<?xml version="1.0" encoding="UTF-8"?>
<rss version="2.0"
	xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/"
	xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/"
	xmlns:dc="http://purl.org/dc/elements/1.1/"
	xmlns:atom="http://www.w3.org/2005/Atom"
	xmlns:sy="http://purl.org/rss/1.0/modules/syndication/"
	xmlns:slash="http://purl.org/rss/1.0/modules/slash/"
	>

<channel>
	<title>สายสวรรค์ ขยันยิ่ง &#187; ผู้ป่วย</title>
	<atom:link href="http://www.saisawankhayanying.com/tag/%e0%b8%9c%e0%b8%b9%e0%b9%89%e0%b8%9b%e0%b9%88%e0%b8%a7%e0%b8%a2/feed/" rel="self" type="application/rss+xml" />
	<link>http://www.saisawankhayanying.com</link>
	<description>สายสวรรค์ ขยันยิ่ง</description>
	<lastBuildDate>Fri, 04 Nov 2011 12:01:51 +0000</lastBuildDate>
	<generator>http://wordpress.org/?v=2.9.1</generator>
	<language>en</language>
	<sy:updatePeriod>hourly</sy:updatePeriod>
	<sy:updateFrequency>1</sy:updateFrequency>
			<item>
		<title>จุดประกายคิดบวกกับผู้หญิงคิดบวกแห่งปี54 “ พรวรินทร์  นุตราวงค์ พยาบาลผู้อารีกับอ้อมกอดที่ยิ่งใหญ่ ”</title>
		<link>http://www.saisawankhayanying.com/s-style/think-positive-women/</link>
		<comments>http://www.saisawankhayanying.com/s-style/think-positive-women/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 06 Jul 2011 08:23:43 +0000</pubDate>
		<dc:creator>aof</dc:creator>
				<category><![CDATA[S.ENTERTAINING]]></category>
		<category><![CDATA[S.FEATURED]]></category>
		<category><![CDATA[S.HIGHLIGHTS]]></category>
		<category><![CDATA[S.SPIRIT]]></category>
		<category><![CDATA[S.STYLE]]></category>
		<category><![CDATA[พยาบาล]]></category>
		<category><![CDATA[พรวรินทร์ นุตราวงศ์]]></category>
		<category><![CDATA[พงษ์พันธ์ พวงพิลา]]></category>
		<category><![CDATA[กอด]]></category>
		<category><![CDATA[รักษา]]></category>
		<category><![CDATA[วิรงรอง พรมมี]]></category>
		<category><![CDATA[หัวใจ]]></category>
		<category><![CDATA[ิbsc cosmetology]]></category>
		<category><![CDATA[ผู้หญิง]]></category>
		<category><![CDATA[ผู้หญิงคิดบวก]]></category>
		<category><![CDATA[ผู้ป่วย]]></category>
		<category><![CDATA[ความรัก]]></category>
		<category><![CDATA[ปาฏิหาริย์]]></category>
		<category><![CDATA[แรงบันดาลใจ]]></category>
		<category><![CDATA[เรื่อง]]></category>
		<category><![CDATA[เรื่องเล่า]]></category>
		<category><![CDATA[เครื่องสำอาง]]></category>
		<category><![CDATA[เเอ้]]></category>
		<category><![CDATA[Think positive]]></category>
		<category><![CDATA[women]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.saisawankhayanying.com/?p=4368</guid>
		<description><![CDATA[ทุกวันนี้สังคมเต็มไปด้วยความวุ่นวายสารพัดไม่ว่าจะเป็นด้านเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อมหรือการเมือง สิ่งเหล่านี้ล้วนส่งผลให้จิตใจผู้คนหดหู่ ไม่มีความสุขและท้อถอย

เรื่อง : วิรงรอง พรมมี
ภาพ : พงษ์พันธ์ พวงพิลา




 ถือเป็นโอกาสดีที่เครื่องสำอางค์ BSC Cosmetology รณรงค์ให้ผู้หญิงคิดบวกยิ่งสวยขึ้น ซึ่งปีนี้จัดเป็นปีที่4แล้ว โดยเป็นการจุดประกายความคิดบวกในสังคม เพื่อสังคมไทยจะได้มีความเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้น พร้อมจัดพิธีมอบรางวัล “Think Positive [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<h4><span style="color: #ff6600;">ทุกวันนี้สังคมเต็มไปด้วยความวุ่นวายสารพัดไม่ว่าจะเป็นด้านเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อมหรือการเมือง สิ่งเหล่านี้ล้วนส่งผลให้จิตใจผู้คนหดหู่ ไม่มีความสุขและท้อถอย</span></h4>
<h4><span id="more-4368"></span></h4>
<p><span style="color: #993300;"><em><span style="color: #008080;">เรื่อง : วิรงรอง พรมมี</span></em></span></p>
<p><span style="color: #993300;"><em><span style="color: #008080;">ภาพ : พงษ์พันธ์ พวงพิลา</span></em></span></p>
<p style="text-align: center;"><span style="color: #993300;"><br />
</span></p>
<p><span style="color: #993300;"><a href="http://www.saisawankhayanying.com/wp-content/uploads/2011/07/DSC_9137_13.jpg"><img class="aligncenter size-medium wp-image-4406" title="ภาพผู้ที่ได้รับรางวัลผู้หญิงคิดบวกประจำปี 2554" src="http://www.saisawankhayanying.com/wp-content/uploads/2011/07/DSC_9137_13-300x201.jpg" alt="" width="300" height="201" /></a><br />
</span></p>
<p><span style="color: #993300;"> </span><span style="color: #993300;">ถือเป็นโอกาสดีที่เครื่องสำอางค์ BSC Cosmetology รณรงค์ให้ผู้หญิงคิดบวกยิ่งสวยขึ้น ซึ่งปีนี้จัดเป็นปีที่4แล้ว โดยเป็นการจุดประกายความคิดบวกในสังคม เพื่อสังคมไทยจะได้มีความเปลี่ยนแปลงในทางที่ดีขึ้น พร้อมจัดพิธีมอบรางวัล “Think Positive Women Awards 2011” รางวัลอันทรงเกียรติที่จะเป็นอีกหนึ่งกำลังใจให้ผู้หญิงคิดบวกทุกท่านได้จุดประกายความคิดบวกในสังคมต่อไป ซึ่งปีนี้มีผู้เข้ารับรางวัลทั้งหมด9 คน ได้แก่ อ.เรียม สิงห์ทร (โรงเรียนบ้านขอบด้ง จ.เชียงใหม่),ดร.เกล้าสรวง สุพงษ์ธร (กรรมการผู้จัดการคีรีมนตรา รีสอร์ท หัวหิน),คุณชัญญา เศรษฐบุตร (อาสาสมัครนักธรรมชาติบำบัด),คุณนิรมล เมธีสุวกุล (ผู้บริหาร บริษัทป่าใหญ่ ครีเอชั่น จำกัด),คุณสายสวรรค์ ขยันยิ่ง (ผู้ประกาศข่าว “เที่ยงวันทันเหตุการณ์ ช่อง3”),คุณภัทราพร สังข์พวงทอง (โปรดิวเซอร์และผู้ดำเนินรายการ “กบนอกกะลา”),คุณภัทริกา จุลโมกข์ (ผู้เชี่ยวชาญด้านการปกป้องคุ้มครองเด็ก),คุณคะนึงนิจ จักรสมิทธานนท์ (ผู้ดำเนินรายการโทรทัศน์)     และคุณพรวรินทร์  นุตราวงค์ (พยาบาลคณะแพทยศาสตร์ วชิรพยาบาล มหาวิทยาลัยกรุงเทพมหานคร) ซึ่งได้แจ้งเกิดในเวทีนี้เลยทีเดียว พี่แอ้ หรือคุณพรวรินทร์ นุตราวงค์เป็นพยาบาลแต่ไม่ได้ดูแลช่วยเหลือผู้ป่วยตามหน้าที่เท่านั้น แต่ทำด้วยหัวใจที่เปี่ยมด้วยความเมตตาตลอดเวลากว่า 30 ปีของการเป็นพยาบาลวิชาชีพ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการเติมเต็มความฝันให้แก่ผู้ป่วยระยะสุดท้าย รวมทั้งดูแลจิตใจของครอบครัวผู้ป่วยให้ผ่านช่วงเวลาที่ยากลำบากไปได้อย่างมีสติ ปัจจุบันเธอยังคงมุ่งมั่นทำงานนี้ด้วยหัวใจเล็กๆที่เปี่ยมไปด้วยพลังในการมอบความปรารถนาดีให้แก่ผู้คนทั่วไป ดิฉันเล็งเห็นมุมมองดีๆในการดำเนินชีวิตของท่านจึงเก็บข้อคิดมาฝากค่ะ</span></p>
<p><span style="color: #993300;"><br />
</span></p>
<p><span style="color: #993300;"><a href="http://www.saisawankhayanying.com/wp-content/uploads/2011/07/.jpg"><img class="alignleft size-medium wp-image-4387" title="ภาพคุณพรวรินทร์ นุตราวงค์ หรือพี่เเอ้  พยาบาลคณะแพทยศาสตร์ วชิรพยาบาล มหาวิทยาลัยกรุงเทพมหานคร" src="http://www.saisawankhayanying.com/wp-content/uploads/2011/07/IMG_25281-300x225.jpg" alt="" width="300" height="225" /></a> คุณพรวรินทร์  นุตราวงค์ หรือพี่แอ้ พยาบาลคณะแพทยศาสตร์ วชิรพยาบาล มหาวิทยาลัยกรุงเทพมหานคร กล่าวกับดิฉันว่าอุดมการณ์ในการทำงานของพี่แอ้คือ “Here&amp;Now”หมายถึงที่นี่และเวลานี้ จะไม่ไปมองถึงว่าพรุ่งนี้จะเป็นอย่างไร แต่ ณ เวลานี้ถ้าเขาทุกข์อยู่ตอนนี้ต้องช่วยเวลานี้ ไม่ใช่ว่าทุกข์ตอนนี้แล้วบอกว่าพรุ่งนี้จะมา ไม่ใช่ มันต้องเวลานี้เท่านั้น เวลารู้สึกไม่สบายใจบางครั้งจะต้องมองคนที่เขาแย่กว่าเราเยอะๆ อย่างน้อยถ้าพี่เจอคนไข้ที่เป็นมะเร็ง พี่ก็จะบอกว่า คุณโชคดีมากนะที่เป็นมะเร็งดีกว่าเป็นเอดส์ โรคเอดส์คนรังเกียจด้วยนะแต่มะเร็งคนยังสงสาร แต่ถ้าเจอคนโรคเป็นเอดส์ พี่ก็จะบอกว่า คุณโชคดีมากเลยที่ไม่ใช่อุบัติเหตุ อุบัติเหตุนี่ไปเลยนะไม่อยู่ถึงวันนี้ เพราะฉะนั้นต้องมองคนที่แย่กว่าเรา และพี่ก็บอกคนป่วยของพี่ทุกคนว่าคุณโชคดีแล้วนะ บางคนป่วยไม่สามารถเดินได้ ไม่สามารถลงไปไหนได้ แต่คุณยังไปได้ เพราะฉะนั้นถ้าคุณยังมัวทดท้อ ท้อถอยอยู่ หมดแรงอยู่ คุณก็จะหมดเลย ชีวิตคุณก็ไม่เหลืออะไร เพราะฉะนั้นลุกขึ้นสู้ให้ได้ ลุกขึ้นทันที การกอดที่พี่ทำไม่ใช่การรักษาโรคแต่เป็นการให้กำลังใจ เป็นพลัง คนเราถ้าเกิดใจล้มกายก็ล้มด้วย เพราะฉะนั้นใจต้องไม่ล้ม การกอดเป็นพลัง ใจสู่ใจ  เป็นสัมผัสที่ถ้าใครไม่ทำจะไม่รู้เลยว่าคำว่าใจสู่ใจคืออะไร เพราะฉะนั้นให้ลองกอดดู เริ่มจากกอดคนใกล้ตัว เช่น กอดลูกถ้าแม่ป่วย แล้วถามลูกว่าเป็นยังไง เขาบอก อ๋อ! ดีครับ งั้นก็ไปกอดแม่สิ ฉะนั้นจะต้องทดลองกอด เพราะการกอดไม่ใช่เรื่องของคนไทยแต่การกอดนั้นต้องฝึกสำหรับคนไทย ในช่วงที่ทุกข์ที่สุดพี่ก็ทุกข์มากนะ อย่างเช่นตอนสามีป่วยพี่ก็ทุกข์สุดๆ ร้องไห้2 เดือนเต็มๆ ร้องไม่มีหยุดเลย มองหน้าลูกก็เห็นความตายแค่เอื้อม เห็นหน้าสามีก็เห็นว่าอีกหน่อยเขาก็ตายแล้ว คือพี่คิดอย่างนั้นจริงๆ แต่พอเราฮึดขึ้นสู้ ฮึดขึ้นสู้ ใจเราสู้ปุ๊บมันจะเป็นพลังเลยนะ เป็นไงเป็นกัน สู้โว้ยๆทุกวัน จากนั้นมาก็เลยใช้ตรงนี้กับคนไข้เลย หากถามว่าได้อะไรจากการให้ผู้อื่น พี่ก็คงบอกว่า แค่เห็นรอยยิ้มของเขา ยิ่งทำให้เรารู้ว่าเขาเริ่มสู้ได้แล้วนะ นั่นคือความสุขที่สุด จะบอกเขาว่าคุณสู้ได้อย่างนี้พี่ก็ดีใจ แล้วเราไปช่วยคนต่อไปนะ เราจะเอาพลังที่คุณมีอยู่ตอนนี้ไปช่วยคนต่อไปด้วยกัน เคล็ดลับความสุขในทุกวันของพี่คือ เมื่อเห็นคนที่ทุกข์มีรอยยิ้มนั่นคือความสุข คนที่นอนป่วยมะเร็ง คนที่ร้องไห้อยู่ เราไปบอกเขาว่าไม่ต้องกลัวนะ แอ้อยู่ด้วยนะ ไม่ต้องกลัว เราสู้ด้วยกัน ด้วยกันนะ ถ้าเป็นยังไง ก็เป็นไงเป็นกัน เราสู้ด้วยกันนะ เมื่อสังเกตจากสายตาเขา จะเห็นว่ามีแววขึ้นมาทันที นี่คือผลที่พี่ได้รับ การทำเพื่อคนอื่นส่งผลให้ชีวิตมีความสุขมากกว่าเดิม ยิ่งให้ยิ่งได้ เหมือนพี่เก็บเงินใต้ฐานพระนี่นะคะ พี่อาจจะเก็บแค่ครั้งละพัน สองพัน แต่เงินใต้ฐานพระไม่เคยหมด ยิ่งเอาออกมาใช้ ก็ยิ่งมีใส่เข้าไปตลอดเวลา สุดท้ายกำลังใจที่จะฝากถึงคนที่กำลังสิ้นหวังท้อแท้คือจะบอกว่า ถ้าคุณหมดกำลังใจ ให้เวลาหมดกำลังใจสักวันสองวันพอนะ อย่าหมดตลอดชีวิต หมดแล้วต้องลุกให้ได้ สู้ให้ได้ รวบรวมกำลังใจให้ได้ คนอื่นที่บอกว่าให้กำลังใจๆ นั่นตัวคนอื่น แต่ตัวเราต้องรวบรวมกำลังใจให้ได้ด้วยตัวเราเอง ฮึดขึ้นมาให้ได้ แล้วจะรู้ว่ามันผ่านได้สบาย ไม่มีอะไรมากไปกว่านี้อีกแล้ว</span></p>
<p><span style="color: #993300;"><br />
</span></p>
<p><span style="color: #993300;"><a href="http://www.saisawankhayanying.com/wp-content/uploads/2011/07/1004221.jpg"><img class="alignright size-medium wp-image-4415" title="ภาพหนังสือหัวใจเล็กๆกับปาฎิหาริย์ที่ยิ่งใหญ่" src="http://www.saisawankhayanying.com/wp-content/uploads/2011/07/1004221-225x300.jpg" alt="" width="225" height="300" /></a>สิ่งพิเศษที่พี่แอ้นำมาฝากบรรดาคนคิดบวกในวันนี้คือพ็อกเก็ตบุ๊คที่มีชื่อว่า “หัวใจเล็กๆกับ    ปาฏิหาริย์ที่ยิ่งใหญ่” ซึ่งพี่แอ้เป็นผู้เขียนเองและสำนักพิมพ์บันลือเป็นผู้จัดพิมพ์ โดยหนังสือเล่มนี้จะ  บอกเล่าเรื่องราวการทำงานของพี่แอ้ ความปิติที่ได้ช่วยเหลือผู้อื่น รวมถึงแง่คิดดีๆที่อยากเล่าสู่กัน  ฟังนอกจากนั้นหนังสือเล่มนี้ยังได้ร่วมบริจาคเงินช่วยเหลือผู้ป่วยระยะสุดท้ายอีกด้วย หากผู้ใดมี  ความประสงค์จะสมทบทุนก็บริจาคได้ที่ มูลนิธิวชิรพยาบาลเพื่อกองทุนการดูแลผู้ป่วยแบบประคับ  ประคองและผู้ป่วยระยะสุดท้าย โทร.     0-2244-3780 หรือหากสนใจจะเป็นอาสาสมัครเพื่อช่วยดูแล  ให้กำลังใจผู้ป่วยทั้งเด็กและผู้ใหญ่ ติดต่อโทร.0-2244-3084 พลังเล็กๆในตัวทุกคนจะหล่อหลอม  เป็นกำลังใจที่ยิ่งใหญ่ให้เขาเหล่านั้นนะคะ</span></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.saisawankhayanying.com/s-style/think-positive-women/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>วันเอดส์โลกปี 53 เอดส์ไทยล้านเศษ</title>
		<link>http://www.saisawankhayanying.com/s-featured/hiv/</link>
		<comments>http://www.saisawankhayanying.com/s-featured/hiv/#comments</comments>
		<pubDate>Tue, 30 Nov 2010 09:53:54 +0000</pubDate>
		<dc:creator>ning</dc:creator>
				<category><![CDATA[S.FEATURED]]></category>
		<category><![CDATA[S.HIGHLIGHTS]]></category>
		<category><![CDATA[1 ธันวาคม]]></category>
		<category><![CDATA[ชาย]]></category>
		<category><![CDATA[การตาย]]></category>
		<category><![CDATA[การเกิด]]></category>
		<category><![CDATA[วันเอดส์โลก]]></category>
		<category><![CDATA[ศ.กิตติคุณ]]></category>
		<category><![CDATA[ศึกษา]]></category>
		<category><![CDATA[หญิง]]></category>
		<category><![CDATA[อัตรา]]></category>
		<category><![CDATA[ผอ.ศูนย์วิจัยโรคเอดส์]]></category>
		<category><![CDATA[ผู้ป่วย]]></category>
		<category><![CDATA[นพ.ประพันธ์ ภานุภาค]]></category>
		<category><![CDATA[ไวรัส]]></category>
		<category><![CDATA[เพศสัมพันธ์]]></category>
		<category><![CDATA[เมืองไทย]]></category>
		<category><![CDATA[HIV]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.saisawankhayanying.com/?p=3704</guid>
		<description><![CDATA[นานทีปีครั้งจึงจะมีข่าวดีสำหรับ ผู้ที่อยู่ในแวดวงเอดส์ ล่าสุดเพิ่งมีข่าวอัตราการติดเชื้อเอดส์รายใหม่ในเมืองไทย&#8230;ลดลง ไปเกือบครึ่ง!

          ผู้ให้ข่าว คือ ศ.กิตติคุณ นพ.ประพันธ์ ภานุภาค ผอ.ศูนย์วิจัยโรคเอดส์
          คุณ หมอประพันธ์แจ้งว่า หลังจากที่กระทรวงสาธารณสุขได้ปฏิบัติตามแนวทางขององค์การอนามัยโลก ซึ่งประสงค์ให้ผู้ติดเชื้อเอชไอวีที่ยังไม่มีอาการ ได้รับการดูแลรักษาที่เร็วขึ้น โดยไม่ต้องรอให้ระดับภูมิต้านทานลดต่ำจนถึง 200 จึงค่อยเริ่มให้ยาต้านไวรัส
          นอกจากนี้ไทยยังเป็นประเทศแรก ที่กำลังพัฒนาใช้สูตรยาในการป้องกันเอดส์จากแม่สู่ลูก [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p>นานทีปีครั้งจึงจะมีข่าวดีสำหรับ ผู้ที่อยู่ในแวดวงเอดส์ ล่าสุดเพิ่งมีข่าวอัตราการติดเชื้อเอดส์รายใหม่ในเมืองไทย&#8230;ลดลง ไปเกือบครึ่ง!<span id="more-3704"></span></p>
<p><a href="http://www.saisawankhayanying.com/wp-content/uploads/2010/11/630.jpg"><img class="aligncenter size-full wp-image-3708" title="ภาพ สัญลักษณ์วันเอดส์โลก มีลักษณะคล้ายริบบิ้นสีแดงไขว่กัน อยู่บนมือจำนวนมาก" src="http://www.saisawankhayanying.com/wp-content/uploads/2010/11/630.jpg" alt="" width="630" height="378" /></a></p>
<p>   <a href="http://www.saisawankhayanying.com/wp-content/uploads/2010/11/aids.jpg"></a>       ผู้ให้ข่าว คือ ศ.กิตติคุณ นพ.ประพันธ์ ภานุภาค ผอ.ศูนย์วิจัยโรคเอดส์</p>
<p>          คุณ หมอประพันธ์แจ้งว่า หลังจากที่กระทรวงสาธารณสุขได้ปฏิบัติตามแนวทางขององค์การอนามัยโลก ซึ่งประสงค์ให้ผู้ติดเชื้อเอชไอวีที่ยังไม่มีอาการ ได้รับการดูแลรักษาที่เร็วขึ้น โดยไม่ต้องรอให้ระดับภูมิต้านทานลดต่ำจนถึง 200 จึงค่อยเริ่มให้ยาต้านไวรัส</p>
<p>          นอกจากนี้ไทยยังเป็นประเทศแรก ที่กำลังพัฒนาใช้สูตรยาในการป้องกันเอดส์จากแม่สู่ลูก ซึ่งส่วนหนึ่งเป็นผลมาจากการที่ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้า โสมสวลี พระวรราชาทินัดดามาตุ ได้ทรงเป็นองค์อุปถัมภ์ใน &#8220;โครงการป้องกันการติดเอดส์จากแม่สู่ลูก&#8221; ของสภากาชาดไทย</p>
<p>          มีการแจก จ่ายยาไปตามโรงพยาบาลต่างๆ โดยให้ยาต้านไวรัส 3 ชนิดแก่ สตรีที่ตั้งครรภ์ทุกราย ซึ่งไปฝากครรภ์กับโรงพยาบาล ไม่ว่าหญิงมีครรภ์รายนั้น จะมีระดับภูมิคุ้มกันเท่าไร เรียกว่ากันไว้ก่อนนั่นเอง มาตรการนี้ได้กระทำต่อเนื่องมาเป็นเวลา 6 ปี<a href="http://www.saisawankhayanying.com/wp-content/uploads/2010/11/1582.jpg"><img class="alignright size-full wp-image-3709" title="ภาพโปสเตอร์รณรงค์เขียนว่า stop aids keep the promise มีลวดลายเป็นรูปฝ่ามือคน " src="http://www.saisawankhayanying.com/wp-content/uploads/2010/11/1582.jpg" alt="" width="316" height="240" /></a></p>
<p>          ส่ง ผลให้เมืองไทยจึงมีอัตราผู้ติดเชื้อเอชไอวีรายใหม่ ลดจำนวนลงจากเดิมที่มีอยู่ปีละประมาณ 2 หมื่นราย ปัจจุบันเหลือเพียง 10,000 กว่าราย หรือลดลงไปได้เกือบครึ่ง เป็นที่น่าสังเกตว่า วันที่ 1 ธันวาคมของทุกปี ซึ่งองค์การสหประชาชาติกำหนดให้เป็น &#8220;วันเอดส์โลก&#8221; หลายปีที่ผ่านมา กระแสรณรงค์ป้องกันเอดส์จากภาครัฐดูแผ่วบาง</p>
<p>          บางปี แทบจะไม่เห็นการจัดกิจกรรมรณรงค์ หรือพูดถึงโรคร้ายชนิดนี้ในเวทีสาธารณะ ราวกับว่ามันได้หายตายจากเมืองไทยไปนานแล้ว ทั้งที่ยังเป็นปัญหาจ่อคอหอย เพิ่งจะมีปีนี้ได้เห็นผู้หลักผู้ใหญ่ในกระทรวงสาธารณสุข ออกมาพูดถึงและให้ความสำคัญกับโรคเอดส์อย่างเป็นการเป็นงานอีกครั้ง</p>
<p>         โดยก่อนหน้านี้ นายจุรินทร์ ลักษณวิศิษฏ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงสาธารณสุข แถลงถึงสถานการณ์ผู้ติดเชื้อเอชไอวีทั่วโลกว่า ปัจจุบันมีผู้ติดเชื้อฯอยู่ทั่วโลกทั้งสิ้นราว 60 ล้านราย ในจำนวนนี้เสียชีวิตไปแล้วประมาณ 25 ล้านราย ยังมีชีวิตอยู่อีก 35 ล้านราย เฉพาะ เมืองไทยปัจจุบันมีผู้ติดเชื้อเอชไอวี และผู้ป่วยเอดส์ รวมกันประมาณ 1.16 ล้านราย ในจำนวนนี้ตายไปแล้ว 644,128 ราย ยังมีชีวิตอยู่อีกประมาณ 522,548 ราย</p>
<p>         ล่าสุด คาดว่าจะมีผู้ติดเชื้อรายใหม่ปีละประมาณ 10,853 ราย โดยกลุ่มใหญ่สุดเป็น ชายที่มีเพศสัมพันธ์กับชาย คิดเป็นสัดส่วนถึงร้อยละ 33 รองลงมา คือ แม่บ้านที่ติดเชื้อฯจากสามี หรือ คู่ขาที่นอนด้วยเป็นประจำ อีกร้อยละ 28 ข้อมูลข้างต้นสะท้อนให้เห็นถึงการขยายตัวของบางพฤติกรรมอัปยศในสังคม</p>
<p>          รมว.สาธารณสุข บอกว่า เป้าหมายรณรงค์โรคเอดส์ของเขา จะเน้นหนักใน 3 ส่วนหลักๆ คือ</p>
<p>     1. ลดจำนวนผู้ติดเชื้อฯรายใหม่ลงให้ได้ปีละอย่างน้อย 50 เปอร์เซ็นต์ หรือให้เหลือครึ่งหนึ่งภายในปีหน้า</p>
<p>     2. ให้ผู้ป่วยเอดส์เข้าถึงบริการและยาได้อย่างครอบคลุมและทั่วถึงยิ่งขึ้น</p>
<p>     3. ให้ผู้ป่วยและครอบครัวเข้าถึงสวัสดิการสังคมของรัฐบาลได้เช่นเดียวกับประชาชนทั่วไป โดยไม่ถูกรังเกียจหรือกีดกัน คงต้องจับตาดูกันไป นโยบายที่ว่าจะทำได้สักกี่มากน้อย</p>
<p>          เฉลิม พล พลมุข รองประธานมูลนิธิธรรมรักษ์ หัวแรงใหญ่ของโครงการธรรมรักษ์นิเวศน์ วัดพระบาทน้ำพุ ตั้งข้อสังเกตเนื่องในโอกาสวันเอดส์โลกปีนี้ ด้วยความห่วงใย &#8220;ระยะหลังมานี้มีปรากฏการณ์หนึ่งที่น่าเป็นห่วง นั่นคือ การล่วงละเมิดทางเพศทั้งในกลุ่มเด็ก ผู้ใหญ่ และวัยรุ่น&#8221;</p>
<p>          เฉลิม พลบอกว่า เท่าที่มีการรายงานอย่างเป็นทางการ ปี 2551 มีเด็กไทยตกเป็นเหยื่อของการถูกล่วงละเมิดทางเพศทั้งสิ้น 81 ราย แบ่งเป็นเด็กชาย 6 ราย เด็กหญิง 75 ราย ปี 2552 มีเด็กตกเป็นเหยื่อของการถูกล่วงละเมิดทางเพศอีก 125 ราย เป็นชาย 4 ราย หญิง 121 ราย ปี 2551 มีเหยื่อไม่จำกัดอายุ ถูกล่วงละเมิดทางเพศรวม 161 ราย ปี 2552 อีก 188 ราย และปีนี้ ตั้งแต่เดือน ม.ค.-ก.ย.2553 อีก 157 ราย และพบว่า เหยื่อที่ถูกล่วงละเมิดทางเพศอายุน้อยที่สุดเพียง 3 ขวบเท่านั้น</p>
<p>            เฉลิม พลบอกว่า เขาเป็นห่วงเหยื่อทุกรายที่ถูกล่วงละเมิดทางเพศ โดยเฉพาะกลุ่มเด็กและเยาวชน หรือผู้ที่เป็นวัยรุ่น ซึ่งปัจจุบันมีอยู่มากกว่า 3 ล้านคน</p>
<p>            &#8220;ทุกวันนี้มีวัยรุ่นที่ไม่ได้เรียนหนังสือ กลายเป็นเด็กเร่ร่อนกว่า 30,000 คน เด็กกำพร้าอีกล้านคนเศษ เป็นคุณแม่วัยใสหรือวัยรุ่นหญิงอายุต่ำกว่า 18 ปีที่ตั้งครรภ์อีกราวๆ 120,000 คน เป็นยุวอาชญากรที่ถูกตำรวจจับกุมอีกประมาณ 50,000 คน นอกนั้นเป็นเด็กไร้สัญชาติ หรือแรงงานข้ามชาติอีกเกือบล้านคน&#8221;</p>
<p>            เฉลิม พลบอกว่า การที่เด็กหรือเยาวชนเหล่านี้ ตกเป็นเหยื่อของพฤติกรรมเสี่ยงจากการล่วงละเมิดทางเพศ อาจทำให้บางคนกลายเป็นผู้ติดเชื้อเอชไอวี และผู้ป่วยเอดส์ในอนาคต เขา เห็นว่า การจัดทำแผนบูรณาการของรัฐ โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในเรื่องการเรียนการสอนเรื่องเอดส์ และเพศศึกษาในสถานศึกษาทั่วประเทศ เป็นสิ่งสำคัญและเร่งด่วนมาก แต่ต้องทำอย่างตามทันและเข้าใจเด็กวัยรุ่นด้วย</p>
<p>           &#8220;ที่ผ่านมา มีการพูดถึงเรื่องเพศศึกษาทั้งในกระทรวงศึกษาธิการ และกระทรวงสาธารณสุข มีแผนปฏิบัติการจนนับไม่ถ้วน แต่การปฏิบัติงานกลับไม่ค่อยเห็นผล เป็นเพราะระดับนโยบายเบื้องบนไม่ได้ให้ความใส่ใจอย่างจริงจัง ฝ่ายที่นำไปปฏิบัติก็ไม่ค่อยมีความรู้ เช่น จะสื่ออย่างไรให้โดนใจคนรุ่นใหม่ ด้วยภาษาที่ทันสมัย เป็นต้น&#8221;</p>
<p>          &#8220;ต้อง เข้าใจก่อนว่า การเข้าถึงทางเพศของวัยรุ่นสมัยนี้มีหลายวิธี เช่น อาจใช้การเล่นเน็ต แชตกัน ส่งภาพโป๊ แล้วนัดเจอกันตามที่ต่างๆ บางคู่แอบไปทดลองเรื่องเซ็กซ์ในเทศกาลวาเลนไทน์ วันลอยกระทง ไม่ก็อ้างไปเรียนพิเศษ แต่แอบโดดเรียนไปดูหนัง เพื่อได้อยู่กันตามลำพัง ช่องทางเหล่านี้ล้วนเอื้อโอกาสให้มีพฤติกรรมทางเพศได้ทั้งนั้น&#8221;</p>
<p>          เฉลิม พลบอกว่า เขาเชื่ออย่างที่หลายคนเชื่อว่า การสร้างภูมิคุ้มกันเรื่องเพศให้กับลูก เป็นหน้าที่สำคัญของพ่อแม่ ที่จะสื่อสารกับลูกเพื่อลดความเสี่ยงต่อปัญหาการมีเพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควร</p>
<p><a href="http://www.saisawankhayanying.com/wp-content/uploads/2010/11/world-aids-day-logo____.jpg"><img class="aligncenter size-full wp-image-3710" title="ภาพ โลโก้ world-aids-day" src="http://www.saisawankhayanying.com/wp-content/uploads/2010/11/world-aids-day-logo____.jpg" alt="" width="283" height="248" /></a></p>
<p>         การพูดคุยกับลูกพ่อแม่อาจอาศัยสื่อ หรือเหตุการณ์ต่างๆที่พบได้ในชีวิต ประจำวัน มาคุยกับลูกเพื่อให้ลูกเกิดการเรียนรู้ ไม่ว่าจากข่าว ละคร หรือสถานการณ์ ต่างๆที่เกิดขึ้น พ่อแม่อาจจะถามความคิดเห็นในสิ่งที่เกิด ขึ้น และแนวทางแก้ไขปัญหา เพื่อดูทัศนคติความคิด และความเข้าใจของลูก และถือเป็นโอกาสที่จะสอดแทรกความรู้ให้กับลูกไปในตัว</p>
<p>         เฉลิมพลบอกว่า ปัจจุบันการดูแลปัญหาเอดส์ของภาครัฐ กระเตื้องขึ้นบ้างในภาพรวม เช่น ผู้ติดเชื้อฯที่เป็นมารดา ภาครัฐมีสูตรยาที่จะช่วยเหลือส่งผลไปถึงคุณภาพชีวิตของลูกในครรภ์ของผู้ที่ ติดเชื้อฯ นอกจากนี้เด็กเล็ก และวัยรุ่นซึ่งติดเชื้อเอชไอวี รัฐบาลก็มีระบบยาในการดูแลรักษา และติดตามอาการต่อเนื่องเป็นอย่างดีเช่นกัน</p>
<p>         รวม ทั้งปัจจุบันทั่วประเทศมีผู้ติดเชื้อเอชไอวี ที่ขึ้นทะเบียนขอรับยาต้าน ไวรัสประมาณ 150,000 ราย แต่เฉลิมพลบอกว่า สิ่งหนึ่งที่เขายังเป็นห่วงก็คือ การที่ผู้ติดเชื้อฯบางราย ปฏิเสธที่จะรับยาต้านไวรัส หรือผู้ได้รับยาต้านฯบางราย กลับไปมีพฤติกรรมเสี่ยงที่จะทำให้ผู้อื่นต้องกลายมาเป็นผู้ติดเชื้อเอชไอวี รายใหม่เพิ่ม</p>
<p>         &#8220;พระพรหมคุณาภรณ์ หรือท่านเจ้าคุณประยุทธ์เคยเทศน์ไว้ว่า ความยั่วยวนทางกามารมณ์ แม้จะเสี่ยงต่อภยันตราย แต่บางครั้งก็ทำให้ผู้ที่ตกอยู่ภายใต้อำนาจของกิเลสตัณหา และความมักมากในกาม ยอมเสี่ยงโดยไม่คำนึงถึงอันตรายที่ร้ายแรงของมัน&#8221;</p>
<p>        &#8221;ท่าน เจ้าคุณฯได้เสนอทางออกสำหรับผู้ที่ติดเชื้อฯ และผู้ป่วยเอดส์ไว้ว่า ควรจะใช้ชีวิตที่สัมผัสกับธรรมชาติ แสวงหาความสุขอยู่กับธรรมชาติ ได้เห็นท้องฟ้าที่แจ่มใส ร่างกายที่สัมผัสกับสายลมแสงแดด ได้สูดอากาศที่บริสุทธิ์ มองดูต้นไม้ ใบหญ้าที่สวยงาม&#8221;<br />
เฉลิมพลทิ้งท้าย</p>
<p>       &#8220;ท่าน ว่าวิธีเหล่านี้เป็นการแก้ปัญหาที่สร้างสรรค์ หรือพลิกมุมจากปัญหาให้กลายเป็นการพัฒนาที่งอกงาม ผมขอฝากคำสอนของท่านไว้เป็นข้อคิดสำหรับวันเอดส์โลกปีนี้&#8221;</p>
<p>ที่มา :  นสพ.ไทยรัฐ วันที่ 29 พฤศจิกายน  2553</p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.saisawankhayanying.com/s-featured/hiv/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>วรวุฒิ ชุมวรฐายี แพทย์ตัวอย่างภาคใต้&#8217;ความกลัวไม่ใช่อุปสรรคทำหน้าที่&#8217;</title>
		<link>http://www.saisawankhayanying.com/s-featured/worawat/</link>
		<comments>http://www.saisawankhayanying.com/s-featured/worawat/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 23 Aug 2010 03:18:21 +0000</pubDate>
		<dc:creator>aof</dc:creator>
				<category><![CDATA[S.FEATURED]]></category>
		<category><![CDATA[S.HIGHLIGHTS]]></category>
		<category><![CDATA[ชาวมุสลิม]]></category>
		<category><![CDATA[ชุมพร]]></category>
		<category><![CDATA[บุคลากร]]></category>
		<category><![CDATA[พยาบาล]]></category>
		<category><![CDATA[กะพ้อ]]></category>
		<category><![CDATA[ภาษา]]></category>
		<category><![CDATA[ภาษายาวี]]></category>
		<category><![CDATA[ภาคใต้]]></category>
		<category><![CDATA[มอ.มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์]]></category>
		<category><![CDATA[มาตรฐาน]]></category>
		<category><![CDATA[วรวุฒิ ชุมวรฐายี]]></category>
		<category><![CDATA[วิทยาศาสตร์]]></category>
		<category><![CDATA[ศาสนา]]></category>
		<category><![CDATA[สาธารณสุข]]></category>
		<category><![CDATA[อุปสรรค]]></category>
		<category><![CDATA[ผู้ป่วย]]></category>
		<category><![CDATA[ครอบครัว]]></category>
		<category><![CDATA[นายแพทย์]]></category>
		<category><![CDATA[From Basic Science to Clinical Practice]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.saisawankhayanying.com/?p=2887</guid>
		<description><![CDATA[คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ประกาศผลรางวัลแพทย์ตัวอย่างภาคใต้ ประจำปี 2553 ปรากฏชื่อของ นายแพทย์วรวุฒิ ชุมวรฐายีแพทย์ประจำโรงพยาบาลกะพ้อ จ.ปัตตานี
         จะมีพิธีมอบรางวัลอย่างเป็นทางการ ในการประชุมวิชาการประจำปี คณะแพทยศาสตร์ ครั้งที่ 26 &#8220;จากวิทยาศาสตร์พื้นฐานสู่งานเวชปฏิบัติ&#8221; (From Basic Science to Clinical [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<p><span style="color: #333300;">คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ประกาศผลรางวัลแพทย์ตัวอย่างภาคใต้ ประจำปี 2553 ปรากฏชื่อของ นายแพทย์วรวุฒิ ชุมวรฐายีแพทย์ประจำโรงพยาบาลกะพ้อ จ.ปัตตานี</span><span id="more-2887"></span><a href="http://www.saisawankhayanying.com/wp-content/uploads/2010/08/Worawut.jpg"><img class="size-full wp-image-2888 aligncenter" title="ภาพนายแพทย์วรวุฒิ ชุมวรฐายี แพทย์ตัวอย่างภาคใต้" src="http://www.saisawankhayanying.com/wp-content/uploads/2010/08/Worawut.jpg" alt="" width="650" height="250" /></a><br />
         <span style="color: #000080;">จะมีพิธีมอบรางวัลอย่างเป็นทางการ ในการประชุมวิชาการประจำปี คณะแพทยศาสตร์ ครั้งที่ 26 &#8220;จากวิทยาศาสตร์พื้นฐานสู่งานเวชปฏิบัติ&#8221; (From Basic Science to Clinical Practice) วันที่4 สิงหาคมนี้ ที่ห้องประชุมทองจันทร์ หงส์ลดารมภ์ คณะแพทยศาสตร์ (มอ.)<br />
เรื่องราวของหมอหนุ่มผู้นี้เริ่มต้นขึ้นหลังเรียนจบคณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ (มอ.) เมื่อปี 2547 ซึ่งตามธรรมเนียมหลังการเรียนจบต้องเลือกโรงพยาบาลที่จะไปเป็นแพทย์ประจำ</span></p>
<p><span style="color: #000080;"><br />
          นายแพทย์วรวุฒิ ตัดสินใจเลือก &#8220;โรงพยาบาลกะพ้อ&#8221;ซึ่งอยู่ถึง จ.ปัตตานี เพราะขณะนั้นอำเภอกะพ้อ มีข่าวการก่อความไม่สงบเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง แทบจะไม่มีใครกล้าเลือกที่จะเดินทางไปปฏิบัติงาน การตัดสินใจครั้งนั้นได้รับการขอร้องจากคนรอบข้าง โดยเฉพาะพ่อและแม่ ขอร้องให้ไปเป็นหมอที่อื่น แต่คำตอบกลับของหมอหนุ่มผู้นี้เป็นคำตอบที่ไม่มีใครทัดทานได้</span></p>
<p><span style="color: #000080;"><a href="http://www.saisawankhayanying.com/wp-content/uploads/2010/08/vor.jpg"><img class="aligncenter size-medium wp-image-2891" title="ภาพนายแพทย์วรวุฒิกำลังตรวงรักษาเด็กอ่อน" src="http://www.saisawankhayanying.com/wp-content/uploads/2010/08/vor-300x227.jpg" alt="" width="300" height="227" /></a><br />
        &#8220;โรงพยาบาลอื่นมีหมอหลายคนอยากไปแล้ว แต่โรงพยาบาลในพื้นที่เสี่ยงอันตรายมีน้อยคนนักที่อยากไป ถ้าเป็นเช่นนี้แล้วผู้ป่วยในพื้นที่เสี่ยงจะเป็นอย่างไร เมื่อเขาเจ็บป่วยจะทำอย่างไรถ้าพวกเขาไม่ได้รับการดูแลอย่างที่ควรจะเป็น&#8221;<br />
          คุณหมอวรวุฒิ เป็นคนจังหวัดชุมพรโดยกำเนิด สำเร็จการศึกษาเภสัชศาสตรบัณฑิตจากมหาวิทยาลัยมหิดล แล้วเข้าเรียนต่อแพทยศาสตร์บัณฑิต มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ จบการศึกษาเมื่อปี 2547 หลังเรียนจบเริ่มปฏิบัติงานเป็นแพทย์เพิ่มพูนทักษะปีแรกที่โรงพยาบาลปัตตานี ใช้ทุนปีที่ 2 ที่โรงพยาบาล &#8220;กะพ้อ&#8221; ซึ่งเป็นโรงพยาบาลชุมชนขนาด 30 เตียง มีประชากรประมาณ 16,000 คน อยู่ในพื้นที่ อำเภอกะพ้อจังหวัดปัตตานี<br />
          คนส่วนใหญ่ที่นี่มีอาชีพเกษตรกรรม นับถือศาสนาอิสลามคือ ร้อยละ98 ส่วนร้อยละ 2 เป็นไทยพุทธ ปกติจะมีผู้ป่วยเข้ารับบริการในโรงพยาบาลเฉลี่ย 160 คนต่อวัน มีแพทย์ประจำ 2 คน ทันตแพทย์2 คน พยาบาล เภสัชกร และเจ้าหน้าที่อื่นๆ รวมทั้งหมด 86 คน ทุกคนเต็มที่กับการทำงาน ร่วมแรงร่วมใจพัฒนางานจนทำให้โรงพยาบาลกะพ้อ ผ่านการรับรองคุณภาพมาตรฐานโรงพยาบาล (HA)ตั้งแต่ปี พ.ศ.2549 โดยเน้นให้บริการที่มีคุณภาพตามมาตรฐานวิชาชีพให้บริการด้วยหัวใจความเป็นมนุษย์<br />
          &#8220;ผมถือเป็นคนแรกที่เลือกไปทำงานที่โรงพยาบาลกะพ้อ ซึ่งเหตุการณ์ในพื้นที่ขณะนั้นค่อนข้างรุนแรงอยู่ตลอดเวลา ผมรู้จักอำเภอกะพ้อก็จากข่าวยิงถล่มโรงพัก ตามด้วยเหตุการณ์ยิงคนสวนของโรงพยาบาลจนเสียชีวิตเพียงไม่กี่วันก่อนถึงวันกำหนดเลือกสถานที่ใช้ทุนของผม&#8221;เสียงบอกเล่าเนิบนาบเป็นเรื่องธรรมดา<br />
          &#8220;ครั้งแรกที่เลือกมาทำงานที่โรงพยาบาลกะพ้อ ยอมรับว่ามีความกังวลพอสมควร ว่าจะทำงานใช้ทุนครบ 2 ปี ได้หรือไม่ ทั้งสถานการณ์ความไม่สงบในพื้นที่ และความแตกต่างด้านภาษา ศาสนา ความเชื่อ เพราะประชาชนส่วนใหญ่ของอำเภอกะพ้อนับถือศาสนาอิสลาม แต่ยังมีความอุ่นใจว่ามีพี่ผู้อำนวยการ คือ นายแพทย์เดชา แซ่หลี นับถือศาสนาพุทธท่านทำงานที่โรงพยาบาลกะพ้อนานหลายปี ที่สำคัญคือได้รับความไว้วางใจและยอมรับจากชาวกะพ้อเป็นอย่างดี ผมได้ยึดแบบอย่างที่ดีมาใช้ในการทำงาน เช่น ความเสียสละ การดูแลผู้ป่วยด้วยยึดหลักความเป็นมนุษย์ผมยึดหลักนี้ในการทำงานที่โรงพยาบาลกะพ้อตลอด 6 ปี&#8221;<br />
          คำบอกเล่าของคุณหมอทำให้ทราบว่าวันแรกที่เข้าทำงานในโรงพยาบาล สิ่งที่ผมสัมผัสได้ คือ ความอบอุ่นและความจริงใจคุณหมอเล่าว่าถึงแม้มาอยู่ที่นี่ จะต่างกันด้านภาษา ศาสนา แต่ก็ช่วยเหลือและคอยเป็นกำลังใจให้กัน ให้ความเป็นกันเอง คอยช่วยเหลือทุกอย่าง โดยเฉพาะการตรวจผู้ป่วยในช่วงแรก<a href="http://www.saisawankhayanying.com/wp-content/uploads/2010/08/vor3.jpg"><img class="alignright size-medium wp-image-2889" title="ภาพนายแพทย์วรวุฒิ นั่งสนทนาในห้องกับนางพยาบาล" src="http://www.saisawankhayanying.com/wp-content/uploads/2010/08/vor3-300x230.jpg" alt="" width="300" height="230" /></a><br />
          &#8220;ส่วนใหญ่ชาวมุสลิมพูดภาษายาวี ทำให้การสื่อสารติดขัด แต่ก็ได้พี่ๆพยาบาลและเจ้าหน้าที่คอยเป็นล่ามแปลให้ ซึ่งความรู้ภาษายาวีของผมนั้นแค่งูๆ ปลาๆ ซักถามได้แค่อาการเบื้องต้น พอลงรายละเอียดในแต่ละโรคบรรดาเมาะ (ยาย-ย่า) และเปาะจิ (ตา-ปู่) ต่างสรรหาคำพูดมาให้เรานั่งสับสน ต้องให้พี่พยาบาลมาช่วย แต่ผมพยายามจำคำศัพท์ให้ได้มากที่สุดเพื่อจะได้ไม่ต้องรบกวนคนอื่นแปล อีกทั้งยังเป็นการลดช่องว่างระหว่างผมกับผู้ป่วยอีกด้วย&#8221;<br />
ที่สำคัญคุณหมอบอกว่า ต้องขอบคุณบรรดาพี่ๆ ที่เป็นหมอหลายคนและคุณหมอศิริพรที่มอบมรดกล้ำค่า&#8221;ตำราภาษายาวีอย่างง่ายสำหรับบุคลากรทางการแพทย์&#8221;ไว้ให้ก่อนไปเรียนต่อ ทำให้ได้หัดอ่าน หัดพูดคุณหมอวรวุฒิ เล่าถึงการทำงานในวันวาน ว่าระยะแรกๆ หลังเลิกงานแล้ว เงียบมาก ร้านอาหารก็ไม่มี น้องๆ พยาบาลที่หอพักคงเข้าใจ มาชวนไปกินข้าวมื้อเย็น ซึ่งทำให้มีโอกาสทำความรู้จักกับทุกคนไปด้วย และทำให้คลายความเหงาได้บ้าง<br />
        &#8220;การอยู่กับเพื่อนร่วมงาน ทั้งขณะทำงาน รวมทั้งชีวิตหลังเลิกงานล้วนเป็นสิ่งสำคัญในการทำงานอย่างมีความสุข ท่ามกลางการทำงานในพื้นที่สีแดง&#8221; คำกล่าวของหมอหนุ่มเพราะครอบครัวของคุณหมอนั้นไม่เห็นด้วยที่จะไปทำงานในพื้นที่ภาคใต้ ทุกคนลงความเห็นว่าไม่จำเป็นต้องเอาชีวิตไปเสี่ยงถึงขนาดนั้นและขอให้ย้ายกลับไปทำงานที่จังหวัดชุมพร<br />
        &#8220;ทุกครั้งที่เหตุการณ์รุนแรงเกิดขึ้นและปรากฏในสื่อต่างๆ พ่อกับแม่จะนอนไม่หลับทุกครั้ง แต่สำหรับผมแล้วคนในพื้นที่ไม่ได้น่ากลัว หรือโหดร้ายอย่างที่ว่ากัน ถึงแม้เขาจะแตกต่างทั้งภาษา ศาสนา และวิถีชีวิต แต่เป็นคนไทยเหมือนกัน อีกทั้งพวกเขายังขาดโอกาสในหลายๆ เรื่อง หนึ่งในนั้นคือการแพทย์และสาธารณสุข ซึ่งเป็นความตั้งใจของผมตั้งแต่เลือกเรียนแพทย์แล้วว่าอยากดูแลรักษาผู้ป่วยที่ขาดแคลนโอกาสในพื้นที่สามจังหวัดชายแดนใต้&#8221;<br />
          โดยปกติแล้วทุกวันนี้ ผู้คนมักจะคิดว่าถ้าเลือกทำงานในโรงพยาบาลใหญ่ๆมีชื่อเสียง จะมีโอกาสก้าวหน้าทางด้านการงาน แต่สำหรับหมอวรวุฒิแล้ว เขาเห็นว่าโรงพยาบาลเล็กๆ ทำให้ได้รับโอกาสต่างๆมากมาย ทั้งเรื่องการทำงาน การเรียนรู้งานหลายอย่าง นอกจากการตรวจรักษาผู้ป่วยเพราะการเป็นแพทย์ประจำเพียงคนเดียวต้องรับงานด้านคลีนิคเกือบทุกคลีนิค ทำให้ต้องค้นคว้าหาความรู้เข้าร่วมประชุมวิชาการอย่างสม่ำเสมอเพื่อนำความรู้ที่ทันสมัยมาประยุกต์ใช้กับผู้ป่วย นอกจากนี้ ต้องทำงานพัฒนาคุณภาพอย่างอื่น เช่น งานควบคุมการติดเชื้องานวิชาการ และประชาสัมพันธ์ งานเวชระเบียน ซึ่งไม่ได้มีในตำราแพทย์<br />
อีกด้าน คือ การทำงานร่วมกับชุมชน ซึ่งงานด้านนี้ได้ให้ประสบการณ์ที่ล้ำค่ามากมายและหาไม่ได้ในโรงพยาบาลใหญ่ๆ เช่น ได้รับการยอมรับและความศรัทธาจากชาวบ้าน ได้เข้าร่วมกิจกรรมในงานสำคัญทางศาสนาอย่างเทศกาลถือศีลอด วันฮารีรายอ งานเข้าสุหนัต งานแต่งงาน งานบุญในหมู่บ้าน ล้วนเป็นกิจกรรมที่ช่วยให้เกิดความคุ้นเคยและสร้างความเป็นกันเอง ยอมรับถึงความแตกต่างที่มีต่อกันอย่างกลมกลืน<br />
<a href="http://www.saisawankhayanying.com/wp-content/uploads/2010/08/vor2.jpg"><img class="alignleft size-medium wp-image-2890" title="ภาพนายแพทย์วรวุฒิตรวจรักษาผู้ป่วยหญิง" src="http://www.saisawankhayanying.com/wp-content/uploads/2010/08/vor2-300x230.jpg" alt="" width="300" height="230" /></a>         &#8220;โรงพยาบาลกะพ้อมีหมอสองคนมาตลอด ในขณะที่จำนวนผู้ป่วยเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ช่วงแรกๆ ผู้ป่วยนอก 80 คนต่อวัน ถือว่าเยอะแล้ว แต่วันนี้จำนวนผู้ป่วยเพิ่มเป็นทวีคูณ เฉลี่ย 160 คนต่อวัน ผู้อำนวยการโรงพยาบาลต้องมาช่วยตรวจตลอดทั้งวัน และบ่อยครั้งที่หมอวรวุฒิต้องตรวจคนเดียว &#8220;มีคนเคยถามผมว่าเหนื่อยไหม? ที่ต้องตรวจผู้ป่วยทั้งวันผมจะตอบว่าเหนื่อยแค่กาย นอนพักตื่นมาก็หาย แต่หมอไม่เคยเหนื่อยใจเลย ซึ่งความรู้สึกนี้ผมว่าคงไม่ต่างกับผู้อำนวยการที่ต้องอยู่คนเดียวเวลาที่ผมไปประชุม และสิ่งที่ทำให้ผมอยากทำงานที่โรงพยาบาลกะพ้อ คือความผูกพัน ไม่ว่าความผูกพันกับเจ้าหน้าที่โรงพยาบาล ความผูกพันระหว่างญาติกับผู้ป่วย<br />
          &#8220;มีตัวอย่างคนไข้มาเล่าให้ฟังเป็นประสบการณ์ที่ผมประทับใจทุกวันที่มาทำงาน ผู้ป่วยติดเชื้อระยะสุดท้ายเป็นผู้ป่วยชาย มีลูกชายวัย 5 ขวบ ที่ไม่ได้รับเชื้อ และภรรยาเป็นคนมารับยาตลอด ผมดูแลครอบครัวนี้มาตั้งแต่เริ่มทำงาน จนวันสุดท้ายก่อนเสียชีวิต เขาพูดว่า &#8216;ถ้าลูกชายโตขึ้นและมีบุญได้เรียนสูงๆ อยากให้ลูกเรียนแพทย์เหมือนกับหมอ ที่ดูแลและเข้าใจเขามาตลอด&#8217; ผมยิ้มทั้งน้ำตาแล้วบอกว่า ถึงแม้ว่าจะทำงานอะไร ขอให้เขาโตขึ้นเป็นคนดีและรับผิดชอบต่อสังคมก็เพียงพอแล้ว&#8221;<br />
          ยังมีเรื่องเล่าอีก ว่าครั้งหนึ่งคุณหมอได้เป็นผู้ป่วย เพราะเป็นโรคไข้เลือดออก แต่ต้องมาอยู่เวรที่โรงพยาบาล และต้องตรวจคนไข้ไปด้วย ขณะที่ตัวเองนั้นมีสายน้ำเกลือคาอยู่ที่มือ หลังจากนั้นช่วงบ่าย มีหมออีกคนช่วยอยู่เวรแทน ทำให้ได้พักผ่อนที่ห้องพิเศษ ระหว่างนั้นมีผู้ป่วยรายหนึ่งป่วยด้วยโรคหัวใจวายชนิดรุนแรง มีอาการหายใจเหนื่อยหอบ ขาบวม ทำให้ต้องนอนอยู่บนเตียงตลอดเวลา เมื่อผู้ป่วยรายนี้ทราบว่าหมอวรวุฒิไม่สบายได้พูดกับพยาบาลว่า &#8220;ถ้าผมเดินไหว ผมจะเดินไปเยี่ยมหมอ&#8221;"พยาบาลมาเล่าเรื่องของผู้ป่วยรายนี้ให้ฟัง ผมจึงเกิดคำถามว่าทั้งๆ ที่เรายังพอมีแรงเดินได้ ทำไมเราไม่ไปเยี่ยมเขา จึงตัดสินใจไปเยี่ยมผู้ป่วยรายนี้ทั้งๆ ที่ตัวเองก็ไม่สบายอยู่ ทำให้เข้าใจผู้ป่วยมากขึ้นว่าความเจ็บป่วยนั้นมันทรมานเหลือเกิน ขนาดเราไม่สบายด้วยโรคไข้เลือดออก ยังรู้สึกทรมานมากขนาดนี้ แล้วผู้ป่วยระยะสุดท้ายที่ต้องนอนรอความตาย เขาต้องทนทรมานกับความเจ็บปวดมากกว่าอีกกี่ร้อยพันเท่า&#8221;<br />
           หมอวรวุฒิบอกถึงความรู้สึก ว่าหากถามว่าคิดจะออกนอกพื้นที่หรือไม่?คงมีเหตุผลเดียวที่ต้องย้าย คือกลับไปดูแลครอบครัวที่จังหวัดชุมพรเนื่องจากพ่อแม่อายุมากแล้ว ซ้ำยังมีโรคประจำตัว แต่โชคดีที่ขณะนี้ พี่ๆน้องๆ ช่วยกันดูแล ทำให้สามารถทำงานที่โรงพยาบาลกะพ้อได้อย่างเต็มที่<br />
        &#8220;ในความคิดของผม การทำงานในหน้าที่ของตัวเองให้ดีที่สุดเป็นสิ่งสำคัญ ไม่ว่าจะอยู่ในโรงเรียนแพทย์ โรงพยาบาลจังหวัด หรือโรงพยาบาลชุมชน ต่างมีภาระหน้าที่แตกต่างกัน ส่วนรางวัลตอบแทนที่ได้มา ก็เป็นกำลังใจให้มุ่งมั่นทำงานในพื้นที่ต่อไป แม้จะต้องมาอยู่ในพื้นที่เสี่ยงอันตรายแต่ไม่เคยคิดว่านั่นเป็นอุปสรรคในการทำงาน&#8221;<br />
          คุณหมอเจ้าของรางวัลแพทย์ตัวอย่างภาคใต้ ตบท้ายว่า&#8230;&#8221;คุณค่าของวิชาชีพแพทย์ คือ การได้ดูแลช่วยเหลือผู้ป่วยอย่างเต็มความสามารถ และเป็นวิชาชีพที่สามารถสร้างความดีได้ตลอดเวลา โดยไม่ต้องดิ้นรนหรือแสวงหาโอกาส&#8221;&#8211;จบ&#8211;</span></p>
<p><span style="color: #000080;">ที่มา: หนังสือพิมพ์มติชน</span></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.saisawankhayanying.com/s-featured/worawat/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>สธ.สั่งจับตา 90 วันอันตรายโรคฤดูฝน</title>
		<link>http://www.saisawankhayanying.com/s-featured/rainy-season-disease/</link>
		<comments>http://www.saisawankhayanying.com/s-featured/rainy-season-disease/#comments</comments>
		<pubDate>Mon, 07 Jun 2010 15:47:19 +0000</pubDate>
		<dc:creator>aof</dc:creator>
				<category><![CDATA[S.FEATURED]]></category>
		<category><![CDATA[S.HIGHLIGHTS]]></category>
		<category><![CDATA[บิด]]></category>
		<category><![CDATA[มาลาเรีย]]></category>
		<category><![CDATA[ฤดูฝน]]></category>
		<category><![CDATA[สาธารณธสุข]]></category>
		<category><![CDATA[หลอดลมอักเสบ]]></category>
		<category><![CDATA[หวัด]]></category>
		<category><![CDATA[อันตราย]]></category>
		<category><![CDATA[อาหารเป็นพิษ]]></category>
		<category><![CDATA[อุจจาระร่วง เฉียบพลัน]]></category>
		<category><![CDATA[ผู้ป่วย]]></category>
		<category><![CDATA[คออักเสบ]]></category>
		<category><![CDATA[ตับอักเสบ]]></category>
		<category><![CDATA[ปอดบวม]]></category>
		<category><![CDATA[แพร่ระบาด]]></category>
		<category><![CDATA[โรคตาแดง]]></category>
		<category><![CDATA[โรคไข้หวัดนก]]></category>
		<category><![CDATA[โรคไข้หวัดใหญ่ 2009]]></category>
		<category><![CDATA[ไทฟอยด์]]></category>
		<category><![CDATA[ไข้สมองอักเสบ เจ อี (Japanese Encephalitis)]]></category>
		<category><![CDATA[ไข้หวัดใหญ่]]></category>
		<category><![CDATA[ไข้เลือดออก]]></category>
		<category><![CDATA[เยื่อบุตาอักเสบ]]></category>
		<category><![CDATA[Rainy season disease.]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.saisawankhayanying.com/?p=2454</guid>
		<description><![CDATA[จับตาเป็นพิเศษ ตั้งแต่เดือน มิ.ย.-ส.ค. 2553 เป็นช่วง 90 วันอันตราย ที่โรคหลายชนิดสามารถแพร่ระบาดได้ง่ายและรวดเร็ว โดยโรคที่ต้องติดตามต่อเนื่องคือ โรคไข้หวัดใหญ่ 2009 และโรคไข้หวัดนก ขณะเดียวกัน กระทรวงสาธารณสุขโดยกรมควบคุมโรคได้ออกประกาศเตือนให้ประชาชนในการป้องกันโรคติดต่อที่มักเกิดขึ้นในฤดูฝน           นพ.ไพจิตร์ วราชิต ปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าว่า ขณะนี้ประเทศไทยเข้าสู่ฤดูฝน โรคหลายชนิดสามารถแพร่ระบาดได้ง่ายและรวดเร็ว [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<h3><span style="color: #000000;">จับตาเป็นพิเศษ ตั้งแต่เดือน มิ.ย.-ส.ค. 2553 เป็นช่วง 90 วันอันตราย ที่โรคหลายชนิดสามารถแพร่ระบาดได้ง่ายและรวดเร็ว โดยโรคที่ต้องติดตามต่อเนื่องคือ โรคไข้หวัดใหญ่ 2009 และโรคไข้หวัดนก ขณะเดียวกัน กระทรวงสาธารณสุขโดยกรมควบคุมโรคได้ออกประกาศเตือนให้ประชาชนในการป้องกันโรคติดต่อที่มักเกิดขึ้นในฤดูฝน<span id="more-2454"></span>           นพ.ไพจิตร์ วราชิต ปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าว่า ขณะนี้ประเทศไทยเข้าสู่ฤดูฝน โรคหลายชนิดสามารถแพร่ระบาดได้ง่ายและรวดเร็ว เช่น ไข้เลือดออก โรคฉี่หนู ไข้หวัดใหญ่ ไข้มาลาเรีย โรคไข้สมองอักเสบ เจ อี โรคปอดอักเสบ โรคไข้หวัดนก เป็นต้น ดังนั้น ตนจึงสั่งการให้สำนักงานสาธารณสุขจังหวัด (สสจ.) โรงพยาบาลทุกแห่ง จับตาเป็นพิเศษ ตั้งแต่เดือน มิ.ย.-ส.ค. 2553 เป็นช่วง 90 วันอันตราย ให้แพทย์ตรวจคัดกรองผู้ป่วยโดยละเอียด โดยโรคที่ต้องติดตามต่อเนื่องคือ โรคไข้หวัดใหญ่ 2009 และโรคไข้หวัดนก ขณะเดียวกัน กระทรวงสาธารณสุขโดยกรมควบคุมโรคได้ออกประกาศเตือนให้ประชาชนในการป้องกันโรคติดต่อที่มักเกิดขึ้นในฤดูฝน จัดส่งให้สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดทั่วประเทศ เพื่อให้ความรู้ประชาชนในการป้องกันไม่ให้ป่วย โดยมี 5 กลุ่ม รวม 15 โรค ได้แก่ 1.กลุ่มโรคติดต่อทางน้ำและอาหาร ที่พบบ่อยได้แก่ อุจจาระร่วง เฉียบพลัน บิด ไทฟอยด์ อาหารเป็นพิษ ตับอักเสบสาเหตุเกิดจากการกินอาหาร ดื่มน้ำที่มีเชื้อโรคปนเปื้อน หรือ กินอาหารสุกๆดิบๆ 2. กลุ่มโรคติดเชื้อทางเดินหายใจที่พบบ่อยได้แก่ หวัด ไข้หวัดใหญ่ คออักเสบ หลอดลมอักเสบ และปอดบวม 3.กลุ่มโรคติดเชื้อผ่านทางบาดแผลหรือเยื่อบุผิวหนัง ที่พบบ่อยคือ เลปโตสไปโรซิสหรือไข้ฉี่หนู<a href="http://www.saisawankhayanying.com/wp-content/uploads/2010/06/20090915_39352.png"><img class="alignright size-full wp-image-2455" title="ภาพโลโก้โรคตาแดง" src="http://www.saisawankhayanying.com/wp-content/uploads/2010/06/20090915_39352.png" alt="" width="280" height="168" /></a></span></h3>
<p><span style="color: #000000;">          นพ.ไพจิตร์ กล่าวต่อไปว่า 4. กลุ่มโรคติดต่อที่เกิดจากยุงที่สำคัญ 3 โรค ได้แก่ ไข้เลือดออก ไข้สมองอักเสบ เจ อี (Japanese Encephalitis) และมาลาเรีย และ 5. กลุ่มโรคเยื่อบุตาอักเสบ หรือโรคตาแดงนอกจากนี้ยังมีโรคน้ำกัดเท้าที่เกิดจากเชื้อรา ซึ่งเกิดจากการเดินลุยน้ำสกปรกนานๆ หรือต้องแช่น้ำ เดินลุยน้ำท่วมขังในช่วงที่มีฝนตกหนัก ถูกสัตว์มีพิษกัด ต่อย และ โรคอาหารเป็นพิษจากการกินเห็ดพิษที่ขึ้นเองตามธรรมชาติในป่า ในสวน ซึ่งพบในช่วงฤดูฝนทุกปี ทั้งนี้ จากการเฝ้าระวังของสำนักระบาดวิทยา กรมควบคุมโรคตลอดเดือน พ.ค. 2553 พบผู้ป่วยด้วยโรคฤดูฝนแล้ว 68,217 ราย เสียชีวิต 45 รายจากปอดบวม 35 ราย อุจจาระร่วง 5 ราย ไข้หวัดใหญ่ 2 ราย ฉี่หนู 2 ราย ไข้เลือดออก 1 ราย สรุปตั้งแต่เดือน ม.ค.-พ.ค. 2553 พบผู้ป่วยทั้ง 15 โรค รวม704,792 ราย เสียชีวิต 495 ราย.&#8211;จบ&#8211;</span></p>
<p><span style="color: #000000;"> </span></p>
<p><span style="color: #000000;">          ที่มา: หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ</span></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.saisawankhayanying.com/s-featured/rainy-season-disease/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>สธ.เตือนไข้เลือดออกระบาดช่วงเปิดเทมอ ตายแล้ว 17</title>
		<link>http://www.saisawankhayanying.com/s-featured/student/</link>
		<comments>http://www.saisawankhayanying.com/s-featured/student/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 07 May 2010 04:16:18 +0000</pubDate>
		<dc:creator>aof</dc:creator>
				<category><![CDATA[S.FEATURED]]></category>
		<category><![CDATA[S.HIGHLIGHTS]]></category>
		<category><![CDATA[กระถางต้นไม้]]></category>
		<category><![CDATA[ภาคกลาง]]></category>
		<category><![CDATA[ภาคอีสาน]]></category>
		<category><![CDATA[ภาคใต้]]></category>
		<category><![CDATA[ภาคเหนือ]]></category>
		<category><![CDATA[ยุงลาย]]></category>
		<category><![CDATA[ฤดู]]></category>
		<category><![CDATA[ลูกน้ำ]]></category>
		<category><![CDATA[สาธารณสุข]]></category>
		<category><![CDATA[หน้าฝน]]></category>
		<category><![CDATA[ผู้ป่วย]]></category>
		<category><![CDATA[ขาตู้]]></category>
		<category><![CDATA[ตาย]]></category>
		<category><![CDATA[ประเทศไทย]]></category>
		<category><![CDATA[ปล่อยปลา]]></category>
		<category><![CDATA[นักเรียน]]></category>
		<category><![CDATA[น้ำขัง]]></category>
		<category><![CDATA[ไข้เลือดออก]]></category>
		<category><![CDATA[เสียชีวิต]]></category>
		<category><![CDATA[เปิดเทมอ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.saisawankhayanying.com/?p=2279</guid>
		<description><![CDATA[หลังพบผู้ป่วยพุ่งกว่าหมื่นราย ตายแล้ว 17 ราย โดยภาคกลางพบผู้ป่วยมากที่สุด สั่งเฝ้าระวังช่วงเปิดเทอม ทั้งในภาคกลางและภาคใต้เป็นพิเศษ โดยเน้นการป้องกันโรคในช่วงหน้าฝน&#8230; 
          นพ.ประพนธ์ ตั้งศรีเกียรติกุล รองอธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าววันนี้ (6 พ.ค.) ถึงสถานการณ์โรคไข้เลือดออกในประเทศไทย ว่า มีแนวโน้มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยข้อมูลจากสำนักระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<h3><span style="color: #000080;"><span style="color: #000000;">หลังพบผู้ป่วยพุ่งกว่าหมื่นราย ตายแล้ว 17 ราย โดยภาคกลางพบผู้ป่วยมากที่สุด สั่งเฝ้าระวังช่วงเปิดเทอม ทั้งในภาคกลางและภาคใต้เป็นพิเศษ โดยเน้นการป้องกันโรคในช่วงหน้าฝน&#8230; <span id="more-2279"></span></span></span></h3>
<p><span style="color: #000000;">          นพ.ประพนธ์ ตั้งศรีเกียรติกุล รองอธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าววันนี้ (6 พ.ค.) ถึงสถานการณ์โรคไข้เลือดออกในประเทศไทย ว่า มีแนวโน้มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยข้อมูลจากสำนักระบาดวิทยา กรมควบคุมโรค ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค.-4 พ.ค.53 มีผู้ป่วยโรคไข้เลือดออกสะสมรวม จำนวน 13,973 ราย คิดเป็นอัตราป่วย 22 คนต่อประชากรแสนคน เสียชีวิต 17 ราย เมื่อแยกเป็นรายภาคพบว่า ภาคกลาง มีจำนวนผู้ป่วยมากที่สุด 6,843 ราย ตาย 6 ราย รองลงมาคือภาคใต้ พบผู้ป่วย 3,142 ราย ตาย 6 ราย ภาคตะวันออกเฉียงเหนือ พบผู้ป่วย 2,806 ราย ตาย 2 ราย และภาคเหนือ พบผู้ป่วย 1,182 ราย ตาย 3 ราย ทั้งนี้ได้สั่งการให้มีการเฝ้าระวังภาคกลางและภาคใต้เป็นพิเศษ เนื่องจากจำนวนผู้ป่วย 2 ภาคนี้ รวมกันเกือบ 10,000 ราย และมีผู้เสียชีวิตรวม 12 ราย</span><a href="http://www.saisawankhayanying.com/wp-content/uploads/2010/05/yungL-2.jpg"><span style="color: #000000;"><img class="alignright size-full wp-image-2295" title="ภาพยุงกำลังดูดเลือดมีเลือดแดงเต็มท้อง" src="http://www.saisawankhayanying.com/wp-content/uploads/2010/05/yungL-2.jpg" alt="" width="299" height="210" /></span></a></p>
<p><span style="color: #000000;">          รองอธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวต่อว่า ส่วนในช่วงกลางเดือนพ.ค. โรงเรียนเปิดเทอมเกือบทุกระดับ อาจเกิดการระบาดในกลุ่มเด็กนักเรียน และแนวโน้มจำนวนผู้ป่วยจะสูงขึ้นมาก โดยเฉพาะเป็นช่วงหน้าฝน จึงต้องเร่งดำเนินการป้องกันควบคุมโรค โดยเร่งรัดการรณรงค์ใน 3 มาตรการ ดังนี้ 1.จัดการสิ่งแวดล้อมในบ้านและรอบบ้าน ไม่ให้มีภาชนะที่มีน้ำขังเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลาย ซึ่งเป็นพาหะสำคัญของโรคนี้ 2. มาตรการในการควบคุมลูกน้ำยุงลาย เช่น ปิดฝาภาชนะที่มีน้ำขัง เปลี่ยนน้ำในภาชนะที่มีน้ำขัง อาทิ น้ำที่หล่อขาตู้กับข้าว แจกัน กระถางต้นไม้ ทุก 7 วัน และปล่อยปลาในแหล่งน้ำที่เป็นแหล่งเพาะพันธุ์ยุง เป็นต้น และ 3. มาตรการในการกำจัดยุงลายตัวแก่ เช่น การพ่นยากำจัดยุงตามสถานที่ต่างๆ</span></p>
<p><span style="color: #000000;">          นพ.ประพนธ์ กล่าวอีกว่า เนื่องจากโรงเรียนถือเป็นสถาบันที่มีบทบาทสำคัญ ที่จะช่วยในการป้องกันและควบคุมโรค ไข้เลือดออกในชุมชนและโรงเรียนของตนเอง กิจกรรมที่โรงเรียนสามารถดำเนินงานเพื่อป้องกันโรคไข้เลือดออกได้ โดยจัดกิจกรรมการเรียนการสอนให้นักเรียนมีความรู้ความเข้าใจและตระหนักถึงภัยของโรคไข้เลือดออก รู้จักวิธีป้องกันและแนะนำผู้ใกล้ชิดที่ป่วยเป็นโรคไข้เลือดออกได้ ทำให้โรงเรียนปลอดลูกน้ำและยุงลาย โดยตรวจสอบและทำลายแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลาย และลูกน้ำยุงลายทุกสัปดาห์ และช่วยกันกำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ลูกน้ำยุงลายในชุมชน</span></p>
<p><span style="color: #000000;">          นอกจากนี้ รองอธิบดีกรมควบคุมโรค กล่าวด้วยว่า หากพบผู้ป่วยมีอาการไข้สูง มีจุดเลือดออกตามตัว หรือมีอาการคลื่นไส้อาเจียน ปวดท้อง ให้ไปพบแพทย์โดยเร็ว อย่าซื้อยามารับประทานเอง โดยเฉพาะยาแอสไพริน ซึ่งจะทำให้เกิดภาวะเลือดออกง่าย เพราะอาจเป็นโรคไข้เลือดออก และอาจเกิดปัญหาแทรกซ้อนตามมาได้ หรือสอบถามได้ที่ สำนักโรคติดต่อนำโดยแมลง กรมควบคุมโรค โทร 0-2590-3103</span></p>
<p><span style="color: #000000;">แหล่งข่าว : ไทยรัฐ</span></p>
<p><a href="http://www.saisawankhayanying.com/wp-content/uploads/2010/05/Student.jpg"><span style="color: #000000;"> </span></a></p>
<table border="0" cellspacing="0" cellpadding="0" width="729">
<tbody>
<tr>
<td><span style="color: #000000;"> </span></td>
</tr>
<tr>
<td><span style="color: #000000;"> </span></td>
</tr>
</tbody>
</table>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.saisawankhayanying.com/s-featured/student/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>อาวุธชีวภาพมหันตภัยเงียบรูปแบบใหม่</title>
		<link>http://www.saisawankhayanying.com/s-featured/biological-weapon/</link>
		<comments>http://www.saisawankhayanying.com/s-featured/biological-weapon/#comments</comments>
		<pubDate>Sat, 03 Apr 2010 18:09:44 +0000</pubDate>
		<dc:creator>aof</dc:creator>
				<category><![CDATA[S.FEATURED]]></category>
		<category><![CDATA[S.HIGHLIGHTS]]></category>
		<category><![CDATA[บรรเทา]]></category>
		<category><![CDATA[ชีวภาพ]]></category>
		<category><![CDATA[การสังหารหมู่]]></category>
		<category><![CDATA[การแพร่ระบาด]]></category>
		<category><![CDATA[มหาวิทยาลัยมหิดล]]></category>
		<category><![CDATA[มะรุม]]></category>
		<category><![CDATA[ยุโรป]]></category>
		<category><![CDATA[ว่านหางจระเข้]]></category>
		<category><![CDATA[สมาคม]]></category>
		<category><![CDATA[สาธารณภัย]]></category>
		<category><![CDATA[อะแมนตาดีน']]></category>
		<category><![CDATA[อาวุธ]]></category>
		<category><![CDATA[อาวุธทำลายล้างสูง]]></category>
		<category><![CDATA[อาสาสมัคร]]></category>
		<category><![CDATA[องุ่นส้ม]]></category>
		<category><![CDATA[ผู้ป่วย]]></category>
		<category><![CDATA[ธรรมชาติ]]></category>
		<category><![CDATA[คณะเภสัชศาสตร์]]></category>
		<category><![CDATA[นายก]]></category>
		<category><![CDATA[โรคระบาด]]></category>
		<category><![CDATA[โรคไข้ทรพิษ]]></category>
		<category><![CDATA[ไวรัส]]></category>
		<category><![CDATA[ไข้หวัดใหญ่]]></category>
		<category><![CDATA[เชื่อโรค]]></category>
		<category><![CDATA[เอช 1 เอ็น 1]]></category>
		<category><![CDATA[Biological weapon]]></category>
		<category><![CDATA[Weapon of Mass Destruction]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.saisawankhayanying.com/?p=2106</guid>
		<description><![CDATA[การชุมนุมของกลุ่มม็อบเสื้อแดงที่พยายามกดดันให้รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ยุบสภา ยืดเยื้อมาจนถึงวันนี้นับได้เกือบ 20 วันแล้ว ท่ามกลางการทำสงครามจิตวิทยาระหว่างสองฝ่ายยังมีการปาอึ การเทเลือด ฯลฯ ไม่เพียงสร้างความสะอิดสะเอียด ยังฉาวโฉ่ไปทั่วโลกผ่านทางสื่อที่รายงานข่าวอย่างใกล้ชิด หลายต่อหลายคนมองหาอารมณ์ขันผ่านสถานการณ์อันขึ้งเครียด น่าเบื่อหน่าย
          เมื่อครั้งที่ฝ่ายม็อบนำรถอึมาขู่ฝ่ายตรงข้าม มีเสียงวิพากษ์เป็นทีเล่นทีจริงว่า &#8220;นี่เล่นอาวุธชีวภาพกันเลยทีเดียว&#8221;เพราะจะว่าไป ไม่ว่า &#8220;อึ&#8221; หรือ &#8220;เลือด&#8221; สามารถแปรเป็นอาวุธชีวภาพได้ทั้งนั้น
          แล้วอาวุธชีวภาพคืออะไร?&#8221;อาวุธชีวภาพ&#8221; [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<h3><span style="color: #000000;">การชุมนุมของกลุ่มม็อบเสื้อแดงที่พยายามกดดันให้รัฐบาลนายอภิสิทธิ์ยุบสภา ยืดเยื้อมาจนถึงวันนี้นับได้เกือบ 20 วันแล้ว ท่ามกลางการทำสงครามจิตวิทยาระหว่างสองฝ่ายยังมีการปาอึ การเทเลือด ฯลฯ ไม่เพียงสร้างความสะอิดสะเอียด ยังฉาวโฉ่ไปทั่วโลกผ่านทางสื่อที่รายงานข่าวอย่างใกล้ชิด หลายต่อหลายคนมองหาอารมณ์ขันผ่านสถานการณ์อันขึ้งเครียด น่าเบื่อหน่าย<span id="more-2106"></span></span></h3>
<p><a href="http://www.saisawankhayanying.com/wp-content/uploads/2010/04/Biological-weapon.jpg"></a><span style="color: #000000;">          เมื่อครั้งที่ฝ่ายม็อบนำรถอึมาขู่ฝ่ายตรงข้าม มีเสียงวิพากษ์เป็นทีเล่นทีจริงว่า &#8220;นี่เล่นอาวุธชีวภาพกันเลยทีเดียว&#8221;เพราะจะว่าไป ไม่ว่า &#8220;อึ&#8221; หรือ &#8220;เลือด&#8221; สามารถแปรเป็นอาวุธชีวภาพได้ทั้งนั้น</span></p>
<p><a href="http://www.saisawankhayanying.com/wp-content/uploads/2010/04/biow_gasmask.jpg"><span style="color: #000000;"><img class="alignleft size-medium wp-image-2108" title="ภาพทหารสองนายกำลังสวมหน้ากากกันพิษ" src="http://www.saisawankhayanying.com/wp-content/uploads/2010/04/biow_gasmask-241x300.jpg" alt="" width="145" height="180" /></span></a><span style="color: #000000;">          แล้วอาวุธชีวภาพคืออะไร?&#8221;อาวุธชีวภาพ&#8221; (biological weapon) ก็คืออาวุธที่ได้จากสิ่งมีชีวิต ซึ่งครอบคลุมถึงตัวสิ่งมีชีวิตเอง สารพิษจากสิ่งมีชีวิต หรือแม้กระทั่งฮอร์โมนหรือสารอื่นใดที่สิ่งมีชีวิตผลิตขึ้นมา หากจะพูดให้เข้าใจได้ง่ายก็คืออาวุธเชื้อโรคหรืออาวุธสารพิษที่สกัดจากจุลินทรีย์นั่นเอง อาวุธ</span></p>
<p><span style="color: #000000;">          ชีวภาพนี้เป็นอาวุธที่ผลิตได้ง่าย แม้โรงนาเล็กๆ สักหลังก็ยังสามารถดัดแปลงมาใช้เป็นแหล่งผลิตอาวุธชีวภาพได้</span></p>
<p><span style="color: #000000;">          มนุษย์รู้จักผลิตอาวุธเชื้อโรคหรืออาวุธชีวภาพนี้โดยเลียนแบบจากการสังหารหมู่ตามธรรมชาติ นั่นคือการเกิดโรคระบาด เช่น การระบาดของโรคไข้ทรพิษในยุโรปเมื่อคริสต์ศตวรรษที่ 14 ประมาณว่ามีผู้เสียชีวิตไปถึง 75 ล้านคน หรือการเกิดโรคไข้หวัดใหญ่ระบาดไปทั่วโลกเมื่อปี ค.ศ.1918-1919 ซึ่งคร่าชีวิตผู้คนไปถึง 22 ล้านคน</span></p>
<p><span style="color: #000000;">          ด้วยเหตุนี้จึงมีการเลียนแบบธรรมชาติ เพาะโรคร้ายบางชนิดไว้ใช้เพื่อการสงคราม โดยอาจใช้ตัวจุลินทรีย์เองหรืออาจสกัดเอาเฉพาะสารสำคัญที่เป็นพิษต่อมนุษย์ก็ได้</span></p>
<p><span style="color: #000000;">          เท่าที่มีหลักฐานปรากฏ การใช้อาวุธชีวภาพเกิดขึ้นเป็นครั้งแรกในอาณาจักรโรมันเมื่อพันกว่าปีมาแล้วโดยชาวโรมันนำสัตว์ที่ป่วยเป็นโรคตายไปทิ้งไว้ที่แหล่งน้ำของข้าศึก เมื่อข้าศึกบริโภคน้ำจากแหล่งน้ำนั้นก็เกิดอาการป่วย เป็นการตัดกำลังรบและทำลายขวัญของ ฝ่ายตรงข้ามได้เป็นอย่างดี</span></p>
<p><span style="color: #000000;">          ส่วนอาวุธชีวภาพในยุคปัจจุบันนั้นก็ยังเป็นหลักการเดิม เพียงแต่พัฒนาวิธีการให้ใช้งานสะดวกและได้ผลมากขึ้น โดยมีการเลี้ยงเชื้อโรคที่ต้องการเป็นจำนวนมาก จากนั้นเก็บรักษาไว้จนกว่าจะถึงเวลาที่ต้องใช้งานวิธีการใช้นั้นก็อาจโปรยลงมาจากเครื่องบินหรือนำไป</span><a href="http://www.saisawankhayanying.com/wp-content/uploads/2010/04/biow_scan14.jpg"><span style="color: #000000;"><img class="alignright size-full wp-image-2109" title="ภาพขยายเชื้อโรค" src="http://www.saisawankhayanying.com/wp-content/uploads/2010/04/biow_scan14.jpg" alt="" width="300" height="201" /></span></a></p>
<p><span style="color: #000000;">          ทำเป็นหัวรบของขีปนาวุธยิงสู่พื้นที่เป้าหมาย</span></p>
<p><span style="color: #000000;">          เช่น การตรวจพบแหล่งอาวุธชีวภาพในอิรักเมื่อปีค.ศ.1985 ซึ่งมีทั้งอาวุธเชื้อโรคและอาวุธสารพิษที่ผลิตจากเชื้อโรค ได้แก่ โรคแอนแทรกซ์ (anthrax) อันเป็นแบคทีเรียชนิดหนึ่ง, พิษบอตทูลินัม (botulinum toxin)อันเป็นสารพิษที่ได้จากแบคทีเรีย, พิษอะฟลาทอกซิน</span></p>
<p><span style="color: #000000;">          (aflatoxin) อันเป็นสารพิษที่ได้จากรา และไรซิน(ricin) อันเป็นสารพิษที่ได้จากเมล็ดละหุ่ง</span></p>
<p><span style="color: #000000;">          เมื่ออิรักเคยผลิตอาวุธเหล่านี้มาแล้ว การจะผลิตขึ้นมาใหม่อีกจึงไม่ใช่เรื่องยากแต่อย่างใด</span></p>
<p><span style="color: #000000;">          ประเทศไทยแม้จะไม่ใช่เป้าหมายของภัยคุกคามนี้แต่มีความจำเป็นที่จะต้องมีแผนจัดการ และมีความรู้</span></p>
<p><span style="color: #000000;">          ความเข้าใจเกี่ยวกับอาวุธชีวภาพ ภาควิชาเคมี คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ร่วมกับศูนย์ศึกษายุทธศาสตร์ สถาบันวิชาป้องกันประเทศ และสมาคมอาสาสมัครบรรเทาสาธารณภัยแห่งประเทศไทย โดยพล.อ.สุกิจ ขมะสุนทร ผู้ทรงคุณวุฒิพิเศษ กองบัญชาการกองทัพไทย เป็นประธานเปิด การประชุมวิชาการเรื่อง &#8220;อาวุธทำลายล้างสูง (Weapon of Mass Destruction) : ภัยจากอาวุธชีวภาพ&#8221;  เมื่อวันที่ 19 มีนาคมที่ผ่านมา</span></p>
<p><span style="color: #000000;">          ดร.วิเชษฐ์ ลีลามานิตย์อาจารย์ภาควิชาชีวเคมีคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล อธิบายเกี่ยวกับอาวุธที่มีอำนาจทำลายล้างสูงนี้ว่า อาวุธที่มีประสิทธิภาพในการทำลายล้างสูงมีอยู่ 3 ประเภท คือ อาวุธนิวเคลียร์ อาวุธชีวภาพ และอาวุธเคมี ซึ่งในบรรดาอาวุธทั้งหมด อาวุธชีวภาพนับว่าน่ากลัวที่สุด เพราะมีต้นทุนต่ำ แต่กระจายไปได้ไกล มีความคงทน ป้องกันได้ยากที่สุดแล้วยังสร้างความเสียหายในมุมกว้างอีกด้วย</span></p>
<p><span style="color: #000000;"> </span><a href="http://www.saisawankhayanying.com/wp-content/uploads/2010/04/biow_pc39-1.jpg"><span style="color: #000000;"><img class="alignleft size-thumbnail wp-image-2110" title="ภาพแขนที่เป็นผื่นบวมแดงจากอาวุธชีวภาพ" src="http://www.saisawankhayanying.com/wp-content/uploads/2010/04/biow_pc39-1-150x150.jpg" alt="" width="150" height="150" /></span></a><span style="color: #000000;">         ลักษณะการแพร่กระจายของอาวุธชีวภาพจะแพร่ทางการหายใจ รับประทาน หรือจากการกัดของสัตว์พาหนะ โดยการแพร่กระจายจะขึ้นกับสภาวะแวดล้อม</span></p>
<p><span style="color: #000000;">          &#8220;การก่อการร้ายนั้นมีวิธีนานาประการ โดยนิยมแพร่กระจายไปยังอากาศ ปนเปื้อนไปกับอาหารและน้ำสถานที่ที่มีคนมากๆ อย่างกรณีการชุมนุมประท้วงของกลุ่ม นปช. มีการปาระเบิดอึ ระเบิดปลาร้านั้น ยังไม่น่ากลัว แต่หากมีใครนำสิ่งแปลกปลอม เช่น หมามุ่ยฯลฯ มาใช้ จะสร้างอาการคันขึ้นในกลุ่มผู้ชุมนุม และในบางรายที่มีอาการแพ้มากๆ จะเกิดเป็นผื่นบวมแดงเห็นได้ชัดเจนเหล่านี้ถือเป็นภัยจากอาวุธชีวภาพทั้งสิ้น&#8221;</span></p>
<p><span style="color: #993300;"><span style="color: #000000;">  </span><a href="http://www.saisawankhayanying.com/wp-content/uploads/2010/04/biow_corn.jpg"><span style="color: #000000;"><img class="alignleft size-thumbnail wp-image-2112" title="ภาพฝักข้าวโพดที่ขึ้นรา" src="http://www.saisawankhayanying.com/wp-content/uploads/2010/04/biow_corn-150x150.jpg" alt="" width="150" height="150" /></span></a><span style="color: #000000;">        ดร.วิเชษฐ์อธิบายต่อไปว่า หนึ่งในเชื้อโรคที่มีศักยภาพสูงและมีการนำมาผลิตเป็นอาวุธได้แก่ เชื้อแอนแทรกซ์ผลิตจากเชื้อแบคทีเรียที่มีชื่อว่า แบซิลลัสแอนทราซิส สามารถเข้าสู่ร่างกายได้ทางบาดแผลทำให้เกิดการติดเชื้อในระบบเลือด และทางเดินหายใจเมื่อผู้ป่วยติดเชื้อแอนแทรกซ์ในระบบทางเดินหายใจจะมีอาการเริ่มแรกคล้ายเป็นไข้หวัด มีน้ำมูกไหล หลังจากนั้นไม่นานอาการจะรุนแรงขึ้น ผู้ป่วยจะเกิดอาการช็อค หมดสติ และเสียชีวิตในที่สุด</span></span></p>
<p><span style="color: #000000;">          เชื้อแอนแทรกซ์สามารถนำไปบรรจุในหัวรบของขีปนาวุธ เพื่อใช้โจมตีเป้าหมายในระยะไกลได้</span></p>
<p><span style="color: #000000;">          หันกลับมาดูทางด้าน &#8220;ยา&#8221; กันบ้าง รศ.ดร.อ้อมบุญวัลลิสุตอาจารย์คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดลบอกว่า การใช้ไวรัสเป็นอาวุธชีวภาพมีความเป็นไปได้สูง และการแสวงหายาจากสมุนไพรเพื่อเป็นยาต้านจุลชีพก็ได้รับความสนใจมาตลอด ในพระคัมภีร์ตักกสิลามีบันทึกเกี่ยวกับไข้ชนิดต่างๆ ซึ่งน่าจะเกี่ยวข้องกับไวรัส และมีตำรับยารักษาไข้ โดยมีวิธีการรักษาคือให้รับประทานยาและมียาพ่นผสมสมุนไพรเพื่อลดความร้อน</span></p>
<p><span style="color: #000000;">          &#8220;สมุนไพรไทยนั้นปกติมีฤทธิ์ในการต้านจุลชีพ ฆ่าเชื้อราอยู่แล้ว ในการแพทย์แผนไทยบอกว่าระบบที่ก่อให้เกิดโรคในร่างกายคนเราคือ อาพาธ 5 ประการ คือ ดีลม เลือด เสมหะ และกำเดา&#8221;</span></p>
<p><span style="color: #000000;">          ตำรับยาที่มีการบันทึกไว้ถึงสรรพคุณในการรักษาสุขภาพได้อย่างน่าสนใจ โบราณใช้เป็นยาแปรไข้ คือถ้าไข้สูงกินแล้วไข้จะน้อยลง ถ้าไข้น้อยก็จะช่วยให้หายไข้คือ &#8220;ยาแก้วห้าดวง&#8221;ประกอบด้วย รากคนทา รากไม้เท้ายายม่อม รากชิงชี่ รากมะเดื่อ รากย่านาง อย่างละส่วนใช้ต้มรับประทาน</span></p>
<p><span style="color: #000000;">          รศ.ดร.อ้อมบุญย้ำว่า ประเทศไทยน่าจะมีการนำ&#8221;ยาแก้วห้าดวง&#8221; นี้มาใช้แทนพาราเซตามอล เพราะสมุนไพรนั้นเป็นยาที่ไม่ให้ผลข้างเคียงเหมือนยาฝรั่งจึงใช้ได้ปลอดภัยกว่า</span></p>
<p><span style="color: #000000;">          นอกจากนี้ ก็ยังมีสมุนไพรอีกหลายๆ ชนิดที่ให้ฤทธิ์เกี่ยวข้องกับภูมิคุ้มกัน เช่น ข่าใหญ่ ฟ้าทลายโจรบอระเพ็ด ขิงบัวบก มะขามป้อม</span></p>
<p><span style="color: #000000;">          สมุนไพรที่มีฤทธิ์ในการยับยั้งไวรัส อาทิ มะรุม องุ่นส้ม ว่านหางจระเข้</span></p>
<p><span style="color: #000000;">          &#8220;อย่างไวรัส เอช 1 เอ็น 1 ก็มีนักวิจัยชาวไต้หวันค้นพบตัวยาที่ช่วยยับยั้งไวรัสชนิดนี้ โดยแยกสารสำคัญนี้จาก &#8216;มหาหิงคุ์&#8217; ซึ่งตั้งแต่สมัยโบราณคนเก่าแก่ก็ใช้รักษาโรคหวัดให้กับเด็กเล็ก โดยใช้ทาที่ฝ่ามือฝ่าเท้า กระหม่อม และท้องให้กับเด็ก ปรากฏว่าในการทดลองผ่านหลอดแก้วพบว่า มหาหิงคุ์ให้ผลดีในการยับยั้งไวรัส เอช 1 เอ็น 1 ดีกว่า &#8216;อะแมนตาดีน&#8217; ยาต้านไวรัสที่ผ่านการอนุมัติของเอฟดีเอให้ใช้ในผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่ชนิดนี้เสียอีก&#8221;</span></p>
<p><span style="color: #000000;">          รศ.ดร.อ้อมบุญบอกอีกว่า ยังมีสมุนไพรไทยอีกมากที่ควรนำมาศึกษาวิจัยต่อ เพราะหลายๆ ชนิดมีสรรพคุณในการแก้ไข้ได้อยู่แล้ว</span></p>
<p><span style="color: #000000;">          ทางด้าน ม.ล.กิติบดี ประวิตรนายกสมาคมอาสาสมัครบรรเทาสาธารณภัยแห่งประเทศไทย กล่าวถึงความพร้อมในการป้องกันภัยที่เกิดเหตุ หรือที่ต้องสงสัยว่าจะเป็นภัยจากอาวุธชีวภาพ ว่า ทางกรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย ได้รับความช่วยเหลือทางวิชาการจากประเทศแคนาดา ภายใต้โครงการพัฒนาสมรรถนะของประเทศไทยในการต่อต้านการก่อการร้าย ในด้านการฝึกอบรม เครื่องมือ อุปกรณ์เทคนิคเพื่อการป้องกันและตอบโต้การก่อการร้ายรูปแบบต่างๆ</span></p>
<p><span style="color: #000000;">          ขณะเดียวกันก็มีการเตรียมพร้อมรับกับภัยจากอาวุธทำลายล้างสูง โดยมีหน่วยงานกลางที่ทำหน้าที่หลัก มีนายกรัฐมนตรีเป็นผู้บัญชาการโดยตรง มีแผนงานระดับชาติ มีการฝึกอบรม และเฝ้าระวังเป็นอย่างดีผู้ปฏิบัติงานต้องได้รับการฝึกฝนมาเป็นอย่างดี มีการประสานงานในระดับท้องถิ่นและระดับชาติเป็นอย่างดีระบบสื่อสารต้องมีความพร้อม หากเกิดสถานการณ์ฉุกเฉิน</span></p>
<p><span style="color: #000000;">          ฟังว่าเช่นนี้แล้ว ใครที่ยังคิดว่าอาวุธชีวภาพเป็นเรื่องขำๆ เป็นเรื่องไกลตัว คงต้องเปลี่ยนความคิดเสียใหม่เพื่อความไม่ประมาท เพราะตราบใดที่อาวุธทำลายล้างสูงยังสามารถผลิตได้ง่าย คงต้องอาศัยความร่วมมือในหลายๆ ฝ่าย ในการป้องกันและแก้ไขปัญหาการก่อการร้ายด้วยกัน</span></p>
<p><span style="color: #000000;">         </span></p>
<p><span style="color: #000000;"><!--more--></span></p>
<p><span style="color: #000000;">ที่มา: หนังสือพิมพ์มติชน วันอังคารที่ 30 มีนาคม 2553</span></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.saisawankhayanying.com/s-featured/biological-weapon/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>เพลงสอนอัมพาตให้พูด ไปเปลี่ยนใช้&#8221;ศูนย์ร้องเพลง&#8221;แทน&#8221;ศูนย์การพูด&#8221;</title>
		<link>http://www.saisawankhayanying.com/s-highlights/singing/</link>
		<comments>http://www.saisawankhayanying.com/s-highlights/singing/#comments</comments>
		<pubDate>Wed, 24 Feb 2010 07:49:36 +0000</pubDate>
		<dc:creator>aof</dc:creator>
				<category><![CDATA[S.HIGHLIGHTS]]></category>
		<category><![CDATA[การบำบัดรักษา]]></category>
		<category><![CDATA[การพูด]]></category>
		<category><![CDATA[การเคาะจังหวะในใจ]]></category>
		<category><![CDATA[ร้องเพลง]]></category>
		<category><![CDATA[ศูนย์]]></category>
		<category><![CDATA[สมอง]]></category>
		<category><![CDATA[สมาคมวิทยาศาสตร์ก้าวหน้าแห่งอเมริกัน]]></category>
		<category><![CDATA[อัมพฤกษ์]]></category>
		<category><![CDATA[อัมพาต]]></category>
		<category><![CDATA[อาจารย์กอดเฟรด ชลอก]]></category>
		<category><![CDATA[ผู้ป่วย]]></category>
		<category><![CDATA[ทดลอง]]></category>
		<category><![CDATA[ประชุม]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.saisawankhayanying.com/?p=1757</guid>
		<description><![CDATA[ที่ประชุมสมาคมวิทยาศาสตร์ก้าวหน้าแห่งอเมริกัน ได้รับรายงานว่า หากสอนผู้ป่วยเป็นอัมพฤกษ์อัมพาดให้ร้องเพลง อาจจะช่วยเหลือเหมือนกับ &#8220;เดินสายไฟไหม้ให้ใหม่&#8221; กับสมอง ช่วยให้อาการดีขึ้นจนถึงกลับพูดได้ 
          ศาสตรจารย์วิชาประสาทวิทยาของศูนย์แพทย์ดีคอนเนสส์ เบธ อิสราเอล และโรงเรียนแพทย์ฮาร์วาร์ดของสหรัฐฯ อาจารย์กอดเฟรด ชลอก ได้ศึกษา พบว่า คนเราสามารถจะใช้ &#8220;ศูนย์ร้องเพลง&#8221; ในสมองแทน &#8220;ศูนย์การพูด&#8221; [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<h2><span style="color: #000000;">ที่ประชุมสมาคมวิทยาศาสตร์ก้าวหน้าแห่งอเมริกัน ได้รับรายงานว่า หากสอนผู้ป่วยเป็นอัมพฤกษ์อัมพาดให้ร้องเพลง อาจจะช่วยเหลือเหมือนกับ &#8220;เดินสายไฟไหม้ให้ใหม่&#8221; กับสมอง ช่วยให้อาการดีขึ้นจนถึงกลับพูดได้ <span id="more-1757"></span></span></h2>
<p><span style="color: #000000;">     </span><a href="http://www.saisawankhayanying.com/wp-content/uploads/2010/02/singing.jpg"></a><span style="color: #000000;">     ศาสตรจารย์วิชาประสาทวิทยาของศูนย์แพทย์ดีคอนเนสส์ เบธ อิสราเอล และโรงเรียนแพทย์ฮาร์วาร์ดของสหรัฐฯ อาจารย์กอดเฟรด ชลอก ได้ศึกษา พบว่า คนเราสามารถจะใช้ &#8220;ศูนย์ร้องเพลง&#8221; ในสมองแทน &#8220;ศูนย์การพูด&#8221; ที่เสียจากการป่วยได้ คนไข้ที่ทดลองรักษาอยู่ในสถานพยาบาล ได้แสดงว่า ตอบสนองกับ การรักษาดี วิธีการบำบัดรักษาแบบนี้ถือว่าเป็นเทคนิคทางการแพทย์อย่างหนึ่ง นักวิจัยได้เริ่มลองใช้เมื่อพบว่าผู้ป่วยอัมพฤกษ์อัมพาตจนสมองเสียหาย พูดไม่ได้ ยังร้องเพลงได้ </span></p>
<p><span style="color: #000000;">          ศาสตรจารย์กล่าวว่า แม้ว่าจุดเชื่อมโยงของบริเวณสมอง ส่วนที่ควบคุมการเคลื่อนไหว กับส่วนที่ควบคุมการได้ยินส่วนใหญ่ จะอยู่ค่อนไปทางซีกซ้ายแต่มันก็เสมือนกับมีท่อเชื่อมกับซีกขวาให้ติดต่อกันอยู่อาจจะด้วยสาเหตุบางอย่าง มันไม่ได้เป็นมาตั้งแต่เกิด ในการพูดซีกซ็ยจึงถูกใช้มากกว่า ดังนั้น เมื่อซีกซ้ายเสีย ซีกขวาก็จะแทนกันยาก </span></p>
<p><span style="color: #000000;">           เขาบอกต่อไปว่า เมื่อสอนให้คนไข้หัดพูดเป็นทำนองเพลง ก็จะไปสร้างการเชื่อมต่อที่สำคัญกับซีกขวาของสมองขึ้น และยังเผยว่า &#8220;ชั่วโมงการทดลองหนเดียวคนไข้รายหนึ่งสามารถพูดได้รู้เรื่องออกได้ว่า อยากน้ำ โดยใช้แต่ละพยางค์ของคำ ไปเข้ากับตัวโน้ตเพลงพร้อมทั้งหมุนให้คนไข้ใช้มือเคาะตามทีละพยางค์ไปด้วย ซึ่งมันก็เหมือนกับ &#8220;การเคาะจังหวะในใจ&#8221; ยิ่งทำให้การบำบัดรักษาได้ผลมากขึ้น&#8221;</span></p>
<p><span style="color: #000000;">ที่มา : นสพ.ไทยรัฐ ฉบับวันที่ 24 ก.พ. 2553</span></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.saisawankhayanying.com/s-highlights/singing/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>“ครั้งแรกของไทย ศิริราชพบวิธีเปลี่ยนลิ้นหัวใจเทียมผ่านสายสวน”</title>
		<link>http://www.saisawankhayanying.com/s-featured/siriraj/</link>
		<comments>http://www.saisawankhayanying.com/s-featured/siriraj/#comments</comments>
		<pubDate>Fri, 12 Feb 2010 03:29:48 +0000</pubDate>
		<dc:creator>aof</dc:creator>
				<category><![CDATA[S.FEATURED]]></category>
		<category><![CDATA[S.HIGHLIGHTS]]></category>
		<category><![CDATA[กองทุนรักษาลิ้นหัวใจด้วยสายสวนเพื่อผู้ป่วยสูงอายุ]]></category>
		<category><![CDATA[การรักษา]]></category>
		<category><![CDATA[ภาควิชาอายุรศาสตร์]]></category>
		<category><![CDATA[มหิดล]]></category>
		<category><![CDATA[มาตรฐาน]]></category>
		<category><![CDATA[ร่างกาย]]></category>
		<category><![CDATA[ลิ้นหัวใจ]]></category>
		<category><![CDATA[วิชาหทัยวิทยา]]></category>
		<category><![CDATA[วิธีการรักษา]]></category>
		<category><![CDATA[ศัลยศาสตร์]]></category>
		<category><![CDATA[ศิริราช]]></category>
		<category><![CDATA[ศิริราชมูลนิธิ]]></category>
		<category><![CDATA[หินปูน]]></category>
		<category><![CDATA[ผศ.นพ.ปรัญญา สากิยลักษณ์]]></category>
		<category><![CDATA[ผู้สูงวัย]]></category>
		<category><![CDATA[ผู้ป่วย]]></category>
		<category><![CDATA[ผ่าตัด]]></category>
		<category><![CDATA[ทรวงอก]]></category>
		<category><![CDATA[คณะแพทย์]]></category>
		<category><![CDATA[ตึกมหิดลบำเพ็ญ]]></category>
		<category><![CDATA[แพทย์]]></category>
		<category><![CDATA[โรงพยาบาลศิริราช]]></category>
		<category><![CDATA[โลหิต]]></category>
		<category><![CDATA[ไทย]]></category>
		<category><![CDATA[เลือด]]></category>
		<category><![CDATA[เสียชีวิต]]></category>
		<category><![CDATA[เปลี่ยนลิ้นหัวใจ]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.saisawankhayanying.com/?p=1455</guid>
		<description><![CDATA[สำหรับการรักษาวิธีใหม่นี้ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชฯทำการรักษาผู้ป่วยไปแล้ว 2 ราย นับเป็นผู้ป่วย 2 รายแรกของประเทศไทย และเดือนมีนาคมนี้ จะมีผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาเพิ่มเติมอีก 3 ราย อย่างไรก็ตาม ค่าใช้จ่ายในการใส่ลิ้นหัวใจเทียมแบบใหม่ผ่านสายสวน ยังคงมีราคาแพง ทางคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดลจึงจัดตั้งกองทุน เพื่อผู้ป่วยสูงอายุ เปิดรับบริจาคเงินนำมาซื้อลิ้นหัวใจให้ผู้ป่วยสูงอายุที่ยากไร้ 
          เมื่อววันพฤหัสบดีที่ 11 [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<h3><span style="color: #000000;">สำหรับการรักษาวิธีใหม่นี้ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชฯทำการรักษาผู้ป่วยไปแล้ว 2 ราย นับเป็นผู้ป่วย 2 รายแรกของประเทศไทย และเดือนมีนาคมนี้ จะมีผู้ป่วยที่เข้ารับการรักษาเพิ่มเติมอีก 3 ราย อย่างไรก็ตาม ค่าใช้จ่ายในการใส่ลิ้นหัวใจเทียมแบบใหม่ผ่านสายสวน ยังคงมีราคาแพง ทางคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดลจึงจัดตั้งกองทุน เพื่อผู้ป่วยสูงอายุ เปิดรับบริจาคเงินนำมาซื้อลิ้นหัวใจให้ผู้ป่วยสูงอายุที่ยากไร้ <span id="more-1455"></span></span><a href="http://www.saisawankhayanying.com/wp-content/uploads/2010/02/528_1.jpg"><span style="color: #000000;"><img class="aligncenter size-medium wp-image-1456" title="ภาพคณะแพทย์พยาบาลกำลังประชุม" src="http://www.saisawankhayanying.com/wp-content/uploads/2010/02/528_1-300x200.jpg" alt="" width="300" height="200" /></span></a><span style="color: #000000;"><!--more--></span></h3>
<p><span style="color: #000000;">          เมื่อววันพฤหัสบดีที่ 11 ก.พ. 53  คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ม.มหิดล จัดแถลงข่าว<strong>“</strong><strong>ครั้งแรกของไทย ศิริราชใส่ลิ้นหัวใจเทียมผ่านสายสวน</strong><strong> </strong><strong>โดยไม่ต้องผ่าตัดใหญ่</strong><strong>” </strong>โดยมี <strong>ศ.คลินิก นพ.ธีรวัฒน์</strong><strong>   </strong><strong>กุลทนันทน์</strong> คณบดีคณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ม.มหิดล เป็นประธาน ร่วมด้วย <strong>ศ.นพ.ศุภกร</strong><strong> </strong><strong>โรจนนินทร์</strong>หัวหน้าภาควิชาศัลยศาสตร์  <strong>ผศ.นพ.ปรัญญา</strong><strong>   </strong><strong>สากิยลักษณ์</strong> แพทย์ประจำสาขาวิชาศัลยศาสตร์หัวใจและทรวงอก ภาควิชาศัลยศาสตร์ <strong>ผศ.นพ.สุวัจชัย</strong><strong>   </strong><strong>พรรัตนรังสี</strong> แพทย์ประจำสาขาวิชาหทัยวิทยา ภาควิชาอายุรศาสตร์และ<strong>นางนิภา หิรัญบำรุง</strong><strong> </strong>ผู้ป่วยที่ได้รับการรักษาโรคลิ้นหัวใจตีบ ณ ห้องประชุมคณะฯ  ตึกอำนวยการ ชั้น 2  รพ.ศิริราช</span><a href="http://www.saisawankhayanying.com/wp-content/uploads/2010/02/528_2.jpg"><span style="color: #000000;"><img class="alignright size-thumbnail wp-image-1457" title="ภาพคณะแพทย์พยาบาลกำลังประชุม" src="http://www.saisawankhayanying.com/wp-content/uploads/2010/02/528_2-150x150.jpg" alt="" width="150" height="150" /></span></a></p>
<p><span style="color: #000000;"><strong>         </strong><strong>ศ.นพ.ศุภกร</strong><strong> </strong><strong>โรจนนินทร์</strong><strong> </strong>หัวหน้าภาควิชาศัลยศาสตร์ กล่าวว่า จากความก้าวหน้าทางการแพทย์และสาธารณสุข ทำให้โรคต่างๆ ที่เมื่อก่อนคนเราคิดว่ารักษาไม่ได้ กลับหายขาดรอดชีวิต ทั้งยังช่วยลดอัตราการเกิดโรคแทรกซ้อน เป็นผลให้จำนวนผู้สูงอายุทั่วโลกและประเทศไทยมีจำนวนเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะประเทศไทยมีผู้สูงอายุถึง  11% จากจำนวนประชากรทั้งประเทศ ฉะนั้นการดูแลผู้สูงอายุให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีและคงไว้ซึ่งภาวะสุขภาพที่ดีนับเป็นเรื่องสำคัญ เนื่องจากผู้สูงอายุมีการเปลี่ยนแปลงของร่างกายในทางที่ถดถอย เช่น เลนส์ตาเสื่อมกลายเป็นต้อ ข้อเข่าเสื่อม หรือแม้กระทั่งโรคที่เกี่ยวกับหัวใจ โดยเฉพาะลิ้นหัวใจเสื่อม เกิดการตีบขึ้น    ในอดีตมักพบว่าโรคลิ้นหัวใจตีบเกิดจากโรครูห์มาติก ซึ่งผู้ป่วยส่วนใหญ่จะมีอายุไม่มาก แต่ในปัจจุบันโรคนี้มักเกิดจากการเสื่อม สภาพของลิ้นหัวใจ ยิ่งผู้ป่วยมีอายุมากขึ้นเท่าไร อุบัติการณ์ของโรคลิ้นหัวใจตีบก็จะสูงขึ้นเท่านั้น โรคนี้ถือเป็นภัยเงียบ เนื่องจากลิ้นหัวใจตีบเพียงเล็กน้อย  จะไม่แสดงอาการใดๆ เลยในระยะแรกจนกว่าหัวใจไม่สามารถทนรับกับปริมาณเลือดที่เพิ่มสูงขึ้น จะทำให้เกิดอาการของภาวะหัวใจล้มเหลวตามมา และอาจเสียชีวิตในที่สุด หากไม่ได้รับการรักษาทันท่วงที  </span></p>
<p><span style="color: #000000;">            <strong>ผศ.นพ.สุวัจชัย</strong><strong> </strong><strong>พรรัตนรังสี</strong> แพทย์ประจำสาขาวิชาหทัยวิทยา ภาควิชาอายุรศาสตร์กล่าวว่า  ลิ้นหัวใจ เป็นส่วนประกอบที่สำคัญของหัวใจ ในขณะที่หัวใจกำลังบีบตัว เมื่อเลือดไหลผ่านออกไป  ลิ้นหัวใจจะปิดไม่ให้เลือดไหลย้อนกลับมา จึงทำหน้าที่เสมือนประตูปิด – เปิด  ควบคุมให้เลือดในหัวใจไหลไปทิศทางเดียวสู่ปอดเพื่อฟอกออกซิเจนแล้วไหลกลับสู่ระบบโลหิตอีกครั้ง   เมื่อมีปัญหาของลิ้นหัวใจรั่ว เลือดจะไหลย้อนกลับมา แต่ถ้าลิ้นหัวใจตีบ  เลือดจะไหลผ่านลิ้นหัวใจได้ลำบาก ในผู้สูงอายุ สาเหตุเกิดจากความเสื่อมของร่างกาย เนื่องจากลิ้นหัวใจเป็นอวัยวะที่เคลื่อนไหวและรับแรงดันจากเลือดตลอดเวลา ดังนั้นจึงเกิดการเสื่อมขึ้น อาจมีหินปูนเกาะที่ลิ้นหัวใจ  ทำให้ลิ้นหัวใจหนาขึ้น และเปิดได้น้อยลง   ผู้ป่วยจะเกิดอาการเหนื่อยง่าย เจ็บหน้าอก ใจสั่น ขาบวม  ตามมาด้วยหัวใจเต้นผิดจังหวะ เสียงฟู่บริเวณลิ้นหัวใจ จนถึงขั้นเป็นลมหมดสติบ่อยๆ  ยิ่งลิ้นหัวใจตีบมาก หัวใจก็ยิ่งไม่สามารถจะบีบเลือดออกสู่ร่างกายได้ ทำให้เกิดภาวะเลือดคั่งและหัวใจล้มเหลวในที่สุด <span style="text-decoration: underline;">โดยสถิติแล้วเมื่อผู้ป่วยโรคลิ้นหัวใจตีบมีสภาวะหัวใจล้มเหลว</span><span style="text-decoration: underline;"> </span><span style="text-decoration: underline;">จะมีโอกาสเสียชีวิตภายใน </span><span style="text-decoration: underline;">2 </span><span style="text-decoration: underline;">ปี สูงถึง </span><span style="text-decoration: underline;">50 %</span></span></p>
<p><strong><span style="color: #000000;"> </span><a href="http://www.saisawankhayanying.com/wp-content/uploads/2010/02/528_4.jpg"><span style="color: #000000;"><img class="alignright size-medium wp-image-1459" title="ภาพคณะแพทย์พยาบาลถ่ายรูปหมู่ร่วมกัน" src="http://www.saisawankhayanying.com/wp-content/uploads/2010/02/528_4-300x200.jpg" alt="" width="300" height="200" /></span></a><span style="color: #000000;">            </span><a href="http://www.saisawankhayanying.com/wp-content/uploads/2010/02/528_5.jpg"><span style="color: #000000;"><img class="alignleft size-medium wp-image-1458" title="ภาพลิ้นตัวใจเทียม" src="http://www.saisawankhayanying.com/wp-content/uploads/2010/02/528_5-300x200.jpg" alt="" width="300" height="200" /></span></a></strong></p>
<p><span style="color: #003366;"><strong><span style="color: #000000;"> </span></strong></span></p>
<p><span style="color: #003366;"><strong><span style="color: #000000;"> </span></strong></span></p>
<p><span style="color: #003366;"><strong><span style="color: #000000;"> </span></strong></span></p>
<p><span style="color: #003366;"><strong><span style="color: #000000;"> </span></strong></span></p>
<p><span style="color: #003366;"><strong><span style="color: #000000;"> </span></strong></span></p>
<p><span style="color: #003366;"><strong><span style="color: #000000;"> </span></strong></span></p>
<p><span style="color: #003366;"><strong><span style="color: #000000;">          </span></strong></span></p>
<p><span style="color: #003366;"><strong><span style="color: #000000;">         <!--more--></span></strong></span></p>
<p><span style="color: #000000;"><strong>สำหรับวิธีการรักษานั้น</strong> <strong>ผศ.นพ.ปรัญญา สากิยลักษณ์</strong> แพทย์ประจำสาขาวิชาศัลยศาสตร์หัวใจและ      ทรวงอก  ภาควิชาศัลยศาสตร์กล่าวว่า “วิธีรักษาโรคลิ้นหัวตีบที่เป็นมาตรฐานทั่วโลก คือ การผ่าตัดเปลี่ยนลิ้นหัวใจเป็น การรักษาที่ได้ผลดีเยี่ยม  ผู้ป่วยมีโอกาสเสียชีวิตเพียง 1–2 %เท่านั้น อย่างไรก็ตามยังมีผู้ป่วยโรคลิ้นหัวใจตีบจำนวนหนึ่ง ที่ไม่เหมาะกับการผ่าตัดเปลี่ยนลิ้นหัวใจ เช่น ผู้ป่วยที่มีอายุมากๆ หรือผู้ที่เคยได้รับการผ่าตัดในช่องอกมาก่อน รวมทั้ง ผู้ที่มีโรคประจำตัวหลายโรค   ผู้ป่วยเหล่านี้จะมีโอกาสเสียชีวิตจากการผ่าตัดเปลี่ยนลิ้นหัวใจได้สูงถึง 20% หรือมากกว่า เป็นเหตุให้ผู้ป่วยหลายรายมักจะไม่ได้รับการส่งต่อไปยังศัลยแพทย์หรือหมอผ่าตัด หรือไม่ก็ถูกปฏิเสธการผ่าตัดไปเสียก่อน เนื่องจากมีความเสี่ยงสูง เพราะหัวใจที่ต้องบีบเลือดผ่านลิ้นหัวใจที่ตีบจะค่อยๆ ล้มเหลว และผู้ป่วยจะเสียชีวิตในที่สุด”</span></p>
<p><span style="color: #000000;">              <strong> </strong>ผศ.นพ.ปรัญญา กล่าวต่อว่าน่ายินดีที่ขณะนี้วิทยาการทางการแพทย์สามารถช่วยเหลือผู้ป่วยลิ้นหัวใจตีบกลุ่มนี้ให้รอดชีวิตได้ ด้วยการใส่ลิ้นหัวใจเทียมผ่านสายสวนเข้าไปแทนที่ลิ้นเดิมที่เสื่อมสภาพโดยไม่ต้องผ่าตัดใหญ่ซึ่งแตกต่างจากวิธีผ่าตัดที่ใช้กันในปัจจุบันคือ ต้องดมยาสลบ  ผ่าตัดเปิดกระดูกหน้าอก  แล้วใช้เครื่อง ปอดหัวใจเทียมทำงานแทนหัวใจกับปอด <strong> </strong>ซึ่งระหว่างที่ศัลยแพทย์ตัดลิ้นหัวใจเก่าออกและเย็บลิ้นหัวใจเทียมเข้าไปแทนที่จะใช้เวลาประมาณ 3 &#8211; 4 ชั่วโมง และอยู่โรงพยาบาลพักฟื้นประมาณ  7 &#8211; 10   วัน ถ้าไม่มีโรคแทรกซ้อนเกิดขึ้น<strong>ส่วนวิธีการใหม่จะใส่ลิ้นหัวใจเทียมผ่านสายสวน</strong>  โดยจะนำลิ้นหัวใจเทียมแบบใหม่ที่ได้รับการออกแบบให้สามารถหดและขยายตัวได้มาใส่ที่ปลายของสายสวน  จากนั้นใช้สายสวนนำลิ้นหัวใจเทียมเข้าไปอยู่ ระหว่างลิ้นหัวใจเดิม  แล้วจึงทำการขยายลิ้นหัวใจเทียมด้วยบัลลูนให้ขยายใหญ่ขึ้นคล้ายๆ กับการกางร่มลิ้นหัวใจเทียมที่กางขยายออกจะเข้าไปแทนที่ลิ้นหัวใจเดิมที่เสื่อมสภาพแล้ว ซึ่งวิธีการใส่สายสวนสามารถใส่ผ่านขาหนีบ  หรือในกรณีที่เส้นเลือดบริเวณขาหนีบเล็กเกินไป  จะใส่ผ่านแผลเล็กที่ชายโครงเข้าไปทางปลายหัวใจ โดยตรง<strong> </strong>โดยไม่ต้องผ่าตัดเปิดกระดูกหน้าอก ไม่ต้องใช้เครื่องปอดหัวใจเทียม  และไม่ต้องหยุดหัวใจ ทั้งหมดนี้ใช้เวลาประมาณ 1 ชั่วโมงเท่านั้น   อีกทั้งผู้ป่วยพักรักษาตัวในโรงพยาบาลสั้นกว่าและฟื้นตัวได้เร็วกว่าด้วย</span></p>
<p><span style="color: #000000;">                และสำหรับวิธีใหม่นี้  คณะแพทย์ศิริราชได้ทำการใส่ลิ้นหัวใจเทียมผ่านสายสวนในผู้ป่วยไปแล้ว   2 ราย  เมื่อวันที่  17 ธันวาคม  2552   นับเป็นผู้ป่วยรายแรกและรายที่สองของประเทศไทย  และเป็นรายที่  14  และ 15 ของเอเชีย  ซึ่งขณะนี้มีเพียงประเทศสิงคโปร์และญี่ปุ่นเท่านั้นที่ใช้วิธีนี้  และในเดือนมีนาคม 2553 จะมีผู้ป่วยเข้ารับการใส่ลิ้นหัวใจเทียมผ่านสายสวนเพิ่มอีก 3 ราย   <br />
                อย่างไรก็ตาม แม้การใส่ลิ้นหัวใจเทียมแบบใหม่ผ่านสายสวนจะเป็นวิธีที่ดี แต่ขณะนี้ยังมีราคาแพง    ฉะนั้นผู้ป่วยที่จำเป็นต้องใช้ลิ้นหัวใจแบบใหม่นี้ แต่ไม่สามารถเสียค่าใช้จ่ายได้ คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล ม.มหิดล ได้จัดตั้ง <strong>“</strong><strong>กองทุนรักษาลิ้นหัวใจด้วยสายสวนเพื่อผู้ป่วยสูงอายุ</strong><strong>”</strong>  ซึ่งผู้มีจิตศรัทธาสามารถบริจาคเงินเข้ากองทุนเพื่อนำมาซื้อ ลิ้นหัวใจให้แก่ผู้ป่วยสูงอายุยากไร้ได้ทุกวันที่ ศิริราชมูลนิธิ   ตึกมหิดลบำเพ็ญ ชั้น 1  โรงพยาบาลศิริราช โทร. 0 2419 7658 &#8211; 60 </span></p>
<p><span style="color: #000000;"> </span><a href="http://www.saisawankhayanying.com/wp-content/uploads/2010/02/siriraj.jpg"></a></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.saisawankhayanying.com/s-featured/siriraj/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
		<item>
		<title>สธ.เตือนหน้าร้อนระวังโรคสุกใส</title>
		<link>http://www.saisawankhayanying.com/s-highlights/chickenpox/</link>
		<comments>http://www.saisawankhayanying.com/s-highlights/chickenpox/#comments</comments>
		<pubDate>Sun, 07 Feb 2010 05:23:12 +0000</pubDate>
		<dc:creator>aof</dc:creator>
				<category><![CDATA[S.HIGHLIGHTS]]></category>
		<category><![CDATA[กระทรวง]]></category>
		<category><![CDATA[ระบาด]]></category>
		<category><![CDATA[วัคซีน]]></category>
		<category><![CDATA[สาธารณสุข]]></category>
		<category><![CDATA[สำนักระบาดวิทยา]]></category>
		<category><![CDATA[หน้าร้อน]]></category>
		<category><![CDATA[อีสุกอีใส]]></category>
		<category><![CDATA[ผู้ป่วย]]></category>
		<category><![CDATA[ตาย]]></category>
		<category><![CDATA[ต้นร้อน]]></category>
		<category><![CDATA[ปลายหนาว]]></category>
		<category><![CDATA[นายแพทย์ภาสกร อัครเสวี]]></category>
		<category><![CDATA[นายแพทย์ไพรจิตร]]></category>
		<category><![CDATA[โรคสุกใส]]></category>
		<category><![CDATA[ไวรัส]]></category>
		<category><![CDATA[เวลิเซลลา-ซอสเตอร์ (Varicella-Zoster Virus : VZV)]]></category>
		<category><![CDATA[เด็ก]]></category>
		<category><![CDATA[chickenpox]]></category>
		<category><![CDATA[Varicella virus]]></category>

		<guid isPermaLink="false">http://www.saisawankhayanying.com/?p=1306</guid>
		<description><![CDATA[สธ.เตือนประชาชนระวังโรคสุกใส ช่วงเริ่มต้นฤดูร้อนเผยปี&#8217;52พบตาย3ป่วยกว่า80,000ราย  พบว่าส่วนใหญ่ร้อยละ 50 ของผู้ป่วยโรคสุกใส เป็นเด็กอายุต่ำกว่า 10 ปี อาการไม่รุนแรง  เด็กที่เป็นโรคนี้มาแล้ว จะมีภูมิต้านทานโรคตลอดชีวิตไม่ป่วยซ้ำอีก แนะผู้ป่วยควรหยุดงาน หยุดเรียน 7 วัน ป้องกันโรคแทรกซ้อน 
  
       ปลัดกระทรวงสาธารณสุข เตือนประชาชนระวังโรคสุกใส ในปี 2552 พบผู้ป่วยกว่า [...]]]></description>
			<content:encoded><![CDATA[<h4><span style="color: #000000;">สธ.เตือนประชาชนระวังโรคสุกใส ช่วงเริ่มต้นฤดูร้อนเผยปี&#8217;52พบตาย3ป่วยกว่า80,000ราย  พบว่าส่วนใหญ่ร้อยละ 50 ของผู้ป่วยโรคสุกใส เป็นเด็กอายุต่ำกว่า 10 ปี อาการไม่รุนแรง  เด็กที่เป็นโรคนี้มาแล้ว จะมีภูมิต้านทานโรคตลอดชีวิตไม่ป่วยซ้ำอีก <strong>แนะผู้ป่วยควรหยุดงาน หยุดเรียน </strong><strong>7 </strong><strong>วัน ป้องกันโรคแทรกซ้อน</strong><strong> </strong></span></h4>
<p><span style="color: #000000;">  </span></p>
<p><span style="color: #000000;"><span id="more-1306"></span>       </span><span style="color: #000000;">ปลัดกระทรวงสาธารณสุข เตือนประชาชนระวังโรคสุกใส ในปี 2552 พบผู้ป่วยกว่า 80,000 ราย เสียชีวิต 3 ราย มักพบระบาดในช่วงปลายหนาวต้นร้อน แนะหากมีคนป่วยในครอบครัวควรแยกของกินของใช้ ให้หยุดงานหยุดเรียนประมาณ 1 สัปดาห์ เพื่อป้องกันโรคแทรกซ้อน ลดการแพร่กระจายเชื้อ<br />
นายแพทย์ไพจิตร์ วราชิต ปลัดกระทรวงสาธารณสุข เปิดเผยว่า ในช่วงที่สภาพอากาศจะเปลี่ยนจากฤดูหนาวเป็นฤดูร้อน โรคที่น่าห่วงและมักพบในช่วงนี้ที่สำคัญคือ โรคสุกใส (Chickenpox) ซึ่งเกิดจากเชื้อไวรัส ที่มีชื่อ เวลิเซลลา-ซอสเตอร์ (Varicella-Zoster Virus : VZV) เป็นไวรัสชนิดเดียวกับที่ทำให้เกิดโรคงูสวัด พบได้ประปรายตลอดปี แต่มักระบาดในช่วงปลายฤดูหนาวถึงต้นฤดูร้อนคือ เดือนมกราคมถึงเมษายน </span><a href="http://www.saisawankhayanying.com/wp-content/uploads/2010/02/l8-133b.jpg"><span style="color: #000000;"><img class="alignright size-full wp-image-1307" title="ภาพผิวหนังที่มีตุ่มสุกใสขึ้นอย่างเห็นได้ชัด" src="http://www.saisawankhayanying.com/wp-content/uploads/2010/02/l8-133b.jpg" alt="" width="176" height="186" /></span></a><br />
<span style="color: #000000;">      ในปี 2551 ทั่วประเทศพบผู้ป่วยโรคสุกใส 76,750 ราย เสียชีวิต 4 ราย อายุระหว่าง 33-35 ปี เป็นชาย 3 ราย หญิง 1 ราย สาเหตุการเสียชีวิตเนื่องจากติดเชื้อในกระแสเลือด 1 ราย โดยผู้เสียชีวิตมีอาชีพขับเรือออกไปหาปลา ระหว่างป่วยไม่ได้หยุดพักงาน ทำให้ติดเชื้อแทรกซ้อนโดยเชื้อเข้าทางบริเวณที่เกิดตุ่มสุกใส ส่วนอีก 3 ราย มีโรคแทรกซ้อนปอดบวมรุนแรงเนื่องจากมีภูมิต้านทานต่ำ เพราะมีโรคประจำตัวคือ เบาหวาน และไขข้ออักเสบ นอกจากนี้ ยังมีรายงานพบเด็กหลังคลอดติดเชื้อดังกล่าวด้วย 2 ราย รายแรกเป็นเด็กหญิงอายุ 11 วัน มีประวัติแม่ป่วยเป็นโรคสุกใสก่อนคลอด 7 วัน แม้จะแยกแม่และเด็กทันทีหลังคลอดอย่างเคร่งครัดแล้วก็ตาม ส่วนรายที่ 2 เป็นเด็กชายอายุ 17 วัน ติดเชื้อจากแม่ที่มีอาการป่วยหลังคลอด 7 วัน ทั้ง 2 ราย ไม่มีภาวะแทรกซ้อนใดๆ สำหรับปี 2552 ทั่วประเทศพบผู้ป่วยโรคสุกใส 84,928 ราย เสียชีวิต 3 ราย ในเด็ก 7 ปี 1 ราย และในผู้ใหญ่ 2 ราย<br />
      นายแพทย์ไพจิตร์ กล่าวต่อไปว่า จากรายงานทางระบาดวิทยาพบว่าส่วนใหญ่ร้อยละ 50 ของผู้ป่วยโรคสุกใส เป็นเด็กอายุต่ำกว่า 10 ปี อาการไม่รุนแรง คณะกรรมการวัคซีนแห่งชาติและกระทรวงสาธารณสุขจึงยังไม่กำหนดให้เป็นวัคซีนภาคบังคับฉีดในเด็กไทย เด็กที่เป็นโรคนี้มาแล้ว จะมีภูมิต้านทานโรคตลอดชีวิตไม่ป่วยซ้ำอีก อาการของโรคสุกใสเริ่มจากไข้ต่ำๆ ต่อมามีผื่นขึ้นที่หนังศีรษะ หน้า ตามตัว หลังมีไข้ 2-3 วัน มักมีลักษณะตุ่มใส มีหลายระยะ ตุ่มใสขนาดต่างๆไม่เท่ากัน หลังจากนั้นตุ่มจะแห้งตกสะเก็ดและหลุดภายใน 5-20 วัน โดยทั่วไปผื่นจะหายเอง โดยไม่มีแผลเป็น ยกเว้นติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อนบนผิวหนัง เช่น ใช้มือเกา เชื้อโรคที่อยู่ตามซอกเล็บอาจทำให้แผลที่เกา เกิดการอักเสบและมีแผลตามมา ในบางรายที่เกิดภาวะแทรกซ้อนเชื้ออาจกระจายเข้าไปในกระแสเลือด ทำให้เกิดภาวะโลหิตเป็นพิษและปอดบวมได้<br />
</span><a href="http://www.saisawankhayanying.com/wp-content/uploads/2010/02/large_12562534331.jpg"><span style="color: #000000;"><img class="alignleft size-thumbnail wp-image-1309" title="ภาพหมอกำลังฉีดยาคนไข้" src="http://www.saisawankhayanying.com/wp-content/uploads/2010/02/large_12562534331-150x150.jpg" alt="" width="150" height="150" /></span></a><span style="color: #000000;">      ทางด้านนายแพทย์ภาสกร อัครเสวี ผู้อำนวยการสำนักระบาดวิทยา กล่าวว่า โรคสุกใสที่พบในขณะนี้ เกิดขึ้นทุกกลุ่มอายุ ส่วนใหญ่ยังคงพบในเด็ก แต่การเกิดโรคอาจรุนแรงในผู้ใหญ่ หากมีภาวะภูมิต้านทานบกพร่อง เช่น ภาวะเบาหวาน โรคเลือดจาง และการติดเชื้อเอชไอวี โรคดังกล่าวติดต่อกันโดยการหายใจเอาละอองเสมหะ น้ำมูกและน้ำลายที่เกิดจากการไอของผู้ป่วยเข้าไป หรือใช้ภาชนะและของใช้ส่วนตัวร่วมกับผู้ป่วย หรือสัมผัสน้ำเหลืองจากตุ่มพองใสที่ผิวหนังผู้ป่วย ดังนั้นในการป้องกันโรค หากมีคนป่วยในครอบครัวควรแยกของกินของใช้จากคนปกติ ล้างมือให้สะอาดบ่อยๆ ในเด็กเล็กต้องตัดเล็บให้สั้น ให้ผู้ป่วยพักผ่อน รักษาความอบอุ่นร่างกาย หากมีไข้ให้กินยาลดไข้ หากเจ็บคอหรือไอควรปรึกษาแพทย์ ผู้ที่ป่วยเป็นโรคสุกใส ควรหยุดเรียน หยุดงานประมาณ 1 สัปดาห์ เพื่อลดการแพร่กระจายเชื้อสู่ผู้อื่น <br />
 </span><a href="http://www.saisawankhayanying.com/wp-content/uploads/2010/02/large_1256253433.jpg"></a><span style="color: #000000;">     นายแพทย์ภาสกร กล่าวต่อว่า แม้โรคนี้จะไม่ใช่โรคร้ายแรง แต่ยังคงพบป่วย และอาจเกิดการระบาดได้ในโรงเรียน สถานที่เลี้ยงเด็ก หรือสถานดูแลผู้ป่วยเรื้อรัง (บ้านพัก) หลังการป่วยอาจมีรอยแผลเป็นตามผิวหนังที่มีผลต่อความสวยงามได้ ดังนั้นจึงขอแนะนำในกรณีที่ผู้ป่วยมีอาการคันมาก ขอให้หลีกเลี่ยงการเกา และรักษาความสะอาดของแผลไม่ให้เกิดการติดเชื้อที่ผิวหนังซ้ำซ้อนต่อไป</span></p>
<p><strong><span style="color: #000000;"> </span></strong></p>
<p><strong><span style="color: #000000;"> </span></strong></p>
<p><span style="color: #000000;"><strong>แหล่งข่าวโดย&#8230;.</strong><strong> </strong><strong>สำนักสารนิเทศ</strong><strong>กระทรวงสาธารณสุข</strong></span></p>
]]></content:encoded>
			<wfw:commentRss>http://www.saisawankhayanying.com/s-highlights/chickenpox/feed/</wfw:commentRss>
		<slash:comments>0</slash:comments>
		</item>
	</channel>
</rss>

