สวนนงนุชพัทยา ผ่า “มะพร้าวทะเล” พืชหายากเมล็ดใหญ่ที่สุดในโลก พร้อมตอกย้ำความสำเร็จการเป็นอาณาจักรแหล่งเรียนรู้ด้านพฤกษศาสตร์ระดับโลก

สวนนงนุชพฤกษศาสตร์ จ.ชลบุรี 1 ใน 10 สวนสวยที่สุดในโลก ซึ่งได้มีการริเริ่มรวบรวมพันธุ์ไม้เมืองร้อนตั้งแต่ปี พ.ศ.2534 หลังจากนั้นเป็นต้นมาพันธุ์ไม้ชนิดต่างๆได้เพิ่มขึ้นเป็นจำนวนมาก ปัจจุบันพันธุ์ไม้ในสวนนงนุชมีทั้งหมด 19,528 สายพันธุ์ จากสายพันธุ์หลัก ที่มากกว่า 12,000 ชนิด (ในปี 2563)

คุณกัมพล ตันสัจจา ประธานสวนนงนุชพัทยา มีความมุ่งมั่นและพยายามที่จะอนุรักษ์และขยายพันธุ์พืชที่หายากและกำลังจะสูญพันธุ์ ด้วยจุดประสงค์ของการอนุรักษ์ต้นกำเนิดของพันธุ์ไม้จึงเป็นเครื่องมือที่สำคัญในการที่จะทำการอนุรักษ์พันธุ์ไม้ การรวบรวมพันธุ์ไม้ในสวนนงนุช ไม่เพียงเฉพาะแค่การเปิดให้ประชาชนเข้าชมเท่านั้น หากแต่ยังเปิดกว้างเพื่อทำการวิจัยทั้งในและต่างประเทศ อีกทั้งเปิดเพื่อให้นักท่องเที่ยวสามารถศึกษาพฤกษศาสตร์พันธุ์ไม้จากทั่วโลก ในสวนมีทีมงานระดับมืออาชีพของนักพฤกษศาสตร์และนักพืชสวนที่คอยดูแลและจัดการกับพันธุ์ไม้ที่มีชีวิตที่ได้รวบรวมไว้ ซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่ง ที่พืชไม่ว่าจะอยู่ในป่ากว้างหรือจะอยู่ในประเทศจะได้รับการดูแลรักษาให้มีชีวิตอยู่เพื่อประโยชน์ของมนุษย์หรือเพื่อความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติ

การเก็บข้อมูลพันธุ์พืชจะถูกเก็บรักษาไว้ในฐานข้อมูลคอมพิวเตอร์ซึ่งทำการออกแบบเป็นพิเศษสำหรับพืชโดยเฉพาะและยังมีเอกสารสำคัญที่เกี่ยวกับตัวอย่างพรรณไม้แห้งที่ได้ทำการรวบรวมกลุ่มพืชและทำการวิจัยอย่างละเอียดซึ่งเป็นสิ่งสำคัญมาก นอกจากนี้สวนนงนุชได้ขึ้นทะเบียนเป็นสถานเพาะพันธุ์พืชพร้อมการรับรองถูกต้องตามกฎหมาย (อนุสัญญาว่าด้วยเรื่องการค้าระหว่างประเทศ ชนิดสัตว์ป่าและพืชป่าที่ใกล้สูญพันธุ์)

ในช่วงหลายปีที่ผ่านมา สวนนงนุชได้ให้ความสำคัญกับกลุ่มพืชบางกลุ่ม จนปัจจุบันนี้สวนสามารถอ้างอิงได้แล้วว่า เป็นศูนย์รวมพันธุ์ไม้มีชีวิตที่ใหญ่ที่สุด ซึ่งประกอบไปด้วยกลุ่มพืชดังต่อไปนี้ ปาล์ม ปรง โฮย่า เฟื่องฟ้า และเฮลิโคเนีย และยังมีกลุ่มพันธุ์พืชชนิดอื่นที่ยิ่งใหญ่ไม่แพ้กันอีกด้วย เช่น ชวนชม , ตะบองเพชร , กล้วยไม้ และมะพร้าวทะเล

วันที่ 23 มิถุนายน 2569 นายกัมพล ตันสัจจา ประธานสวนนงนุชพัทยา เป็นประธานในการปอกผลมะพร้าวทะเล (Coco de Mer) จำนวน 12 ลูก พืชหายากระดับโลกที่มีมูลค่าประมาณลูกละ 100,000 บาท รวมมูลค่าที่ปลอกในวันนี้ 1.2 ล้านบาท สะท้อนความสำเร็จด้านการอนุรักษ์และขยายพันธุ์พืชหายากของสวนนงนุชพัทยา

ไฮไลท์สำคัญของกิจกรรมครั้งนี้ คือการผ่าผลมะพร้าวทะเล เพื่อเปิดให้เห็นเนื้อภายในผล ซึ่งเป็นภาพที่พบเห็นได้ยากมาก เนื่องจากมะพร้าวทะเลเป็นพืชหายากและมีมูลค่าสูง จึงแทบไม่มีโอกาสได้เห็นโครงสร้างภายในผลอย่างใกล้ชิด ถือเป็นโอกาสพิเศษสำหรับผู้ที่สนใจด้านพฤกษศาสตร์และการอนุรักษ์พันธุ์พืช
มะพร้าวทะเลเป็นพืชแยกเพศ ต้องมีทั้งต้นตัวผู้และต้นตัวเมียจึงจะติดผลได้ โดยสวนนงนุชพัทยาอาจเป็นสถานที่แห่งเดียวในประเทศไทยที่มีทั้งสองเพศอยู่ร่วมกันจนสามารถผสมเกสรและให้ผลผลิตได้อย่างสมบูรณ์

นายกัมพล กล่าวว่า ในธรรมชาติ มะพร้าวทะเลอาจใช้เวลานานถึง 60 ปีจึงจะให้ผลผลิต แต่ด้วยการดูแลอย่างใกล้ชิด ทั้งการให้น้ำและปุ๋ยอย่างสม่ำเสมอ ทำให้ต้นที่ปลูกในสวนนงนุชพัทยาสามารถให้ผลได้ภายในระยะเวลาประมาณ 20 ปีเศษ
ส่วนผลมะพร้าวทะเลทั้ง 12 ลูกที่นำมาปอกในครั้งนี้ ใช้เวลาประมาณ 2 ปีในการพัฒนาจนพร้อมงอกเป็นต้นกล้า โดยเมล็ดจะเริ่มสร้างรากก่อนเจริญเติบโตเป็นต้นอ่อนในลำดับต่อไป. สวนนงนุชพัทยามีแผนปลูกต้นกล้ามะพร้าวทะเลที่มีอยู่กว่า 50 ต้นเพิ่มเติมภายในพื้นที่ เพื่อพัฒนาให้เป็นแหล่งอนุรักษ์และขยายพันธุ์มะพร้าวทะเลที่สำคัญแห่งหนึ่งของโลกในอนาคต

ปัจจุบันสวนนงนุชพัทยามีมะพร้าวทะเลรวม 90 ต้น (ต้นโต 35 ต้น และต้นกล้า 55ต้น) พืชชนิดนี้มีถิ่นกำเนิดในหมู่เกาะเซเชลส์ ได้รับการบันทึกว่าเป็นพืชที่มีเมล็ดใหญ่ที่สุดในโลก ใช้เวลากว่า 30 ปีจึงออกผลครั้งแรก ผลสุกใช้เวลาราว 7 ปี และสามารถมีอายุยืนยาวได้ถึง 400 ปี

ขอขอบคุณข้อมูลและภาพจาก : เฟซบุ๊ก แฟนเพจ และเว็บไซต์ สวนนงนุช พัทยา Nongnooch Garden Pattaya