Social Network แบบทางสายกลาง(1)

Posted by ning On February - 22 - 2010


หลายคนที่ดิฉันรู้จัก ตอนนี้ติดการสื่อสารออนไลน์ทาง Smart Phone ไม่ว่าจะเป็น Blackberry หรือยี่ห้ออื่นๆ ที่สามารถพิมพ์ข้อความสั้นและถ่ายรูปอัพโหลดขึ้นบนเว็บไซต์ Facebook หรือ Twitter บอกให้โลกรู้ตลอดเวลา ว่าตื่นหรือยัง กินอะไร อยู่ที่ไหน ทำอะไร(แม้แต่ขณะอยู่ในส้วม) กำลังจีบหรือเลิกกับใคร อกหักรักคุดก็เที่ยวประกาศไปทั่ว…ดิฉันเองก็รู้สึกติดการเล่น FB และ Twitter อยู่ระยะหนึ่ง จนในที่สุดก็ตั้งสติได้ และพยายามอยู่ใน Social Network แบบทางสายกลาง

เรื่อง : สายสวรรค์ ขยันยิ่ง

Saisawan Khayanying          ครั้งแรกที่ลงทะเบียนเข้าใช้ Facebook ในชื่อเต็มๆ ว่า Saisawan Khayanying ดิฉันก็เหมือนมือใหม่ทั่วไป ที่เริ่มเรียนรู้เองทีละขั้นทีละตอน ค่อยๆ คลิกปุ่มนั้นปุ่มนี้ไป จนเริ่มคุ้นเคยเครื่องมือต่างๆ ที่เว็บไซต์ประเภทนี้เขาออกแบบมาให้ มีทั้งพื้นที่แสดงความคิดเห็นส่วนตัว พื้นที่อัพโหลดรูปขึ้นไปและสร้างอัลบั้มภาพของตัวเอง และหัวใจสำคัญของเว็บประเภท Social Network นี้ก็คือการทำความรู้จักกับเพื่อนๆ ทั้งคนที่เราเคยรู้จักมาก่อนในชีวิต เพื่อนสมัยเรียน เพื่อนที่ทำงาน เพื่อนที่เคยร่วมงานหรือพบกันตามกิจกรรมสังคมต่างๆ แล้วก็ห่างหายกันไป…รวมทั้งเปิดโอกาสให้ทำความรู้จักกับ “คนแปลกหน้า”

          แรกๆ ก็รู้สึกแปลกเหมือนกัน ที่โพสท์ข้อความอะไรไปแล้ว ก็มีคนเข้ามาแสดงความเห็นต่อท้ายเต็มไปหมด โดยเฉพาะเมื่อเป็นหัวข้อที่เขาสนใจอยู่เหมือนกัน หรือเข้ามาแสดงความเป็นห่วงเป็นใย แสดงความคิดเห็นที่แตกต่างหลากหลาย หรือหากเป็นประเด็นการเมืองร้อนๆก็จะมีคอเดียวกันเข้ามาแลกเปลี่ยนความคิดกันยาวเป็นหางว่าว….ยิ่งเมื่อเราเข้าไปดูข้อมูล และอ่านข้อความของคนนั้นคนนี้บ้าง ก็พบว่าหลายคนมีชีวิตที่น่าสนใจ….บางคนเป็นนักเดินทาง เป็นนักกินตัวยง เป็นนักเขียน เป็นดารา นักร้อง หรือคนธรรมดาๆ ที่ประกอบอาชีพแบบที่เราไม่เคยรู้จักมาก่อน แรงดึงดูดให้ติด FB อยู่ตรงนี้เอง…ตรงที่ทุกคนเท่าเทียมกัน ไม่มีชั้นวรรณะ ไม่ว่าจะเป็นผู้บริหาร พนักงาน เจ้าของกิจการ นักเรียน นักศึกษา ก็สามารถเข้ามาพูดคุยกัน ซึ่งในชีวิตจริงอาจมีเส้นแบ่งอยู่ในที่ทำงาน หรือสถานภาพทางสังคม คนบางคนคิดหรือว่าเราจะได้เจอ ได้หยอกล้อ หรือถามตอบกันเหมือนนั่งอยู่ต่อหน้า เท่ากับโลกออนไลน์แบบนี้ คนบางคนอยู่คนละซีกโลกกับเรา ก็ยังอุตส่าห์ติดตามอ่านข้อความของเราและแสดงความคิดเห็นกันอย่างกับอยู่บ้านข้างๆ….และคงไม่ปฏิเสธนะคะว่า เพื่อนบ้านที่อยู่ข้างๆบ้านเราจริงๆ บางทียังไม่เคยคุยกันเลย!!!!

           ดิฉันกระโจนเข้าไปในโลกทวิตเตอร์บ้าง ใช้ชื่อว่า @ning_saisawan ลองผิดลองถูกอย่างสนุกตื่นเต้น และกลายเป็น Tweeterer หรือ Tweetple อย่างทีเขาบัญญัติศัพท์เรียกคนที่พิมพ์ข้อความสั้น หรือ “ทวิต” ที่มีผู้ติดตาม หรือ Follower อยู่หลายพันคน ส่วนตัวเองคิดว่าคงติดตามความเคลื่อนไหวของคนจำนวนมากมายไม่ไหวแน่ จึงจำกัดตัวเองที่จะ Follow คนไม่เกิน 50 คนเท่านั้น ทวิตเตอร์ก็สนุกและชวนติดมากค่ะ แรกๆ ที่รู้ว่าเริ่มมีคนติดตามเรา และเมื่อข้อความของเราถูกใจผู้อ่าน เขาก็จะพิมพ์ซ้ำ หรือ Re-Tweet ข้อความของเราต่อ ไม่ว่าจะเป็นข่าว , ข้อคิดคำคม ที่คิดขึ้นเองบ้าง คัดลอกมาจากคำคมของบุคคลสำคัญที่ไปเจอมาบ้าง

          ดิฉันชอบทวิตข่าวที่อ่านแล้วอารมณ์ดี หรือเหตุด่วน เหตุสำคัญ อะไรที่ส่งผลกระทบกับคนหมู่มาก..แต่ทวิตเรื่องส่วนตัวในชีวิตประจำวันไม่ละเอียดมากนัก เพราะไม่คิดว่าบางเรื่องจะเกิดประโยชน์อะไรแก่ผู้ติดตาม (แต่เสน่ห์ของทวิตเตอร์อย่างหนึ่งคือการได้รู้เรื่องส่วนตัวของคนที่เราชอบนะคะ)

          ขณะที่ Tweetple หลายท่านก็มีความเปิดเผยมาก รายงานความเคลื่อนไหวของตัวเองละเอียดยิบ ตั้งแต่ตื่นขึ้นมา อาหารเช้ากินอะไร ออกเดินทางตอนกี่โมง การจราจรเป็นอย่างไร ถึงที่ทำงานแล้วทำอะไร ประชุมร่วมกับใครในเรื่องอะไร เดินไปธนาคารเจอพนักงานแบงค์หน้าตาเป็นอย่างไร ให้บริการดีหรือแย่แค่ไหน วันนี้จะพาแฟนไปไหน กำลังหวานชื่นกันหรืองอนกันเรื่องอะไรอยู่ …..ที่ส่วนตัวสุดๆ ก็คือข้อความประเภท “กำลังอุจจาระอยู่” หรือ กำลังแชทออนไลน์กับหญิงสาวคนหนึ่งอยู่ แล้วโต้ตอบกันว่าอะไรบ้าง ก็อุตส่าห์เอามาบอกคนอื่นทางทวิตเตอร์อีก….แต่ก็นั่นล่ะค่ะ ผู้ติดตามก็ได้รู้เห็นสิ่งเหล่านี้ไปด้วยตลอดเวลา

          ส่วนเรื่องภาษาที่ใช้ก็ไม่ต้องพูดถึง โลกออนไลน์เป็นอิสระมาก เกือบทุกคนจะใช้ภาษาพูดจริงๆ ใช้ศัพท์แสง คำแสลง อักษรย่อ และการสะกดคำแบบตัดทอน ลดรูปพยัญชนะ สระ และวรรณยุกต์ กันเต็มที่ เพื่อให้พิมพ์ได้เร็ว และประหยัดเนื้อที่ โดยเฉพาะทวิตเตอร์ ที่จำกัดเพียงครั้งละ 140 ตัวอักษร คนที่มีชื่อเสียงหลายคน แสดงตัวตนออกมาแบบเปิดเผยมาก เช่นการใช้สรรพนามเรียกกัน กู-มึง ระหว่างกลุ่มเพื่อนที่เป็น Tweetple ด้วยกัน หรือคำสบถ คำหยาบโลนอะไร ที่แต่เดิมเราจะสงวนไว้เฉพาะคน สถานที่ และเวลา ที่อยู่ในกลุ่มพวกเท่านั้น เมื่อกลุ่มพวกคนดังขึ้นมาอยู่ในโลกออนไลน์ ตัวตนเหล่านี้ก็แสดงออกมา ให้ผู้ติดตามได้อ่าน ได้เห็นรูป และมีส่วนร่วมด้วยการส่งข้อความโต้ตอบ กันอย่างสนุกสนาน(หรืออาจผิดหวังเมื่อคนโปรดไม่เป็นอย่างที่คิด)!!!!

          เมื่อเข้าไปสัมผัสแล้วว่า Social Network นั้นคืออะไร และเราจะสร้างมันขึ้นมาได้อย่างไรแล้ว  ตอนหน้ามาคุยกันต่อค่ะ ว่าทำไมเราถึงต้องเข้าไปมีส่วนร่วมกับสังคมเครือข่ายเหล่านี้แบบทางสายกลาง@

3 Responses to “Social Network แบบทางสายกลาง(1)”

  1. หากเราหลงไปกลับข้อมูลที่ไหลวนอยู่ในโลกอินเทอร์เน็ตมากเกินไป เราจะไม่รู้เลยว่าสิ่งใดจริงและสิ่งใดหลอก ใช้อย่างมีสตินั่แหละดี มีตัวอย่างมาให้เห็นแล้วในต่างประเทศที่ชอบเอาเรื่องส่วนตัวมาบอกในเฟสบุ๊ค กับทวิตเตอร์ เดี๋ยวนี้โจรมันออนไลน์นะครับ ก็อาจจะทวิตอยู่กับเรา หรือเป็นผู้ตามที่คอยเฝ้าอยู่อย่างเงียบๆ เมื่อสบโอกาสก็แอบเข้าไปโขมยของในบ้าน หรือไม่ก็ลักพาตัว โดยเฉพาะคนที่ชอบเอาเรื่องราวเกี่ยวกับลูกๆ มาบอกให้ชาวสังคมออนไลน์ ด้านหนึ่งอาจชื่นชม แต่อีกด้านมืดอาจเฝ้ามอง และรอโอกาส ฝากๆไว้เป็นแง่คิดนะครับ บทความนี้หนิงเขียนได้ดีมาก…ชอบครับ

  2. pickmeeup says:

    ชอบอ่านค่ะ พี่หนิงเขียนดีจัง

    จริงๆโลกอินเตอร์เนตก็มีทั้งข้อดีข้อเสีย อย่างเม้นทืข้างบน ก้จริงมันอาจอันตรายได้ เพราะโจรก็ออนไลน์เป็น แฮ่ะๆ แต่สำหรับปิ๊กก็จะไม่พยายามเล่นเกมในเฟซบุค เพราะมันจะติดเลยล่ะ แต่จะชอบและสนใจงานของนักเขียน / สำนักพิมพ์/ และพวกวิทยาการของเทคโนโลยีแล้วก็ข้อมูลข่าวสารจากคนข่าวที่สนใจและติดตาม ส่วนดารานักร้อง ปิ๊กก้อาจจะเฉยๆเพราะที่ออฟฟิศก็ทำข่าวบันเทิงอยู่แล้ว จะชินๆ แต่จะติดตามแอดดารานักร้องที่เคยร่วมงานกันมาแล้วบ้าง มากกว่าค่ะ

    พี่หนิงเขียนอีกนะคะ ปิ๊กจะมาอ่านและให้กำลังใจเรื่อยๆค่ะ

    ^_^

  3. ning says:

    ให้อินเทอร์เน็ทรับใช้เรา ดีกว่าลุ่มหลง หมกมุ่นอยู่กับมันนะคะ ขอบคุณที่เข้ามาเยี่ยมชมและเป็นกำลังใจให้ค่ะ

Leave a Reply

You must be logged in to post a comment.

น้ำพระทัยทูลกระหม่อมหญิงฯ กับ สิ่งประดิษฐ์ช่วยชีวิตยามน้ำท่วม

ปี 2554 นับเป็นหน้าประวัติศาสตร์อีกหน้าหนึ่งที่คนไทยทุกคนต้องจารึกไว้ในความทรงจำ ถึงความทุกข์ยาก ความลำบากและความสูญเสีย จาก ‘มหาวิบัติอุทกภัย’อันใหญ่หลวง แต่หากมองในมุมกลับกัน จะเห็นว่าท่ามกลางภาวะวิกฤตินี้ คนไทยทุกคนต่างยื่นมือเข้าเหลือกันอย่างร่วมมือร่วมใจ ไม่เว้นแม้แต่พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และพระบรมวงศานุวงศ์ที่ทรงห่วงใย จึงพระราชทานความช่วยเหลืออย่างมิขาดสายแด่พสกนิกรผู้ประสบอุทกภัยทุกคน

        เรื่องและภาพ: วิรงรอง พรมมี
     คุณหญิงสุดารัตน์ เกยุราพันธ์ ผู้แทนพระองค์ ทูลกระหม่อมหญิงอุบลรัตนราชกัญญา สิริวัฒนาพรรณวดี [...]

“ส้วมเฉพาะกิจ จากน้ำใจนิสิตจุฬาฯ”

ในขณะนี้ประเทศไทยกำลังประสบปัญหาอุทกภัยครั้งยิ่งใหญ่ที่สุดในรอบ 14 ปี นับจากปีพ.ศ.2538 ซึ่งสร้างความเสียหายทั้งต่อชีวิต ทรัพย์สิน คุณภาพชีวิต และเศรษฐกิจ
 
เรื่อง: วิรงรอง พรมมี
ภาพ: อรรถนนท์ จันทร์ทวีศักดิ์,วิรงรอง พรมมี
         อุทกภัยครั้งนี้สร้างความเดือดร้อนแก่พี่น้องชาวไทยไม่ต่ำกว่า 30 จังหวัด แต่จังหวัดที่ประสบอุทกภัยอย่างหนัก คือ พระนครศรีอยุธยา [...]

ความรุนแรงต่อเด็ก เรื่อง (ไม่) เล็กของสังคมไทย

สังคมไทย เป็นสังคมพุทธ ซึ่งไม่ยอมรับการทำร้ายกัน และไม่มองเรื่องนี้เป็นเรื่องปกติ ด้วยหลักศาสนา ศีลธรรม จรรยาบรรณ ที่ปลูกฝังกันมารุ่นสู่รุ่นให้เป็นคนดี ช่วยเหลือเกื้อกูลซึ่งกันและกัน  ความอาทรเหล่านี้ก่อตัวเป็นความรัก ความอบอุ่น  ซึ่งถือเป็นเกราะอย่างดี ที่คอยกำบังความรุนแรงทั้งปวงให้ครอบครัว สังคมไทยสมัยก่อน จึงมีปัญหาเรื่องความรุนแรงต่อเด็กน้อยกว่าในปัจจุบัน 

 เรื่อง: วิรงรอง  พรมมี
ภาพ: พงษ์พันธ์  พงษ์พิลา
      สำนักงานส่งเสริมสวัสดิภาพและพิทักษ์สิทธิเด็ก [...]

แล่นเรือใบครั้งแรกในชีวิต นาทีแห่งอิสรภาพและความท้าทาย

ครั้งแรกที่ได้ล่องลอยอยู่กลางทะเลเพียงลำพัง ในเรือใบลำเล็ก หลังจากที่พี่เลี้ยง ซึ่งเป็นเด็กสาววัย 15 ปี ดีกรีระดับคู่ฝึกแชมป์เรือใบเยาวชนมาหลายคน กระโดดลงน้ำไป แม้จะไม่ตื่นกลัว ตามประสาคนที่ชอบความท้าทายเป็นทุนเดิม แต่ก็ตื่นเต้นเหมือนกันค่ะ นาทีนั้น สัญชาติญาณการเอาชีวิตรอดก็สั่งให้ตั้งสติ แล้วสมองก็สั่งการมือซ้ายและขวาบังคับใบเรือและหางเสือเรือ ให้สามารถแล่นไปในทิศทางที่ต้องการได้แม้จะค่อนข้างทุลักทุเล
เรื่อง::สายสวรรค์ ขยันยิ่ง
ภาพ::กองทัพเรือ

 
           ประสบการณ์แล่นใบครั้งแรกในชีวิตนี้เกิดขึ้นเมื่อดิฉันได้ไปทำข่าวพิธีเปิดโครงการ”เยาวชนเรือใบหัวใจสามัคคี” ที่สมาคมเรือใบแห่งประเทศไทย และกองทัพเรือ ร่วมกับภาคเอกชน [...]

TAG CLOUD