Select Page

“บรมราชชนนีวจีศิลป์” เรื่องเล่าที่สะท้อนพระปรีชาชาญด้านวรรณศิลป์ของสมเด็จพระพันปีหลวง

สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงเป็น “แม่ของแผ่นดิน” และทรงเป็นแบบอย่างแก่สตรีไทยในทุกด้านตลอดพระชนม์ชีพ หากเราตั้งใจศึกษาสิ่งที่พระองค์ท่านทรงทำอย่างแตกฉาน เราจะได้องค์ความรู้เหล่านั้นอย่างมากมาย และสามารถดำเนินรอยตามเบื้องพระยุคลบาทได้อย่างถูกทาง

ภาพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจเพื่อพสกนิกรชาวไทย

ดังเช่น เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2569 ที่ผ่านมา ในรายการจามจุรีมีเรื่องเล่า กับหอประวัติจุฬาฯ ก็ได้นำพระราชดำรัสและพระราโชวาทในสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวง ที่สะท้อนพระปรีชาชาญด้านวรรณศิลป์ออกมาถ่ายทอด ในตอน “บรมราชชนนีวจีศิลป์” โดย รศ.ดร.ธานีรัตน์ จัตุทะศรี อาจารย์ประจำภาควิชาภาษาไทย คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ซึ่งอาจารย์ได้กล่าวถึงพระปรีชาสามารถทางอักษรศาสตร์ของสมเด็จพระบรมราชชนนีพันปีหลวงไว้ว่า “สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง พระองค์สนพระราชหฤทัยแล้วก็ทรงพระปรีชาในทางอักษรศาสตร์เป็นอย่างยิ่ง ดังเป็นที่ประจักษ์ว่าไม่เพียงแต่ทรงเชี่ยวชาญและก็ทรงใช้ภาษาไทยได้อย่างงดงามเท่านั้น แต่ยังทรงรอบรู้ แล้วก็ตรัสภาษาต่างประเทศได้อย่างดีทั้งภาษาอังกฤษและภาษาฝรั่งเศส นอกจากนี้พระองค์ยังทรงมีความรอบรู้ในเรื่องของวรรณคดีและวรรณกรรม ทั้งของไทยและต่างประเทศอย่างหลากหลาย และทรงปลูกฝังความรักการอ่านแก่พระราชโอรสพระราชธิดามาตั้งแต่ทรงพระเยาว์ ดังที่สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงเล่าไว้ในพระราชนิพนธ์เรื่อง “สมเด็จแม่กับการศึกษา” ก็จะขออัญเชิญพระราชนิพนธ์บางตอนมากล่าวถึงในที่นี้นะคะ ทรงเล่าว่าสมเด็จพระพันปีหลวงทรงสอนให้อ่านวรรณคดีไทยเรื่องต่างๆตั้งแต่ยังทรงพระเยาว์ ดังที่ทรงเล่าว่า “เมื่อข้าพเจ้าอายุได้ 6-7 ขวบ สมเด็จแม่ทรงสอนให้อ่านหนังสือวรรณคดีต่างๆ จำได้ว่าที่ง่ายและสนุกเหมาะสำหรับการเริ่มต้นก็คือเรื่องพระอภัยมณี ต่อด้วยเรื่องอื่นๆ ได้แก่ เรื่องอิเหนา และรามเกียรติ์ เป็นต้น เรื่องอิเหนาเป็นเรื่องที่โปรดมาก ทรงให้ข้าพเจ้าอ่าน คัดบทกลอนต่างๆให้ ทำให้ข้าพเจ้าท่องได้หลายตอน” อันนี้ก็เป็นส่วนที่ทรงเล่าไว้

ภาพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจเพื่อพสกนิกรชาวไทย

หรือว่าอีกตอนหนึ่ง สมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงเล่าถึงความรักการอ่านของสมเด็จพระพันปีหลวง ด้วยว่า “สมเด็จแม่ทรงอ่านหนังสือมาก มีทุกประเภทไปไหนก็ต้องไปหาซื้อมาไว้ และทรงใช้หนังสือนั้นเป็นประโยชน์มากที่สุด จนทุกวันนี้ท่านก็ยังอ่านมาก เวลายุ่งๆบางทีเราก็ไม่มีเวลาอ่านหนังสือ แต่ไม่ทราบว่าท่านทำอย่างไรของท่านจึงมีเวลา ท่านซื้อหนังสือของท่านเอง ทรงซื้อพระราชทานให้ข้าพเจ้าอ่านจนโตก็ยังทำ ทรงแนะนำทั้งการอ่านในใจและการอ่านดังๆ ซึ่งมีรับสั่งว่าจะช่วยให้ภาษาพูดของเราดีขึ้น ทรงสนับสนุนให้ตั้งห้องสมุดสะสมหนังสือ” พระปรีชาสามารถทางอักษรศาสตร์ของสมเด็จพระพันปีหลวง นอกจากจะทรงรักการอ่าน ทรงปลูกฝังพระราชโอรสพระราชธิดาแล้วนะคะ ก็ยังเห็นได้จากพระราชดำรัสและพระราโชวาทในวาระโอกาสต่างๆ ที่เปี่ยมด้วยคุณค่าทางวรรณศิลป์ ที่อาจจะกล่าวได้ว่าเป็นวจีศิลป์อย่างแท้จริง ก็คือว่า ถ้าเราพิจารณาพระราชดำรัสและพระราโชวาทของพระองค์ก็จะเห็นว่าไม่เพียงแต่ใช้ภาษาที่เข้าใจง่ายหรือว่ากระจ่างชัดเจนเท่านั้น แต่ว่ายังมีความไพเราะสื่อความหมายที่จับใจลึกซึ้ง รวมทั้งให้ข้อคิดหรือว่าคติที่มีคุณค่าต่อคนไทยแล้วก็ชาติไทยของเราด้วย ซึ่งในวันนี้ก็จะขออัญเชิญพระราชดำรัสและพระราโชวาทบางส่วนมานำเสนอนะคะ แล้วก็ได้ประจักษ์ถึงศิลปะการใช้ภาษาหรือวจีศิลป์ของพระองค์ค่ะ

ภาพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจเพื่อพสกนิกรชาวไทย

ตัวอย่างแรกก็จะขอเริ่มด้วยการอัญเชิญพระราชดำรัสบทหนึ่งที่เชื่อว่าพวกเราคนไทยคงเคยได้ฟังและจดจำได้ ก็คือพระราชดำรัสที่ทรงกล่าวว่า “พระเจ้าอยู่หัวเป็นน้ำฉันจะเป็นป่า ป่าที่ถวายความจงรักภักดีต่อน้ำพระเจ้าอยู่หัวสร้างอ่างเก็บน้ำฉันจะสร้างป่า”สมเด็จพระพันปีหลวงมีพระราชดำรัสบทนี้แก่ราษฎร ที่บ้านถ้ำติ้ว อำเภอส่องดาว จังหวัดสกลนคร เมื่อวันที่ 20 ธันวาคม ปี 2525 ในครั้งนั้นได้มีพระราชเสาวนีย์ให้จัดตั้งโครงการบ้านเล็กในป่าใหญ่อันเนื่องมาจากพระราชดำริ โครงการนี้มีพระราชประสงค์ให้ชาวบ้านกับป่าอยู่ร่วมกันได้อย่างเกื้อกูลกัน พึ่งพาอาศัยกัน พระราชดำรัสบทนี้ทรงกล่าวถึงพระราชกรณียกิจสำคัญของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 และพระองค์เอง ในด้านการสร้างความอุดมสมบูรณ์แก่ชีวิตความเป็นอยู่ของราษฎร กล่าวคือในหลวงรัชกาลที่ 9 ทรงสร้างอ่างเก็บน้ำส่วนพระองค์นั้นจะสร้างป่า จากพระราชกรณียกิจที่ทั้งสองพระองค์จะทรงสร้างน้ำและสร้างป่าดังกล่าวนี้ จะเห็นว่าเมื่อมีพระราชดำรัสเล่าแก่ราษฎรพระองค์ไม่ได้ทรงเล่าแบบธรรมดา แต่ทรงใช้การเปรียบที่มีวรรณศิลป์ว่าพระเจ้าอยู่หัวเป็นน้ำ พระองค์จะเป็นป่า ทำให้เราเข้าใจพระราชปณิธาน ความมุ่งมั่นของทั้งสองพระองค์อย่างชัดเจน ว่าทรงมุ่งมั่นที่จะสร้างความอุดมสมบูรณ์ของน้ำและป่าให้ราษฎร แล้วยังทรงขยายความต่อด้วยว่าพระองค์จะทรงเป็นป่าที่จงรักภักดีต่อน้ำนะคะ ก็เป็นการเน้นย้ำความจงรักภักดีของพระองค์ที่จะสนับสนุนพระราชปณิธานของในหลวงรัชกาลที่ 9 ในการช่วยเหลือประชาชนค่ะ

ภาพ สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจเพื่อพสกนิกรชาวไทย

พระราชดำรัสอีกบทหนึ่งที่จะขออัญเชิญมากล่าวถึงในที่นี้ เป็นพระราชดำรัสสั้นๆแต่มีความหมายลึกซึ้งเช่นเดียวกัน พระราชดำรัสบทนี้ทรงนำคำที่ตรงข้ามกันอย่างคำว่า “ขาดทุน” และ “กำไร” มาใช้เพื่อทรงกล่าวถึงพระราชปณิธานที่ทรงมีต่อแผ่นดินไทย ก็คือเมื่อครั้งที่สมเด็จพระพันปีหลวงเสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยี่ยมราษฎรที่บ้านขุนแตะ อำเภอจอมทอง จังหวัดเชียงใหม่ พระองค์ได้ทรงริเริ่มโครงการฟาร์มตัวอย่างแห่งแรก ฟาร์มแห่งนี้มีความสำคัญต่อชาวบ้านต่อชุมชนมาก เพราะว่าเป็นศูนย์การเรียนรู้ด้านเกษตรกรรม เป็นแหล่งอาหาร เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงเกษตร และที่สำคัญที่สุดเลยก็คือเป็นแหล่งจ้างงานให้แก่ราษฎร ช่วยให้มีรายได้ ทีนี้เมื่อโครงการเริ่มดำเนินไปก็มีราษฎรมาสมัครงานที่โครงการนี้จำนวนมาก แต่ว่าโครงการยังจ้างได้เพียงวันละประมาณ 40 คนเท่านั้น เพื่อให้คุ้มกับผลประกอบการของโครงการ ก็คือยังจ้างคนไม่ได้มาก เพราะว่าโครงการ รายได้ยังไม่ได้มีมากนัก ทีนี้เมื่อสมเด็จพระพันปีหลวงทรงทราบเรื่อง ก็มีรับสั่งว่าต้องการให้จ้างงานราษฎรเพิ่มขึ้นเพื่อเพิ่มรายได้ให้กับคนในชุมชน แม้ว่าโครงการจะขาดทุนก็ตาม มีรับสั่งว่า “อย่ามาพูดเรื่องกำไรขาดทุนกับฉันนะ ฉันต้องการให้คนจนมีงานทำมากๆ ขาดทุนของฉันคือกำไรของแผ่นดิน” พระราชดำรัสบทนี้แสดงให้เห็นถึงพระราชปณิธานของพระองค์อย่างชัดเจน ทรงมุ่งเรื่องความสุข ความมั่นคงของราษฎรเป็นหลัก โดยไม่ได้ทรงยึดติดกับคำว่าขาดทุน กำไร อย่างที่คนทำธุรกิจทั่วไปจะนึกถึง ขาดทุนกับกำไรของพระองค์มีความหมายลึกซึ้งกว่านั้น คือการจ้างงานราษฎรเพื่อให้เขามีรายได้เลี้ยงตนเอง หรือครอบครัว นั่นคือกำไรของพระองค์ คือกำไรของแผ่นดิน แม้พระองค์จะขาดทุนไปบ้างก็ถือว่าขาดทุนของฉัน ซึ่งเป็นส่วนที่พระองค์ทรงยินดีที่จะขาดทุน เพื่อให้เกิดประโยชน์หรือกำไรแก่บ้านเมืองนะคะ เพราะว่าถ้าราษฎรมีรายได้เลี้ยงตัวเองเลี้ยงครอบครัวได้ ประเทศชาติก็มีความสุขตามไปด้วย นี่เองเป็นกำไรของแผ่นดิน ซึ่งแนวคิดที่ว่าขาดทุนคือกำไรนั้น ถือได้ว่าเป็นหลักการทรงงานที่สำคัญทั้งของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 9 และสมเด็จพระพันปีหลวงที่มีต่อพสกนิกรคนไทยตลอดมาค่ะ…”

ภาพ พระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร และสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ทรงปฏิบัติพระราชกรณียกิจเพื่อพสกนิกรชาวไทย

นี่เป็นเพียงเรื่องราวส่วนหนึ่งของ “บรมราชชนนีวจีศิลป์” เท่านั้น แต่ทำให้เราได้รำลึกถึงพระปรีชาสามารถทางอักษรศาสตร์ของสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ พระบรมราชชนนีพันปีหลวง ได้อย่างชัดเจน และน้อมรำลึกถึงพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ที่ทรงมีต่อแผ่นดิน ตลอดการทรงงาน กว่า 70 ปี เคียงข้างพระบาทสมเด็จพระบรมชนกาธิเบศร มหาภูมิพลอดุลยเดชมหาราช บรมนาถบพิตร ก่อเกิดเป็นความผาสุก ร่มเย็น ใต้ร่มพระบารมี

ขอขอบคุณข้อมูลจาก : รายการจามจุรีมีเรื่องเล่า กับหอประวัติจุฬาฯ ในช่องยูทูป CU Art Culture

About The Author

Leave a reply

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.