รู้จัก ‘3 ปราชญ์เกษตรของแผ่นดิน’ ประจำปี 2569

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้า ฯ พระบรมราชินี เสด็จพระราชดำเนินไปในการพระราชพิธีจรดพระนังคัลแรกนาขวัญ พุทธศักราช 2569 ณ มณฑลพิธีท้องสนามหลวง และพระราชทานโล่รางวัลปราชญ์เกษตรของแผ่นดิน 3 สาขา ได้แก่ สาขาปราชญ์เกษตรเศรษฐกิจพอเพียง สาขาปราชญ์เกษตรดีเด่น และสาขาปราชญ์เกษตรผู้นำชุมชนและเครือข่าย รวมถึงเกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ 16 สาขาอาชีพ ผู้แทนสถาบันเกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ 13 กลุ่ม และผู้แทนสหกรณ์ดีเด่นแห่งชาติ 7 สหกรณ์ ตามลำดับ เมื่อวันที่ 13 พฤษภาคม 2569 นับเป็นพระมหากรุณาธิคุณอันหาที่สุดมิได้ ซึ่งสะท้อนความสำคัญและความผูกพันอันแน่นแฟ้นระหว่างสถาบันพระมหากษัตริย์กับวิถีชีวิตเกษตรกรรมของปวงชนชาวไทย
โดยปราชญ์เกษตรของแผ่นดิน ประจำปี 2569 ได้แก่ 1. นางราตรี บัวพนัส จังหวัดนครสวรรค์ สาขาปราชญ์เกษตรเศรษฐกิจพอเพียง 2. นายพรหมพิริยะ สอนศิริ จังหวัดปราจีนบุรี สาขาปราชญ์เกษตรดีเด่น 3. นายบุญส่ง นับทอง จังหวัดกระบี่ สาขาปราชญ์เกษตรผู้นำชุมชนและเครือข่าย
ซึ่งกระทรวงเกษตรและสหกรณ์เห็นสมควรยกย่องและเชิดชูเกียรติแก่ผู้ทรงภูมิปัญญาด้านการเกษตรในสาขาต่างๆ ซึ่งเป็นผู้มีคุณความดี มีความรู้ความสามารถ และประสบการณ์สมควรเป็นปราชญ์เกษตรของแผ่นดิน ให้ได้รับการดูแลด้านสวัสดิการและสนับสนุนให้มีการถ่ายทอดองค์ความรู้ประสบการณ์และความสามารถสู่สังคม
นางราตรี บัวพนัส เกษตรกรผู้มีประสบการณ์ในการทำงานภาคเกษตร 34 ปี ดำเนินชีวิตตามแนวเศรษฐกิจพอเพียงมาเป็นระยะเวลา 22 ปี อีกทั้งยังเป็นแบบอย่างแก่ผู้อื่นเป็นระยะเวลา 10 ปี จากเดิมที่เคยทำเกษตรเชิงเดี่ยวแล้วปรากฏว่าป่วยเป็นมะเร็งระยะสุดท้าย หลังจากนั้นได้เริ่มน้อมนำหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงมาใช้ในชีวิตประจำวันและได้น้อมนำแนวคิดของในหลวงรัชกาลที่ 9 ที่ว่า ‘กินอาหารให้เป็นยา’ มาปรับใช้ เริ่มจากการรักษาสุขภาพของตัวเองปรับเปลี่ยนมาปลูกทุกอย่างที่กิน กินทุกอย่างที่ปลูก กินพืชสมุนไพรจนรักษามะเร็งระยะสุดท้ายหายได้สำเร็จ ซึ่งหายป่วยมา 21 ปีแล้ว จากที่หมอบอกว่า 6 เดือนคงไม่รอด
จากนั้นได้เข้าฝึกอบรมโครงการหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง แล้วเริ่มมาทำจากพื้นที่เล็กๆปรับเปลี่ยนเรื่องการกิน โดยปลูกพืชผักสวนครัวรั้วกินได้และเริ่มทำโครงการคันนาทองคำพัฒนามาอย่างต่อเนื่องตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง 3 ห่วง 2 เงื่อนไข โดยได้ทำการออกแบบภูมิทัศน์ตามหลักโคก หนอง นา โมเดล และเกษตรทฤษฎีใหม่เพื่อให้เอื้อประโยชน์ต่อกันและสร้างความสมดุลของระบบนิเวศ ซึ่งทำการเกษตรทั้งหมด 60 ไร่ แบ่งพื้นที่ออกเป็น 4 แปลง ดังนี้ แปลงที่ 1-3 ปลูกข้าวสลับกับพืชหมุนเวียนหลังนา คือปอเทืองและถั่วเขียว แปลงที่ 4 การเกษตรแบบผสมผสานมีการบริหารจัดการพื้นที่ในแปลงเกษตร ดังนี้ 1.โคกพื้นที่สูงปลูกไม้ยืนต้น พืชสวน และที่อยู่อาศัย 2.หนอง พื้นที่ลุ่ม สำหรับกักเก็บน้ำ เช่น ต้นธาร สระน้ำ 3.นา พื้นที่ราบ เกษตรแบบพึ่งตนเอง อาทิ ปลูกข้าว ไม้ผล พืชผักสวนครัว พืชสมุนไพร เลี้ยงปลา และเลี้ยงไก่ ขุดโคกและหนองให้มีขนาดลึกหรือตื้นตามความเหมาะสมกับพื้นที่ ทำร่องแยกน้ำ ร่องน้ำหลัก ร่องไส้ไก่ เพื่อจัดระบบระบายน้ำอย่างมีประสิทธิภาพ กักเก็บน้ำเพื่อใช้ได้ตลอดปี อีกทั้งมีการวางแผนด้วยความรอบคอบ มีการจดบันทึกบัญชีรายรับรายจ่ายจากการจำหน่ายผลผลิตในแปลง การทำบัญชีต้นทุนการทำนาและบัญชีครัวเรือน ได้พัฒนาพื้นที่จัดตั้งเป็นศูนย์เรียนรู้การเกษตรด้านต่างๆชื่อ ‘สวนพ่อสอน’ เป็นจุดเรียนรู้การพัฒนาที่ดิน การผลิตข้าวแบบลดต้นทุน เป็นวิทยากรให้ความรู้จากประสบการณ์ของตนเองให้กับเกษตรกร นักศึกษา และประชาชนทั่วไปได้เข้ามาศึกษาดูงานซึ่งมีจำนวนไม่น้อยกว่า 3,000 คนต่อปี อีกทั้งมีการรวมตัวกันจัดตั้งกลุ่มวิสาหกิจชุมชนสวนพ่อสอนร่วมกันผลิตแปรรูปและจำหน่ายสินค้าทางการเกษตร เน้นการสร้างเครือข่ายจากผู้ผลิตและผู้บริโภคที่มีแนวคิดร่วมกันบนพื้นฐานการใช้ทรัพยากรอย่างยั่งยืน มีความมุ่งมั่นในการศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมอยู่เสมอเพื่อนำมาพัฒนาในการทำการเกษตรของตน ด้วยการนำแอปพลิเคชัน LDD Soil Guide มาเป็นแนวทางปรับปรุงสภาพดินให้เหมาะสมกับการปลดปล่อยธาตุอาหารให้กับข้าวและพืชผักในพื้นที่ของตน
ปัจจุบันนางราตรีดำรงตำแหน่งประธานศูนย์เรียนรู้การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตสินค้าเกษตร อำเภอตาคลีจังหวัดนครสวรรค์ ประธานศูนย์เกษตรอินทรีย์วิถีพอเพียง 459 จังหวัดนครสวรรค์ ประธานกลุมวิสาหกิจชุมชนสวนพ่อสอนเกษตรปลอดภัย กรมส่งเสริมการเกษตร นอกจากนั้นนางราตรี บัวผนัส ยังได้รับรางวัลระดับประเทศ อาทิ รางวัลเกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ สาขาการพัฒนาที่ดินเพื่อเกษตรกรรม ประจำปี 2568 โดยกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ รางวัลชนะเลิศหมอดินอาสาดีเด่น ประจำปี 2568 โดยกรมพัฒนาที่ดินอีกด้วย
นายพรหมพิริยะ สอนศิริ เกษตรกรผู้มีความเชี่ยวชาญและสร้างสรรค์ผลงานด้านการเกษตรที่ได้รับการยอมรับในระดับประเทศ ในด้านการเลี้ยงกระบือไทยแบบประณีต และการสืบสานอนุรักษ์กระบือไทย โดยเป็นแบบอย่างและเป็นผู้ยกระดับคุณภาพชีวิตของเกษตรกรผู้เลี้ยงกระบือไทย เน้นการทำงานด้านการปศุสัตว์แบบครบวงจรตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ มีการจัดการฟาร์มด้วยระบบ smart farm และระบบ zero waste และมีการปรับปรุงสายพันธุ์โดยใช้พ่อพันธุ์กระบือไทยสีเผือก ชื่อเจ้าแก้วฟ้า และพ่อพันธุ์กระบือไทยสีดำ ชื่อมณีแดง เป็นพ่อพันธุ์หลักในการปรับปรุงสายพันธุ์และใช้เทคโนโลยีชีวภาพทางการเกษตรในการจัดเก็บน้ำเชื้อเพื่อรักษาคุณภาพของน้ำเชื้อ อีกทั้งยังได้พัฒนาและยกระดับการบริหารจัดการฟาร์มจนได้รับการรับรองเป็นฟาร์มที่มีระบบป้องกันโรคและการเลี้ยงสัตว์ที่เหมาะสม และฟาร์มปลอดโรคปากและเท้าเปื่อย และโรคต่างๆในสัตว์ของกรมปศุสัตว์ รวมถึงได้รับคัดเลือกเป็นฟาร์มที่ได้รับการตรวจจากคณะกรรมการโรคระบาดสัตว์ระหว่างประเทศ OIA ให้เป็นฟาร์มมาตรฐานสากล
นอกจากนี้ยังเป็นผู้บุกเบิกรายแรกในประเทศไทยและรายแรกของโลกในการคิดค้นนวัตกรรมการผลิตนมควายพลาสเจอร์ไรซ์จากกระบือไทย รวมถึงมีผลิตภัณฑ์แปรรูปจากนมควายและเนื้อควาย ได้แก่ โยเกิร์ต พุดดิ้ง มอสซาเรลล่าชีส สบู่นมควาย ผลิตภัณฑ์บำรุงผิว เนื้อสเต็ก และเนื้อแดดเดียว ส่วนมูลควายนำมาแปรรูปเป็นปุ๋ยหมักและปุ๋ยอัดเม็ด
นายพรหมพิริยะ สอนศิริ เคยเป็นนายกสมาคมอนุรักษ์และพัฒนาควายไทย คนที่ 4 ในระหว่างปี 2560-2561 รวมถึงได้รับการแต่งตั้งเป็นคณะกรรมการต่างๆ อาทิ คณะทำงานด้านโครงการอนุรักษ์และพัฒนากระบือไทยโครงการในพระราชดำริ คณะกรรมการนโยบายพัฒนาโคเนื้อ กระบือ และผลิตภัณฑ์แห่งชาติ และร่วมจัดทำแผนพัฒนายุทธศาสตร์ด้านปศุสัตว์โคกระบือในระหว่างปี 2560-2565 อีกทั้งยังเป็นวิทยากรทั้งในและต่างประเทศมีการถ่ายทอดความรู้ให้แก่เกษตรกรและบุคคลที่สนใจ และเป็นสถานที่ศึกษาดูงานของผู้ที่สนใจด้วย รวมถึงมีการขยายเครือข่ายเกษตรกรผู้เลี้ยงกระบือไทยไปทั่วประเทศ นอกจากนี้ยังได้รับรางวัลมากมาย อาทิ รางวัลพระราชทานสมเด็จพระกนิษฐาธิราชเจ้า กรมสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ ประเภทกระบือเพศผู้ ในงานกระบือแห่งชาติ ครั้งที่ 22 ปี 2561 รางวัลเกษตรกรดีเด่นแห่งชาติ สาขาอาชีพการเลี้ยงสัตว์ ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ปี 2564
นายบุญส่ง นับทอง เกษตรกรวัย 76 ปี ทำงานภาคเกษตรตั้งแต่ปี 2528 มีพื้นที่ทำการเกษตร 90 ไร่ ประกอบด้วย สวนยางยั่งยืน สวนยางพาราและสวนปาล์มน้ำมัน จากแนวคิดแก้ปัญหาวิกฤตในช่วงราคายางตกต่ำในปี 2546 โดยได้น้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาปรับใช้ในพื้นที่ของตนเอง โดยเปลี่ยนจากการทำเกษตรเชิงเดี่ยวเป็นการทำสวนยางแบบผสมผสานตามหลักวนเกษตร ร่วมกับการปลูกป่า 3 อย่างประโยชน์ 4 อย่าง ก่อให้เกิดรายได้และลดความเสี่ยงของราคายางตกต่ำในชื่อ ‘สวนยางยั่งยืนนายบุญส่ง นับทอง’ซึ่งใช้วิธีการปลูกยางพาราระยะปลูก 12×3 เมตร จะได้ยางพารา 40 ต้นต่อไร่ ระหว่างแถวยางปลูกไม้หลายชนิดไร่ละ 100 ต้น อาทิ ไม้ผล ไม้สำหรับสร้างบ้าน ไม้ฟืน มีการเลี้ยงชันโรง การเลี้ยงปลา การปลูกข้าวและปลูกกล้วยรอบคันนาตามรูปแบบโคก หนอง นา โดยมีการบริหารจัดการระบบน้ำภายในแปลงด้วยปั๊มน้ำโซล่าเซลล์ รวมทั้งมีการแปรรูปไม้ในสวนยางยั่งยืน เพื่อเพิ่มมูลค่าสินค้าทางการเกษตร
นายบุญส่งเป็นผู้นำและมีการสร้างเครือข่ายที่หลากหลายทั้งในและต่างประเทศ อาทิ เครือข่ายสวนยางยั่งยืนแห่งประเทศไทย สมาคมชาวสวนยาง ชมรมคนรักไผ่หัวใจเดียวกันแห่งประเทศไทย ธนาคารต้นไม้บริษัทมิชลินประเทศไทยและสิงคโปร์ และเป็นวิทยากรถ่ายทอดผลงานผ่านเครือข่ายชาวสวนยางกว่า 20 เครือข่ายทั่วทุกภูมิภาคและได้รับการเผยแพร่ในสื่อต่างๆ โดยมีผู้เข้ามาศึกษาดูงานและนำไปปรับใช้ในพื้นที่ทั้งในและต่างประเทศมากกว่า 90 กลุ่ม ซึ่งเกิดผลสำเร็จกว่า 10 เครือข่าย อาทิ เกษตรชาวสวนยางรุ่นใหม่ด้านยางพาราเชื่อมโยงสู่สากลจากประเทศผู้ผลิตและผู้ใช้ยางพารา 7 ประเทศ ได้แก่ ประเทศไทย มาเลเซีย อินโดนีเซีย จีนเม็กซิโก เมียนมาร์ และโกตดิวัวร์ อีกทั้งยังได้รับงบประมาณสนับสนุนการปลูกยางพาราโดยไม่ทำลายสิ่งแวดล้อมจากกองทุนสัตว์ป่าโลกสากลในการวิจัยถอดบทเรียนการทำสวนยางยั่งยืนเพื่อนำไปสู่การบริหารจัดการสวนยางพาราให้เป็นไปตามมาตรฐานการจัดการป่าไม้อย่างยั่งยืนในระดับสากล
รวมถึงยังเป็นคณะกรรมการมากมาย อาทิ กรรมาธิการวิสามัญพิจารณาร่างพระราชบัญญัติการยางแห่งประเทศไทย ผลักดันนโยบายและกฎหมายพระราชบัญญัติการยางแห่งประเทศไทย พ.ศ.2558 จนสามารถประกาศบังคับใช้ได้ โดยการสนับสนุนงบประมาณให้เกษตรกรปลูกยางแบบผสมผสานในการเสนอให้รัฐบาลส่งเสริมโรงงานต้นแบบแก่สถาบันเกษตรกรในการแปรรูปยางขั้นต้น และการแปรรูปผลิตภัณฑ์ยางในจังหวัดชลบุรี ลำปาง นครศรีธรรมราช ยะลา และหนองคาย ประธานเครือข่ายสวนยางแห่งประเทศไทย นายกสมาคมสหพันธ์ชาวสวนยางแห่งประเทศไทย ปี 2555-2562 คณะกรรมการนโยบายยางธรรมชาติปี 2555-2562 และได้รับรางวัล อาทิ โล่เชิดชูเกียรติเกษตรกรชาวสวนยางดีเด่นระดับประเทศ ปี 2566 โดยการยางแห่งประเทศไทย โล่เชิดชูเกียรติองค์กรแห่งปัญญาให้คำปรึกษาสะท้อนปัญหาจากประชาสู่รัฐ ปี 2555 โดยสภาที่ปรึกษาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ
ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก : Youtube กองนโยบายเทคโนโลยีเพื่อการเกษตรและเกษตรกรรมยั่งยืน , FB กระทรวงเกษตรและสหกรณ์





