ม.เกษตรฯ ทำสำเร็จ! ย้ายปลูกหญ้าทะเลในพื้นที่ใหม่ครั้งแรก ด้วยเทคนิค KU SST เพื่อพลิกฟื้นทะเลไทย

หญ้าทะเลถือเป็นทรัพยากรที่ได้รับการยอมรับว่าเป็นระบบนิเวศที่มีความสำคัญมาก ในปัจจุบันแหล่งหญ้าทะเล เป็นแหล่งที่อยู่อาศัยและแหล่งอาหารอันอุดมสมบูรณ์ของสัตว์ทะเลและสัตว์น้ำ เศรษฐกิจ อันได้แก่ กุ้ง หอย ปู และปลา หญ้าทะเลยังเป็นอาหารสำคัญของพะยูน และเต่าทะเล เป็นแหล่งวางไข่ แหล่งอนุบาลตัวอ่อน และที่อยู่อาศัยของปลา กุ้ง หมึก ปูม้า หอยชนิดต่างๆ ไส้เดือนทะเล ตลอดจนสัตว์เล็กๆ นานาชนิด และเป็นแหล่งอาหาร แหล่งทำมาหากินที่สำคัญของชุมชนชายฝั่งทะเล
แหล่งหญ้าทะเลเป็นระบบนิเวศแรกที่รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงต่างๆ บนแผ่นดิน ทั้งที่เกิดจากมนุษย์และเกิดตามธรรมชาติอย่างภาวะโลกร้อน ระบบนิเวศหญ้าทะเลมีความสำคัญในด้านเป็นแหล่งที่อยู่อาศัย เลี้ยงตัวอ่อนสัตว์น้ำ และแหล่งหากินของสัตว์ทะเลนานาชนิด โดยเฉพาะปลาทะเล กลุ่มกุ้งทะเล และปูม้า ไม่เพียงเฉพาะกลุ่มสัตว์น้ำขนาดเล็กที่กล่าวถึง แต่ยังมีสัตว์น้ำขนาดใหญ่ เช่น เต่าทะเล และพะยูน รวมถึงสัตว์น้ำเศรษฐกิจ อันได้แก่ ปลา กุ้ง ปู และหอยหลายชนิด และยังมีส่วนช่วยในการกรองและปรับปรุงคุณภาพน้ำด้วย เพราะหญ้าทะเลมีระบบรากที่คอยยึดจับเพื่อป้องกันการพังทลายของหน้าดินได้เป็นอย่างดี

มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ โดยหน่วยวิจัยหญ้าทะเลต้านโลกร้อน คณะประมง สร้างความก้าวหน้าครั้งสำคัญด้านการฟื้นฟูทรัพยากรทางทะเลหลังประสบความสำเร็จในการพัฒนาเทคนิค KU SST (KU Smart Site Selection for Seagrass Transplantation) นวัตกรรมประเมินความเหมาะสมของพื้นที่ปลูกหญ้าทะเลที่จะช่วยเพิ่มอัตราการรอดในการปลูกหญ้าทะเลและเพิ่มการขยายตัวของหญ้าทะเลได้อย่างเป็นรูปธรรม นับเป็นก้าวสำคัญของการอนุรักษ์ระบบนิเวศชายฝั่งและการรับมือวิกฤตการณ์เปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของประเทศ
รศ.ชัชรี แก้วสุรลิขิต รองหัวหน้าหน่วยวิจัยหญ้าทะเลต้านโลกร้อน และอาจารย์ประจำภาควิชาชีววิทยาประมง คณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เปิดเผยว่า ตลอดระยะเวลากว่า 20 ปีที่ผ่านมา ประเทศไทยมีความพยายามในการย้ายปลูกและฟื้นฟูหญ้าทะเลมาอย่างต่อเนื่อง แต่ยังไม่เคยมีรายงานผลสำเร็จในระดับที่สามารถขยายผลได้อย่างชัดเจน เนื่องจากข้อจำกัดสำคัญคือการเลือกพื้นที่ปลูกที่ไม่เหมาะสม รวมถึงการใช้พันธุ์หญ้าทะเลที่มีการเติบโตช้า ที่ผ่านมาการปลูกหญ้าทะเลส่วนใหญ่มักเลือกใช้หญ้าชะเงาใบยาว ซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่ใช้เวลานานถึง 2 ปีจึงแตกตันใหม่จาก 1 ต้น เป็น 2 ต้น ส่งผลให้เมื่อมีการตัดแยกกอขนาดใหญ่จากธรรมชาติเพื่อนำมาปลูกใหม่ แต่ไม่สามารถอยู่รอดได้กลับกลายเป็นการลดจำนวนแหล่งต้นพันธุ์ในธรรมชาติโดยไม่ตั้งใจ

จากปัญหาดังกล่าวทีมวิจัยจึงใช้เวลากว่า 5 ปี พัฒนาเทคนิค KU SST ขึ้นมาโดยรวบรวมข้อมูลพื้นที่หญ้าทะเลทั่วประเทศมากกว่า 600 จุด ครอบคลุมทั้งฝั่งอ่าวไทยและฝั่งอันดามัน ก่อนนำข้อมูลเข้าสู่กระบวนการวิเคราะห์ทางสถิติเพื่อกำหนดเป็นค่าคะแนนปัจจัยสิ่งแวดล้อม นำเข้าระบบสารสนเทศภูมิศาสตร์จนนำไปสู่การสร้างแผนที่ประเมินความเหมาะสมของพื้นที่ปลูกหญ้าทะเล ซึ่งแบ่งระดับเป็นพื้นที่ 5 ระดับจากความเหมาะสมที่สุดจนถึงเหมาะสมน้อยที่สุด ผลการตรวจสอบพบว่าเทคนิค KU SST มีค่าความแม่นยำสูงถึง 80% ในบางพื้นที่สามารถให้ผลแม่นยำได้สูงสุดถึง 93% โดยจุดเด่นสำคัญคือผู้ใช้งานสามารถเปิดแผนที่ผ่านแอปฟลิเคชัน google earth บนโทรศัพท์มือถือ และนำไปใช้ประกอบการลงพื้นที่จริงเพื่อเลือกจุดปลูกที่เหมาะสมได้ทันที

ในการทดสอบประสิทธิภาพของเทคนิค KU SST ทีมวิจัยได้เลือกใช้หญ้าชะเงาใบสั้นหรือหญ้าชะเงาเต่าซึ่งเป็นสายพันธุ์ที่มีอัตราการขยายตัวเร็วกว่าหญ้าชะเงาใบยาว โดยนำต้นพันธุ์จากพื้นที่ใกล้เคียงมาทดลองปลูกในพื้นที่ใหม่ที่ไม่เคยมีหญ้าทะเลมาก่อน เพื่อทดลองสอบความเป็นไปได้ในการนำไปใช้เสาะหาพื้นที่ใหม่สำหรับสร้างแหล่งหญ้าทะเล เป็นการประกันความเสี่ยงในอนาคต หากพื้นที่หญ้าทะเลเดิมเกิดความเสียหายเป็นวงกว้าง ผลการทดลองสร้างความประทับใจอย่างมาก เมื่อพบว่าหญ้าทะเลจำนวน 3 ต้น สามารถเจริญเติบโตและแตกกอเพิ่มขึ้นเป็น 58 ต้น ภายในระยะเวลาเพียง 10 เดือนหรือเพิ่มขึ้นเกือบ 20 เท่าพร้อมทั้งสามารถอยู่รอดผ่านช่วงน้ำลงต่ำสุดและฤดูมรสุมที่รุนแรงได้อย่างสมบูรณ์ สะท้อนให้เห็นถึงประสิทธิภาพในการเลือกพื้นที่ปลูกด้วยเทคนิค KU SST ได้อย่างชัดเจน

ปัจจุบันมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ได้ถ่ายทอดองค์ความรู้เทคนิคและวิธีการใช้ KU SST ให้กับนักวิชาการของกรมทรัพยากรทางธรรมชาติและชายฝั่ง ครบทั้ง 5 ศูนย์ทั่วประเทศเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เพื่อขยายผลสู่การฟื้นฟูทรัพยากรชายฝั่งในระดับชาติ ความสำเร็จของการพัฒนาเทคนิค KU SST ไม่เป็นเพียงความก้าวหน้าทางวิชาการของคณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์เท่านั้น แต่ยังสะท้อนบทบาทของมหาวิทยาลัยในการสร้างนวัตกรรมที่ตอบโจทย์ประเทศทั้งการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพการฟื้นฟูระบบนิเวศทางทะเล และการดูดซับคาร์บอนผ่านทรัพยากรธรรมชาติอย่างยั่งยืน ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายการพัฒนาในมิติสิ่งแวดล้อมและการรับมือภาวะโลกร้อนในระยะยาว
ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก : เว็บไซต์ heyzine โดยงานสื่อสารองค์กร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ และฐานข้อมูลความรู้ทางทะเล