Select Page

ยูเนสโกมีมติขึ้นทะเบียนวัดพระมหาธาตุ เมืองนครฯ เป็นมรดกโลกแห่งที่ 9 ของไทย

ที่ประชุมคณะกรรมการมรดกโลก สมัยสามัญ ครั้งที่ 48 ขององค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (UNESCO) ซึ่งจัดขึ้น ณ เมืองปูซาน สาธารณรัฐเกาหลี มีมติขึ้นทะเบียน วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร จังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นมรดกโลกด้านวัฒนธรรม นับเป็นมรดกโลกลำดับที่ 9 ของประเทศไทย และเป็นมรดกโลกแห่งแรกของภาคใต้ เมื่อวันที่ 25 กรกฎาคม 2569

ผลการพิจารณาของที่ประชุมคณะกรรมการมรดกโลกได้บรรลุผลสำเร็จตามเป้าหมายของรัฐบาลไทย โดยคณะกรรมการฯ มีมติเอกฉันท์เห็นชอบให้ขึ้นทะเบียนวัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร จังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นแหล่งมรดกโลกทางวัฒนธรรมแห่งใหม่ นับเป็นความสำเร็จครั้งสำคัญของประเทศไทย ในการส่งเสริมมรดกทางศิลปวัฒนธรรมของชาติให้เป็นที่ประจักษ์และได้รับการยกย่องในระดับสากล

ภาพในที่ประชุมคณะกรรมการมรดกโลก สมัยสามัญ ครั้งที่ 48 ขององค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (UNESCO) ณ เมืองปูซาน สาธารณรัฐเกาหลี
ภาพในที่ประชุมคณะกรรมการมรดกโลก สมัยสามัญ ครั้งที่ 48 ขององค์การการศึกษา วิทยาศาสตร์ และวัฒนธรรมแห่งสหประชาชาติ (UNESCO) ณ เมืองปูซาน สาธารณรัฐเกาหลี
ภาพมุมสูงวัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร จ.นครศรีธรรมราช โดยเห็นพระบรมธาตุเจดีย์เป็นศูนย์กลาง

สำหรับวัดพระมหาธาตุฯ จังหวัดนครศรีธรรมราช คณะกรรมการมรดกโลกพิจารณาขึ้นทะเบียนแหล่งมรดกวัฒนธรรม ภายใต้เกณฑ์คุณค่าความโดดเด่นอันเป็นสากล คือ เป็นหลักฐานการหลอมรวมศาสนาพราหมณ์ ฮินดู พุทธศาสนามหายาน และเถรวาท ในเอเชียกลางและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ แสดงถึงศิลปะและสถาปัตยกรรม ประเพณีทางศาสนาและท้องถิ่น จึงมีคุณสมบัติตามเกณฑ์ของมรดกโลก 2 ประการ ได้แก่ วัดพระมหาธาตุ วรมหาวิหาร แสดงถึงอิทธิพลของศาสนาพราหมณ์ ฮินดู พุทธศาสนามหายาน และพุทธศาสนาเถรวาท ที่มีต้นแบบมาจากศิลปะปาละในนาลันทา ชวาภาคกลาง ลังกา และมอญจากภาคใต้ของเมียนมา และส่งอิทธิพลให้กับศาสนสถานในประเทศไทย มาเลเซีย เป็นต้น อีกทั้งพระมหาธาตุเจดีย์ เป็นประจักษ์พยานของระบบความเชื่ออันหลากหลายและเป็นศูนย์กลางทางจิตวิญญาณของนครศรีธรรมราช เป็นแหล่งประเพณีทางศาสนาที่ยังคงดำเนินอยู่ ที่มีความโดดเด่นระดับสากลในทางศิลปะและวรรณกรรม

ภาพมุมสูงวัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร จ.นครศรีธรรมราช โดยเห็นพระบรมธาตุเจดีย์เป็นศูนย์กลาง

รู้จักวัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร


วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร เป็นพระอารามหลวง ชั้นเอก ชนิดวรมหาวิหาร ซึ่งในประเทศไทยมีเพียง 6 วัด เดิมเรียกว่า วัดพระบรมธาตุ หรือวัดพระธาตุ ต่อมาได้มีประกาศแผนกสังฆการี กระทรวงธรรมการ เรื่องจัดระเบียบพระอารามหลวง ลงวันที่ 30 กันยายน 2458 ให้เรียกว่า “วัดพระมหาธาตุ” ต่อมาได้มีประกาศของแผนกสังฆการี กระทรวงธรรมการ ลงวันที่ 30 กันยายน พ.ศ.2554 ให้เรียกชื่อวัดเสียใหม่ว่า “วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร” วัดนี้ตั้งอยู่ที่ตําบลในเมือง อําเภอเมืองนครศรีธรรมราช จังหวัดนครศรีธรรมราช ซึ่งอยู่ภายในเขตกําแพงเมืองโบราณ

พื้นที่ของ วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร มีขนาด 34.43 ไร่ เป็นรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าที่มีกำแพงอิฐล้อมรอบ มีซุ้มประตูทางเข้าทั้งด้านหน้าและด้านหลังวัด พื้นที่วัดแบ่งเป็นสองเขต คือเขตพุทธาวาส ซึ่งหมายถึงพื้นที่ศักดิ์สิทธิ์สำหรับการประกอบพิธีกรรมทางศาสนา และเขตสังฆาวาส ซึ่งหมายถึงที่พักและจำพรรษาของสงฆ์ เขตพุทธาวาสนับเป็นพื้นที่โบราณสถาน มีพระบรมธาตุเจดีย์ประดิษฐานอยู่เป็นศูนย์กลาง

ภาพมุมสูงวัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร จ.นครศรีธรรมราช โดยเห็นพระบรมธาตุเจดีย์เป็นศูนย์กลาง

ข้อมูลจาก สำนักศิลปากรที่ 12 นครศรีธรรมราช ระบุว่า พระบรมธาตุเจดีย์น่าจะสร้างขึ้นครั้งแรกในช่วงปลายพุทธศตวรรษที่ 13 ถึงต้นพุทธศตวรรษที่ 15 โดยได้รับอิทธิพลทางสถาปัตยกรรมจากอินเดียและอินโดนีเซีย (ชวา ภาคกลาง) ซึ่งเจดีย์ประธานที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ มีฐานสี่เหลี่ยมกว้างด้านละ 29.20 เมตร สูง 5 เมตร ฐานทรงกลมขององค์ระฆังสูง 3.10 เมตร และมีเส้นผ่านศูนย์กลาง 21.98 เมตร ส่วนองค์ระฆังเองสูง 9.80 เมตร บัลลังก์ซึ่งมีลักษณะเป็นแท่งสี่เหลี่ยมขนาดใหญ่ระหว่างองค์ระฆังและปล้องไฉนมีความสูง 5.30 เมตร และปล้องไฉนสูง 20.7 เมตร ส่วนปลียอดประดับอย่างวิจิตรด้วยแผ่นทองคำแท้และอัญมณี มีความสูง 12.09 เมตร และได้รับการประดับตกแต่งเพิ่มเติมอย่างต่อเนื่องตลอด ตั้งแต่สมัยอยุธยา ธนบุรี และรัตนโกสินทร์ มีการบูรณะปลียอดขององค์พระบรมธาตุเจดีย์ด้วยทองคำและเครื่องประดับมีค่า เช่น แหวน ซึ่งแสดงถึงความศรัทธาอย่างลึกซึ้งของประชาชนที่มีต่อพระบรมธาตุเจดีย์ และยังคงสืบเนื่องมาจนถึงทุกวันนี้

ภาพพระบรมธาตุเจดีย์ วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร จ.นครศรีธรรมราช (ส่วนบน)
ภาพพระบรมธาตุเจดีย์ วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร จ.นครศรีธรรมราช (ส่วนปลียอด)

ปัจจุบัน แผ่นทองคำทั้งหมดมีน้ำหนักรวม 197.45 กิโลกรัม ทองคำและของมีค่าเหล่านี้ได้รับการบริจาค จากผู้มีจิตศรัทธาหลากหลายกลุ่ม ได้แก่ พระสงฆ์ ประชาชนทั่วไป เชื้อพระวงศ์ และเหล่าข้าราชการ โดยแผ่นทองคำแต่ละแผ่นจะสลักเป็นภาษาไทย ซึ่งมักประกอบด้วยชื่อและที่อยู่ของผู้บริจาค วันที่บริจาค น้ำหนักของทองคำ และความปรารถนาสูงสุดของผู้บริจาค โดยทั่วไป ความปรารถนาที่สลักไว้ได้แก่การบรรลุสมบัติสูงสุด 3 ประการ คือ มนุษย์สมบัติ สวรรค์สมบัติ และนิพพานสมบัติ รวมทั้งความปรารถนาที่จะได้พบพระศรีอริยเมตไตรย แสดงให้เห็นถึงการผสมผสานระหว่างพุทธศาสนาเถรวาทและมหายาน ปลียอดทองคำนี้ทำให้พระบรมธาตุเจดีย์มีลักษณะที่ยิ่งใหญ่และเป็นเอกลักษณ์เฉพาะ จนทำให้เป็นหนึ่งในเจดีย์ที่มีโดดเด่นในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ภาพพระบรมธาตุเจดีย์ วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร จ.นครศรีธรรมราช

วัดพระมหาธาตุวรมหาวิหาร ถือเป็นศูนย์กลางทางพุทธศาสนาของเมืองนครฯ และเมืองใกล้เคียง ทางภาคใต้ ด้วยมีพระบรมธาตุเจดีย์องค์ใหญ่ที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเป็นหัวใจสำคัญของพื้นที่แห่งนี้ อันเป็นที่เคารพสักการะของพุทธศาสนิกชนมายาวนานกว่า 1,000 ปี และวันนี้ได้ขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกแห่งที่ 9 ของประเทศไทยเรียบร้อยแล้ว

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก : เว็บไซต์ ไทยโพสต์ , คลังสารสนเทศวลัยลักษณ์ , สำนักศิลปากรที่ 12 นครศรีธรรมราช และเฟซบุ๊ก แฟนเพจ ประชาสัมพันธ์จังหวัดนครศรีธรรมราช

About The Author

Leave a reply

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.