะได้เงินมาก นั่นก็จริง แต่การเข้าเวรโดยเฉพาะการเข้าเวรดึก นอนผิดเวลา นานติดต่อกันนาน 15 ปี มีโอกาสที่จะเป็นโรคมะเร็งเต้านมและมะเร็งลำไส้เพิ่มขึ้น&#8221;<br />
              <img class="alignleft size-thumbnail wp-image-398" title="ภาพการซ้อมปฐมพยาบาลของเหล่าพยาบาล" src="http://www.saisawankhayanying.com/wp-content/uploads/2009/12/nurse2-150x150.jpg" alt="nurse2" width="150" height="150" /> นอกจากนั้น อาชีพพยาบาลยังต้องเสี่ยงกับโรคที่เกิดขึ้นระหว่างปฏิบัติหน้าที่อีกต่างหาก จากการสำรวจพบว่า ในปี 2551 ในจำนวนพยาบาลที่เจ็บป่วยจากการปฏิบัติหน้าที่ ร้อยละ 34.7 ถูกเข็มฉีดยาหรือของมีคมบาด ร้อยละ 32.6 เจ็บป่วยติดเชื้อวัณโรคจากผู้ป่วย ร้อยละ 14.9 ถูกผู้ป่วยทำร้าย ร้อยละ 10 สิ่งคัดหลั่งจากผู้ป่วยกระเด็นถูกร่างกาย ล้วนแต่เป็นความเสี่ยงของพยาบาลที่จะติดเชื้อจากผู้ป่วยทั้งสิ้น<br />
             ด้วยเหตุนี้โครงการวิจัยปัญหาสุขภาพและชีวิตการทำงานพยาบาลระยะยาวจึงเกิดขึ้น ที่พยาบาลทั้งหลายสามารถตอบแบบสอบถามได้ที่<span style="color: #0000ff;"> </span></span><a rel="nofollow" href="mailto:tuangtipt@hotmail.com" target="_blank"><span style="color: #0000ff;">tuangtipt@hotmail.com</span></a><span style="color: #0000ff;"> <span style="color: #000000;">หรือ</span> </span><a rel="nofollow" href="mailto:ksawaengdee@gmail.com" target="_blank"><span style="color: #0000ff;">ksawaengdee@gmail.com</span></a><span style="color: #000000;"> เพื่อเป็นข้อมูลพื้นฐานในการปรับปรุงอาชีพพยาบาลให้ดีขึ้น เพื่อสร้างแรงจูงใจให้คนอยากเป็นพยาบาลมากขึ้น<br />
              เพื่อคนไทยจะได้ดูแลคนไทยกันไปอีกนานแสนนาน&#8230;เพราะเราไม่อยากได้แรงงานพม่า หรือกัมพูชามาทำแทน.</span></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.saisawankhayanying.com/s-featured/nurse/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>

